http://www.beenamthip.com
  
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 Home

 Gallery

 Clip Update

 Webboard

 Twitter

 Instagram

 Facebook

 Contact

Menu

Biography
Filmography
Discography
Message
Chat
Blog
Member
Guestbook

Member

Forgot Password?
Register

เรื่องย่อและรวมรูปภาพ "อนิลทิตา"

(อ่าน 3729/ ตอบ 24)

AppleBEE (Member)

เรื่องย่อและรวมรูปภาพ "อนิลทิตา"

AppleBEE (Member)

AppleBEE (Member)

เรื่องย่อละคร “อนิลทิตา”
       
       บทประพันธ์ : ตรี อภิรุม
       บทโทรทัศน์ : ฐา-นวดี สถิตยุทธการ และ ทีมเอ็กแซ็กท์
       กำกับการแสดง : ฉัตรชัย สุรสิทธิ์ และ จาริวัฒน์ อุปการไชยพัฒน์
       แนวละคร : ดราม่า ลึกลับ ตื่นเต้น
       ผลิต : เอ็กแซ็กท์ - ซีเนริโอ
       วันเวลาออกอากาศ : ทุกคืนวันพุธ-พฤหัส 20.10 น. ทางช่อง 5
       ระยะเวลาออกอากาศ : เริ่มออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม 2557 นี้





๓๐๐ ปีก่อน ณ เมืองบันทายศิลา เมืองชายแดนระหว่างอยุธยากับเขมร อนิลทิตา (น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์) สาวน้อยหน้าตาสะสวย ลูกสาวเศรษฐีนีออกไปเล่นน้ำที่น้ำตก เจ้าชัยวิริยะ กษัตริย์หนุ่มแห่งเมืองบันทายศิลา ผู้มีจิตใจโหดเหี้ยมไล่ล่าหมูป่ามาที่น้ำตกพอดี เจ้าชัยวิริยะเห็นอนิลทิตาก็หลงรัก หมายมั่นว่าจะรับนางเป็นบาทบริจาริกาให้ได้
       
       อนิลทิตามาเล่นน้ำตกอีกวันแต่เป็นตะคริวจมน้ำ สินธุ (นิธิศ วารายานนท์) พ่อค้าผ้าชาวอยุธยาที่มาตักน้ำได้ช่วยชีวิตเธอไว้ ทั้งคู่ตกหลุมรักกันในทันที วันหนึ่งอนิลทิตาไปหาสินธุที่ตลาดขายผ้า สินธุดีใจให้ผ้าเป็นของฝากรัก
       
       อนิลทิตามีพี่เลี้ยง ชื่อ บันดาสา (รัชนีกร พันธุ์มณี) เป็นคนมีวิชาไสยศาสตร์มนต์ดำ บันดาสารักและซื่อสัตย์ต่ออนิลทิตามาก
       
       ฝ่ายเจ้าชัยวิริยะส่งคนมาขออนิลทิตากับนายหญิงแม่ของอนิลทิตาแต่อนิล ทิตาปฏิเสธ เจ้าชัยวิริยะโมโหจึงให้ทหารไปสืบเรื่องอนิลทิตา
       
       อนิลทิตาไปหาสินธุที่กองคาราวาน สินธุปลอบใจอนิลทิตา ด้วยความรัก อนิลทิตายอมเป็นของสินธุ ทั้งคู่วางแผนจะหนีไปด้วยกัน ทหารของเจ้าชัยวิริยะเห็นอนิลทิตามาหาสินธุจึงรีบไปบอกเจ้านาย เจ้าชัยวิริยะจึงมาฆ่าสินธุระหว่างที่อนิลทิตาไปเก็บข้าวของ
       
       อนิลทิตาหัวใจแตกสลายเมื่อกลับมาเห็นสินธุถูกฆ่าและใกล้จะขาดใจตาย ก่อนตายสินธุสัญญาว่าเกิดชาติหน้าขอให้ได้เจอและรักอนิลทิตาอีก สุดท้ายอนิลทิตาโดนบังคับให้เข้าพิธีแต่งงานเจ้าชัยวิริยะ
       
       ในคืนส่งตัวอนิลทิตาเอามีดที่ซ่อนมาฆ่าเจ้าชัยวิริยะตาย บันดาสาที่ตามมาด้วยช่วยพาอนิลทิตาหนีไปหลบอยู่ที่ถ้ำแห่งหนึ่ง อนิลทิตาได้รู้ว่าบันดาสามีวิชา โดยเฉพาะมนต์คงความสาวไว้ จึงขอร้องให้บันดาสาสอนให้เพื่อจะเป็นสาวรอสินธุกลับชาติมาเกิด แต่บันดาสาไม่ยอมเพราะเป็นมนต์ชั่วร้าย แต่อนิลทิตาขู่จะฆ่าตัวตายบันดาสาจึงยอม
       
       บันดาสาสอนมนต์ดำและให้ทำพิธีอาบน้ำสมุนไพรที่ต้องใช้เลือดของชาย หนุ่มมาผสมอาบทุกคืนวันเพ็ญ บันดาสาพาอนิลทิตาหนีมาอยู่เชียงรายเพื่อรอสินธุที่นั่น
       
       สองร้อยกว่าปีผ่านไป บริเวณถ้ำที่อนิลทิตาอยู่กำลังถูกบุกรุกทำเป็นไร่ชา โดย เจ้าพงษ์สุริยัน ณ เชียงแมน (ศรุต วิจิตรานนท์) เศรษฐีผู้มีเชื้อเจ้าทางเหนือ อนิลทิตาจึงแก้ไขโดยไปหลอกให้เจ้าพงษ์สุริยันหลงรักตน แล้วแต่งงานกัน อนิลทิตาเปลี่ยนชื่อเป็น โฉมสุรางค์ (น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์) และได้พาบันดาสาเข้าไปอยู่ในคุ้มเชียงแมนด้วย
       
       อนิลทิตาในคราบโฉมสุรางค์รักษาตัวไม่ยอมมีความสัมพันธ์ใดๆ กับเจ้าพงษ์สุริยัน บันดาสาที่รักเจ้าพงษ์สุริยัน จึงเป่ามนต์ให้เจ้าพงษ์สุริยันเห็นว่าเป็นโฉมสุรางค์แล้วลอบเข้าไปมีความ สัมพันธ์ด้วย เจ้าพงษ์สุริยันอยากมีลูก บันดาสาจึงยอมท้อง แม้จะรู้ว่าเมื่อคลอดแล้วจะกลายเป็นคนแก่ก็ยอม
       
       โฉมสุรางค์ปิดบังโดยบอกว่าจะต้องไปคลอดที่บ้านเกิด พอคลอดลูกบันดาสาก็กลายเป็นคนแก่ เจ้าพงษ์สุริยันดีใจมากที่มีลูกสาว ตั้งชื่อว่า ดาเรศ
       
       เมื่อดาเรศอายุ ๖ ขวบ เจ้าพงษ์สุริยันไปเห็นความลับของอนิลทิตาเข้า อนิลทิตาจึงทำร้ายเจ้าพงษ์สุริยันจนบาดเจ็บ ลบความจำ แล้วเลี้ยงไว้ในฐานะคนใช้สติไม่ดี ชื่อ ไอ้พัน ทั้งยังบอกกับทุกคนว่าเจ้าพงษ์สุริยันประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต แล้วส่งดาเรศไปอยู่อังกฤษกับ เจ้าศรีลัคณา ผู้เป็นย่า
       
       วันเวลาผ่านไปอีก สินธุกลับชาติมาเกิดเป็น จักรา (นิธิศ วารายานนท์) เรียนจบเกษตรเป็นเจ้าของฟาร์มกล้วยไม้ มีน้องชายชื่อ สุรเดช (ภูมินทร์ นภาวุฒิ) เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี ๓
       
       ในช่วงปิดเทอมสุรเดชขออนุญาตไปเที่ยวเชียงรายกับเพื่อน สุรเดชเดินป่าใกล้อาณาเขตคุ้มเชียงแมน โฉมสุรางค์ในร่างอนิลทิตาล่อล่วงสุรเดชไปที่ถ้ำที่ใช้ทำพิธีอาบน้ำเลือด สมุนไพร ไอ้โล้น (เชษฐวุฒิ วัชรคุณ) สมุนครึ่งคนครึ่งปีศาจของอนิลทิตาจัดการฟาดหัวสุรเดช แล้วเอาไปขังไว้ในถ้ำ จักราได้ข่าวว่าสุรเดชหลงป่าจึงรีบบินมาตามหาน้อง
       
       ที่สนามบินจักราได้เจอดาเรศ (ลัลณ์ลลิน เตจะสา เวศซ์) ที่เรียนจบกลับมาบ้าน ทั้งคู่ประทับใจในกันและกัน จักรามีเพื่อนชื่อ รชา (แมทธิว ดีน) เจ้าของเมาเทนรีสอร์ท คอยช่วยเหลือและพาไปพักด้วยรชามีน้องสาวชื่อ ระจิต (ภัณฑิลา ฟูกลิ่น) โดยระจิตชอบจักราตั้งแต่แรกเห็น
       
       จักรามีเบาะแสเดียวคือรู้ว่าสุรเดชจะไปคุ้มเชียงแมน จึงให้รชาพาไปแถวนั้นจักราเจอสุรเดชที่หนีไอ้โล้นออกมาพอดี สุรเดชบาดเจ็บ จักราพาสุรเดชมาโรงพยาบาล
       
       อนิลทิตารู้ว่าเหยื่อหนีไปจึงถอดจิตตามไปฆ่าสุรเดช โดยหลอกให้สุรเดชขึ้นไปดาดฟ้าแล้วล่อให้กระโดดลงมา จักราตามมาช่วยไม่ทัน ก่อนตายสุรเดช เรียกชื่ออนิลทิตา ออกมา
       
       อนิลทิตาได้เห็น สินธุ ในคราบ จักรา ก็ดีใจมาก อนิลทิตามาปรึกษาบันดาสาว่าจะทำให้จักรากลับมารักเธอให้ได้
       
       รชาขี่มอเตอร์ไซค์เฉี่ยว กระถิน (พิชญา เชาวลิต) หัวหน้าคนใช้ในคุ้มเชียงแมนทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกัน แม้จะทะเลาะกันแต่ก็แอบชอบกันอยู่ลึกๆ
       
       จักราปรึกษากับรชาและระจิตว่าจะไปทำงานในคุ้มเชียงแมนสืบหาคนชื่อ อนิลทิตา ระจิตค้นเจอรูปภาพ เห็นโฉมสุรางค์เจ้าของคุ้มเชียงแมนยังสาวไม่เปลี่ยนแปลงจนน่าแปลก จะเอาไปบอกจักรา โฉมสุรางค์ถอดจิตมาหาจักราเห็นเข้าพอดี จึงผลักระจิตตกบันได โฉมสุรางค์ตามไปโรงพยาบาลทำให้ระจิตสติเสีย
       
       จักรากับรชารู้จากสัปเหร่อโกร่ง ว่าเพื่อนแกที่ชื่อบุญโฮม (ศตวรรษ ดุลยวิจิตร) ซึ่งเคยเป็นคนใช้เก่าที่นั่นรู้เรื่องคุ้มเชียงแมนดี จักรากับรชาจึงไปหาบุญโฮมบุญโฮมเล่าว่าเคยเห็นผู้ชายถูกจับไปขังไว้ในถ้ำที่ มีโครงกระดูกมากมายจึงหนีออกมา อนิลทิตารู้ว่าบุญโฮมเปิดเผยความจริงจึงส่งงูปีศาจ ชื่อ ตองเหลืองมาฆ่าบุญโฮม นายิกี (จารุณี สุขสวัสดิ์) พี่สาวบุญโฮมเป็นคนมีวิชาอาคมรีบมาช่วยแต่ไม่ทันการณ์ นายีกีสาบานว่าจะต้องจัดการคนที่ทำให้น้องชายต้องตายให้ได้ รชาจึงชวนนายิกีมาอยู่ที่บ้าน
       
       จักราไม่ค่อยเชื่อเรื่องไสยศาสตร์จึงมาสืบด้วยตนเอง โดยสมัครเป็นผู้จัดการไร่ชา โฉมสุรางค์ดีใจมากให้มาพักที่คุ้มเชียงแมน จักราได้เจอดาเรศอีกครั้ง ทั้งคู่มีความรู้สึกดีต่อกัน ดาเรศเห็นโฉมสุรางค์หายไปตอนกลางคืน
       
       ดาเรศตามไปเจอกับไอ้พัน คนบ้าที่โฉมสุรางค์เลี้ยงไว้ซึ่งก็คือเจ้าพงษ์สุริยัน พ่อของเธอนั่นเอง ดาเรศยังเจอกระท่อมที่บันดาสาอยู่ บันดาสารู้ว่าลูกกลับมาก็อยากเจอ แต่โฉมสุรางค์ห้ามไว้เพราะกลัวความจริงเปิดเผย ดาเรศมีกระถินเป็นเพื่อนคู่คิดปรึกษากันว่าจะสืบเรื่องไอ้พันและบันดาสา
       
       โฉมสุรางค์ห้ามดาเรศไม่ให้สนิทกับจักรา ดาเรศหลบหน้าจักรา สุดท้ายจักราจึงขอให้กระถินพาดาเรศมาหา โฉมสุรางค์มาเห็นพอดีจึงจับดาเรศขังและโบยกระถิน เจ้าพงษ์นคร (ชลวิทย์ มีทองคำ) ญาติผู้พี่ของดาเรศมาเยี่ยมดาเรศ ได้รู้ว่าดาเรศถูกขังอยู่ จึงขอร้องให้โฉมสุรางค์ปล่อยดาเรศ แต่โฉมสุรางค์ไม่ยอมปล่อย จักรารู้เรื่องจึงขู่ว่าจะลาออก โฉมสุรางค์จึงยอมปล่อย
       
       พงษ์นครแอบรู้ความลับว่าดาเรศไม่ใช่ลูกโฉมสุรางค์ และเห็นไอ้พันหน้าคุ้นๆ จึงไปตามหาไอ้พันทำให้หลงไปแถวถ้ำ ไอ้โล้นเอาไม้ฟาดหัวแล้วจับไปขังในถ้ำ
       
       ดาเรศกับจักราช่วยกันตามหาพงษ์นคร ก็ไม่เจอ ดาเรศได้เจอกับบันดาสาและไอ้พัน แม้จะไม่รู้ความจริงว่าคือพ่อกับแม่ แต่ดาเรศก็รู้สึกดีกับคนทั้งสองมาก โฉมสุรางค์ทำเสน่ห์ทำให้จักราหลงใหล
       
       นายิกีตามมาที่ถ้ำจึงช่วยพงษ์นครออกไปได้ และพาไปอยู่กับรชา รชาให้กระถินคอยช่วยสืบข่าว ได้รู้ว่าจักราหลงใหลโฉมสุรางค์ ดาเรศคิดว่าจักรารักโฉมสุรางค์รู้สึกเสียใจมาก นายิกีรู้ว่าจักราถูกทำเสน่ห์จึงเข้าไปพาตัวจักราออกมา นายิกีสู้กับโฉมสุรางค์บาดเจ็บสาหัสทั้งคู่
       
       โฉมสุรางค์จับตัวดาเรศไว้ ไอ้พันจึงตามไปช่วย โฉมสุรางค์ให้บันดาสาช่วยรักษาอาการจนหาย ส่วนนายิกีบาดเจ็บจนตาย ก่อนตายได้ให้คัมภีร์แก่รชาไว้ ให้ช่วยจักราถอนเสน่ห์ รชาถอนเสน่ห์จักราได้สำเร็จ จักรา รชา พงษ์นคร จึงตามไปช่วยดาเรศและพงษ์สุริยัน
       
       โฉมสุรางค์ดูดพลังบันดาสาจนตาย ทำให้ตัวเองกลายเป็นปีศาจ โฉมสุรางค์จะฆ่าดาเรศ พงษ์สุริยันมาขวางเอาไว้จนตัวเองตาย จักรา รชา พงษ์นคร เข้ามาพอดีรีบพาดาเรศหนีไปที่วัด โฉมสุรางค์จะฆ่าทุกคน แต่ หลวงพ่อศตวรรษ ญาติผู้พี่ของอนิลทิตา ซึ่งบวชบำเพ็ญเพียรจนมีตบะแก่กล้าและรู้เรื่องทั้งหมดมาช่วย บอกให้อนิลทิตาหยุดทำบาป อนิลทิตาไม่ยอม ทวงถามสัญญาจากสินธุ หรือจักราที่เคยบอกว่าในชาตินี้เขาเป็นจักราไม่ใช่สินธุ และไม่ได้รักอนิลทิตาที่สวยงามแต่รูปกาย แต่รักดาเรศที่จิตใจงดงาม ขอให้อนิลทิตาตัดใจ เขายอมเอาชีวิตเข้าแลก และขอร้องให้อนิลทิตาปล่อยทุกคนไป
       
       อนิลทิตาโมโหและเสียใจมาก จะฆ่าจักราแต่ทำไม่ลง เลยจะฆ่าดาเรศแทน หลวงพ่อศตวรรษจึงใช้พลังแห่งธรรมกำจัดมนต์ดำในตัวอนิลทิตา อนิลทิตากลายเป็นคนแก่ใกล้ตาย จักราเข้าไปประคองอนิลทิตา บอกว่าขอให้อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน อนิลทิตายอมอโหสิกรรมให้แล้วหมดลมหายใจ ร่างสลายไปกับสายลม
       
       รชาแต่งงานกับกระถิน แล้วพากระถินไปอยู่ที่เมาเทนรีสอร์ท ส่วนจักราแต่งงานกับดาเรศช่วยดูแลคุ้มเชียงแมนและไร่ชาต่อไป

AppleBEE (Member)

คาแร็กเตอร์ตัวละคร
       
       อนิลทิตา หรือ โฉมสุรางค์
       หญิงสาวลูกเศรษฐินีชาวเขมรเมื่อสามร้อยปีก่อน มีหน้าตาสวยงาม รักกับสินธุพ่อค้าชาวอยุธยา แต่สินธุถูกฆ่าตาย อนิลทิตาจึงต้องอาบน้ำสมุนไพรเลือดรักษาความสาวรอคอยสินธุมาเกิด อนิลทิตามีรักที่มั่นคง รักษาคำสัญญา อดทน ยอมทำทุกอย่างเพื่อความรักแม้จะต้องทำบาปมหันต์
       
       สินธุ หรือ จักรา
       สินธุเป็นพ่อค้าผ้าจากอยุธยาที่มาขายผ้าที่เมืองชายแดน ได้ช่วยชีวิตอนิลทิตาไว้ ทั้งคู่จึงรักกัน สินธุถูกฆ่าตาย ก่อนตายสัญญาว่าจะเกิดมารักอนิลทิตาอีก แต่พอมาเกิดเป็นจักราก็จำอนิลทิตาไม่ได้ จักรารักสุรเดชซึ่งเป็นน้องชายมาก เมื่อน้องชายตายไปจึงทำทุกทางเพื่อสืบหาความจริง จักราไม่ค่อยเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เขามีความมุ่งมั่น กล้าหาญ ไม่กลัวความยากลำบากและอำนาจใดๆ รักคนที่จิตใจมากกว่าหน้าตา
       
       ดาเรศ
       ลูกสาวเจ้าพงษ์สุริยันกับบันดาสา แต่ทุกคนจะเข้าใจว่าเป็นลูกของโฉมสุรางค์ดาเรศไปเรียนอังกฤษตั้งแต่ 6 ขวบ กลับมาเมื่ออายุ 22 ปี ดาเรศรักและเชื่อฟังแม่ พยามเอาใจเพื่อให้แม่รักเมื่อรู้ความจริงว่าพ่อกลายเป็นบ้า แม่จริงคือบันดาสาหญิงแก่ก็รับได้ รักคนทั้งสองไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดาเรศเป็นคนจิตใจอ่อนโยน หัวอ่อน น่ารัก มองโลกในแง่ดี
       
       รชา
       เพื่อนรุ่นพี่ของจักราที่สนิทสนมกันมาก รชาเป็นเจ้าของเมาเทนรีสอร์ท เป็นสปอร์ทแมน มาดเท่ มีอารมณ์ขัน กล้าได้กล้าเสีย รักน้อง รักเพื่อน ทำทุกอย่างเพื่อช่วยเพื่อน รชาเป็นคนสบายๆ ไม่ยึดติดในกรอบ เมื่อรักกระถินที่เป็นแม่บ้านก็ไม่ได้คำนึงถึงฐานะ ยอมรับและแต่งงานกับกระถินในที่สุด
       
       กระถิน
       เป็นหัวหน้าคนใช้ในคุ้มเชียงแมน เจ้าพงษ์สุริยันรับอุปการะส่งเสียกระถินมาตั้งแต่เด็กๆ กระถินเป็นคนฉลาด กล้าหาญ ลุยไหนลุยกัน เป็นคู่คิดกับดาเรศ เห็นใจและคอยช่วยเหลือ ดาเรศเสมอ
       
       บันดาสา
       พี่เลี้ยงของอนิลทิตา เป็นคนมีอำนาจมนต์ดำและสอนให้อนิลทิตา บันดาสารักเจ้าพงษ์สุริยันและซื่อสัตย์ต่ออนิลทิตา จึงยอมมีลูกแม้ว่าจะทำให้แก่ บันดาสารักดาเรศมากยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องดาเรศ
       
       นายิกี
       แม่เฒ่าผู้มีอาคม เสียน้องชายคือบุญโฮมเพราะไปรู้ความลับของอนิลทิตา จึงตามแก้แค้นอนิลทิตา นายิกีมีพลังพอๆกับอนิลทิตา มีจิตใจดี ช่วยพวกจักราอย่างเต็มความสามารถ ยอมเสียสละแม้ชีวิตตนเองเพื่อทำลายอำนาจชั่วของอนิลทิตาลงให้ได้
       
       เจ้าพงษ์สุริยัน หรือ ไอ้พัน
       เจ้าของคุ้มเชียงแมนและกิจการไร่ชา หลงรักอนิลทิตาจนโดนหลอกแต่งงานเพื่อให้ความลับไม่เปิดเผย เจ้าพงษ์สุริยันเป็นคนอ่อนโยน อบอุ่น รักดาเรศมาก ตอนเป็นไอ้พันบ้าจำอะไรไม่ได้แต่ก็จำลูกได้ เมื่อรู้ความจริงทั้งหมดก็ยอมสละชีวิตตนเองปกป้องดาเรศให้ปลอดภัย
       
       เจ้าพงษ์นคร
       ลูกพี่ลูกน้องกับดาเรศ เป็นพี่ชายที่แสนดีของดาเรศ เมื่อเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็พยายามสืบความจริง ในตอนท้ายช่วยจักรา รชา ในการเปิดเผยความจริงและต่อสู้กับอำนาจมืดของอนิลทิตา
       
       บุญโฮม
       น้องชายของแม่เฒ่านายิกี ไปรู้ความลับของอนิลทิตาจึงหนีออกมา เมื่อจักรากับรชามาถามข้อมูล ตอนแรกก็ไม่ยอมบอก แต่ในที่สุดก็ยอมบอกไป เพื่อให้จักรากับรชาระวังตัว สุดท้ายถูกอนิลทิตาส่งงูปีศาจมาฆ่าตาย
       
       สุรเดช
       น้องชายจักรา เป็นคนร่าเริง รักพี่ชาย มาเที่ยวป่าหลงมนต์อนิลทิตา ถูกจับตัวไปแม้ว่าจะหนีออกมาได้ แต่ก็ถูกอนิลทิตาฆ่าตาย ทำให้จักราต้องมาตามหาความจริง
       
       ระจิต
       น้องสาวของรชา เป็นวัยรุ่น แก่นกล้า รักและสนิทสนมกับพี่ชายมาก ชอบจักรา ช่วยจักราค้นหาความจริง อนิลทิตารู้จึงทำร้ายจนความจำเสื่อม จำอะไรไม่ได้
       
       สัปเหร่อโกร่ง
       เพื่อนของบุญโฮม อยู่ที่วัดที่สวดศพสุรเดช เมื่อรู้ว่าจักราจะไปสืบเรื่องน้องชายที่คุ้มเชียงแมนจึงห้ามไว้ และบอกว่าที่นั่นมีแต่สิ่งชั่วร้าย แนะนำให้ไปถามรายละเอียดกับบุญโฮม
       
       หลวงพี่ศตวรรษ
       ญาติผู้พี่ของอนิลทิตา บวชและบำเพ็ญเพียรจนมีตบะแก่กล้า รู้เรื่องอนิลทิตาทั้งหมด เป็นพระที่มีเมตตาบารมีมาช่วยพวกจักรา ทำให้อนิลทิตาสิ้นฤทธิ์และสำนึกได้ในที่สุด
       
       รายชื่อนักแสดง
       
       น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์  รับบท   อนิลทิตา/โฉมสุรางค์
       นิธิศ วารายานนท์  รับบท  สินธุ/จักรา
       ลัลณ์ลลิน เตจะสา เวศซ์  รับบท  ดาเรศ
       แมทธิว ดีน  รับบท  รชา
       พิชญา  เชาวลิต   รับบท   กระถิน
       รัชนีกร พันธุ์มณี  รับบท  บันดาสา
       จารุณี สุขสวัสดิ์  รับบท   นายิกี
       ศรุต วิจิตรานนท์  รับบท  เจ้าพงษ์สุริยัน/ไอ้พัน
       ศตวรรษ ดุลยวิจิตร   รับบท   บุญโฮม
       เชษฐวุฒิ วัชรคุณ  รับบท  ไอ้โล้น
       ภัณฑิลา ฟูกลิ่น  รับบท   ระจิต
       ชลวิทย์ มีทองคำ  รับบท   เจ้าพงษ์นคร
       ภูมินทร์ นภาวุฒิ  รับบท  สุรเดช

AppleBEE (Member)

สัมภาษณ์นักแสดง
       
       น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ รับบท  อนิลทิตา หรือ โฉมสุรางค์
       หญิงสาวชาวเขมร เมื่อสามร้อยปีก่อนรักกับสินธุพ่อค้าชาวอยุธยา แต่สินธุถูกฆ่าตาย อนิลทิตาจึงต้องอาบน้ำสมุนไพรเลือดรักษาความสาวรอคอยสินธุมาเกิด อนิลทิตามีรักที่มั่นคง ยอมทำทุกอย่างเพื่อความรักแม้จะต้องทำบาปมหันต์
       “ตัวละคร “อนิลทิตา” มีอะไรที่น่าสนใจมาก เพราะว่าต้องเล่นตั้งแต่อดีตมาถึงยุคปัจจุบัน อดีตจะเป็นหญิงสาวที่ไม่มีพิษไม่มีภัยกับใคร แต่พอชายคนรักถูกฆ่าตาย เราเลยทำทุกอย่างเพื่ออยู่รอให้เค้ากลับมาเกิดใหม่ ซึ่งคาแรคเตอร์มันจะเริ่มร้ายขึ้นเรื่อยๆ แต่เรามีเหตุผลว่าเราต้องอยู่ต่อเพราะอะไร และทำยังไงก็ได้ให้เราคงความสาวไว้ตลอดกาล แต่ใช้วิธีอำมหิตคือเราต้องฆ่าคน ต้องหลอกล่อผู้ชายมา เพื่อเอาเลือดของเขามาอาบตัว ก็อยากให้ติดตามด้วยนะคะ”
       
       นิธิศ วารายานนท์ รับบท สินธุ หรือ จักรา
       พ่อค้าผ้าจากอยุธยา มาขายผ้าที่เมืองชายแดน ได้ช่วยชีวิตอนิลทิตาไว้ ทั้งคู่จึงรักกัน ก่อนสินธุตายสัญญาว่าจะเกิดมารักอนิลทิตาอีก แต่พอมาเกิดเป็นจักราก็จำอนิลทิตาไม่ได้
       “เป็นละครเรื่องแรกของผมที่ยากมากครับ เพราะต้องเล่นทั้ง 2 พาร์ท คืออดีตจะเป็นพีเรียดรับบทสินธุรักกับอนิลทิตา และพอมาเกิดอีกชาติเป็นจักราในยุคปัจจุบันก็รักกับดาเรศคือเฌอเบลล์ เรื่องนี้ต้องขอบคุณพี่อาร์ตและพี่เอผู้กำกับ และพี่บี-น้ำทิพย์ มากๆ ครับ ที่คอยช่วยแนะนำ ซึ่งวันถ่ายคิวแรกของผมก็เจอพีเรียดอีก เป็นอะไรที่งงมาก ยังไม่รู้จังหวะละครว่าเขาเล่นยังไง เป็นบทที่ท้าทายมาก เลยทำให้ผมต้องทำการบ้านและทำความเข้าใจกับตัวละครเรื่องนี้เยอะมาก ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ”
       
       ลัลณ์ลลิน เตจะสา เวศซ์ รับบท ดาเรศ
       ลูกสาวเจ้าพงษ์สุริยันกับบันดาสา แต่ทุกคนเข้าใจว่าเป็นลูกของโฉมสุรางค์ ดาเรศเป็นคนจิตใจดี อ่อนโยน มองโลกในแง่ดี รักและเชื่อฟังแม่มาก เพราะอยากทำให้แม่รัก
       “บทนี้ค่อนข้างคล้ายตัวจริงเฌอเบลล์นะ ตรงที่เป็นเด็กขี้สงสัย ถ้าอยากรู้อะไรก็จะตามสืบหาความจริงให้ได้ ดีใจมากที่เรื่องนี้เราได้ร่วมงานกับนักแสดงเก่งๆหลายคน ทั้งพี่บี-น้ำทิพย์, พี่ต้อม-รัชนีกร, พี่บิ๊ก-ศรุต และพี่เปิ้ล-จารุณี รวมถึงพระเอกใหม่อย่างโบ๊ท-นิธิศ ก็เป็นละครอีกเรื่องที่เฌอเบลล์ตั้งใจเล่นมาก และนักแสดงทุกคนก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจกันเต็มที่ เพื่อละครเรื่องนี้ ยังไงก็ฝากติดตามชมกันด้วยนะคะ รับรองว่าสนุกแน่ๆ ค่ะ ”
       
       จารุณี สุขสวัสดิ์ รับบท นายิกี
       แม่เฒ่าผู้มีอาคม เสียน้องชายคือบุญโฮม เพราะไปรู้ความลับของอนิลทิตา จึงตามแก้แค้นอนิลทิตา นายิกีมีพลังพอๆ กับอนิลทิตา มีจิตใจดี ช่วยพวกจักราอย่างเต็มความสามารถ ยอมเสียสละแม้ชีวิตตนเองเพื่อทำลายอำนาจชั่วของอนิลทิตาลงให้ได้
       “สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องยากพอสมควร เพราะเราก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกับซีจีเท่าไหร่ มันไม่ใช่ดราม่า อย่างในเรื่องต้องต่อสู้กับงูปีศาจซึ่งเป็นซีจี เพราะฉะนั้นตอนถ่ายเราต้องเล่นคนเดียว มันอยู่ที่ผู้กำกับจะสั่งให้หันซ้ายหันขวาเพราะมันมีภาพอย่างอื่นเข้ามาเป็น ตัวกำหนดว่าจะไปทิศทางไหน อย่างงูรัดแล้วลงไปดิ้นอยู่กับพื้นเราก็ไม่รู้ภาพจะออกมายังไง ก็ต้องช่วยกันระวังในหลายส่วน ก็เป็นอะไรที่สนุกและท้าทายดีค่ะ”
       
       รัชนีกร พันธุ์มณี รับบท บันดาสา
       พี่เลี้ยงของอนิลทิตา เป็นคนมีอำนาจมนต์ดำและสอนวิชาให้แก่อนิลทิตา บันดาสาซื่อสัตย์ต่ออนิลทิตามาก จึงยอมมีลูกกับเจ้าพงษ์สุริยันแทนอนิลทิตา แม้ว่าจะทำให้มนต์ดำเสื่อมกลายเป็นหญิงชรา
       “เป็นละครอีกเรื่อง ที่บทน่าสนใจมาก เพราะว่ามันได้เล่นหลากหลายอารมณ์ดี อย่างถ้าเข้าฉากกับชายคนรักอย่างพี่บิ๊ก-ศรุต ก็จะเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง ถ้าเข้าฉากกับอนิลทิตาคือบี เป็นพี่เลี้ยงที่รักนายมากก็จะเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง เข้าฉากกับน้องเฌอเบลล์ที่เล่นเป็นลูก ก็จะอีกอารมณ์หนึ่ง และเรื่องนี้ก็ได้เล่นตั้งแต่สาวยันแก่ เป็นบทที่คุ้มมากค่ะ”
       
       ศรุต วิจิตรานนท์ รับบท เจ้าพงษ์สุริยัน หรือ ไอ้พัน
       เจ้าของคุ้มเชียงแมน โดนมนต์เสน่ห์ของอนิลทิตาหลอกให้หลงรัก พอตอนเป็นไอ้พันบ้าจำอะไรไม่ได้แต่ก็จำดาเรศลูกสาวได้ เมื่อรู้ความจริงทั้งหมดก็ยอมสละชีวิตตนเองปกป้องดาเรศให้ปลอดภัย
       “เรื่องนี้รับบทเป็น “เจ้าพงษ์สุริยัน” เป็นเจ้าของคุ้มเชียงแมน แต่เราดันไปรู้ความลับของโฉมสุรางค์หรืออนิลทิตาเข้า เลยโดนกินยาลบความทรงจำกลายเป็น “ไอ้พัน” ชายสติฟั่นเฟือง สำหรับเรื่องนี้สนุกมาก เพราะเราได้เล่นหลากหลายบทบาทดีครับ จากคนปกติกลายมาเป็นคนสติไม่ดี ก็อยากให้ติดตามชมกันนะครับ เป็นอีกเรื่องที่แฟนละครเอ็กแซ็กท์ไม่ควรพลาด”
       
       แมทธิว ดีน รับบท รชา
       เพื่อนรุ่นพี่ของจักราที่สนิทสนมกันมาก รชาเป็นเจ้าของเมาเทนรีสอร์ท เป็นสปอร์ตแมน มาดเท่ กล้าได้กล้าเสีย รักน้อง รักเพื่อน ทำทุกอย่างเพื่อช่วยเพื่อน รชาเป็นคนสบายๆ ไม่ยึดติดในกรอบ เมื่อรักกระถินที่เป็นแม่บ้านก็ไม่ได้คำนึงถึงฐานะ ยอมรับและแต่งงานกับกระถินในที่สุด
       “เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่บทมันน่าสนใจ เพราะโดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าตัวละครตัวนี้มันจะลุยๆ คล้ายตัวผมเหมือนกัน เป็นการร่วมงานครั้งแรกกับพระเอกใหม่อย่างโบ๊ท-นิธิศ เค้ามีความตั้งใจมาก และละครเรื่องนี้เป็นละครที่รวมนักแสดงเยอะมากจริงๆ ทุกคนมืออาชีพอยู่แล้ว รับรองว่าสนุกแน่นอน ยังไงก็ฝากติดตามชมกันด้วยนะครับ นอกจากความสนุกแล้ว ยังมีแง่คิดต่างๆ ก็ยังอยากให้ดูละครแล้วย้อนดูตัวเราด้วยครับ”
       
       พิชญา เชาวลิต รับบท กระถิน
       เป็นหัวหน้าคนใช้ในคุ้มเชียงแมน เจ้าพงษ์สุริยันรับอุปการะส่งเสียกระถินมาตั้งแต่เด็กๆ กระถินเป็นคนฉลาด กล้าหาญ ลุยไหนลุยกัน เป็นคู่คิดกับดาเรศ เห็นใจและคอยช่วยเหลือดาเรศเสมอ
       “ในเรื่องนี้เล่นเป็นคนสนิทคอยดูแลน้องเฌอเบลล์ค่ะ ก็จะตามไปทุกที่เพื่อคอยช่วยเหลือตลอด จนมาเจอกับพี่แมทธิว แรกๆ ก็จะไม่ชอบหน้ากันเท่าไหร่ แต่หลังๆ เริ่มรู้สึกดีกับเค้า แต่เราก็จะเก็บอาการไว้ไม่แสดงออกว่าเราชอบ ก็เป็นครั้งแรกที่ได้คู่กับพี่แมทธิว บทเรื่องนี้สนุกมากค่ะ ได้ลุยป่าฝ่าดงเยอะมาก ส่วนเฌอเบลล์กับโบ๊ทพระเอกใหม่ ต้องชมว่าทั้งคู่เล่นกันได้เข้าขากันดี เป็นธรรมชาติมากค่ะ”
       
       ภัณฑิลา ฟูกลิ่น รับบท ระจิต
       น้องสาวของรชา รักและสนิทสนมกับพี่ชายมาก ชอบจักราเพื่อนพี่ชาย เลยช่วยจักราค้นหาความจริงเรื่องอนิลทิตา พออนิลทิตารู้เข้าจึงส่งงูปีศาจมาฆ่า
       “รับบท “ระจิต” เป็นน้องสาวของรชาคือพี่แมทธิว แอบชอบจักราคือโบ๊ท-นิธิศ เพื่อนของพี่ชาย เลยพยายามช่วยหาความจริงเรื่องอนิลทิตาที่จักราตามหาอยู่ พอเราจะบอกความจริงก็ถูกอนิลทิตาส่งงูปีศาจมาฆ่าปิดปากซะก่อน กับฉากที่ประทับใจคือฉากที่โดนงูเหลือมยักษ์รัดตัว ตอนแรกแอร์ก็กลัวนะ ถูกงูเหลือมพันตัว แต่ถ้าเราจะไม่เล่นก็ไม่ได้ เลยเปลี่ยนจากความกลัวมาทำความคุ้นเคยกับงูแทนค่ะ เป็นละครอีกเรื่องที่น่าดูมาก ฝากติดตามด้วยค่ะ”
       
       ศตวรรษ ดุลยวิจิตร รับบท บุญโฮม
       น้องชายของแม่เฒ่านายิกี ดันไปรู้ความลับของอนิลทิตา จนต้องหนีออกมา เมื่อจักรากับรชามาถามข้อมูลอนิลทิตา ตอนแรกบุญโฮมไม่ยอมบอกเพราะกลัว แต่ในที่สุดก็ยอมบอก เพื่อให้จักรากับรชาระวังตัว
       “รับบทเป็น “บุญโฮม” คนใช้เก่าแก่ในคุ้มเชียงแมน รู้เรื่องทุกอย่างในคุ้ม เลยทำให้ อนิลทิตาส่งงูปีศาจมาตามล่า ดีใจที่ได้กลับมาร่วมงานกับเอ็กแซ็กท์อีกครั้ง ก็ไม่ห่วงอะไรเลยครับ เพราะทุกคนเป็นมืออาชีพ ขอฝากละครเรื่องนี้ด้วยนะครับ มีครบทุกรส รับรองว่าดูแล้วทุกคนจะต้องชอบ”
       
       เชษฐวุฒิ วัชรคุณ รับบท โล้น
       สมุนครึ่งคนครึ่งปีศาจของอนิลทิตา คอยออกไปหาเหยื่อมาให้อนิลทิตาทำพิธีอาบน้ำสมุนไพรผสมกับเลือดของชายหนุ่ม เพื่อให้เธอกลับมาคงความสาวเหมือนเดิม
       “เรื่องนี้รับบทหนักมากครับ ที่หนักคือต้องแบกคนขึ้นบ่าครับ ก็จะมีโอกาสได้รับเกียรติอุ้มผู้ชายหนัก 70 กิโลขึ้นไป แต่ถึงบทจะหนัก แต่ผมก็มีความสุขครับ เพราะเป็นอีกบทที่ไม่ซ้ำซาก มีอะไรให้เล่นให้คิดเยอะพอสมควร ตรงที่บทผมเป็นครึ่งคนครึ่งผีดิบ เราจะเล่นอารมณ์ออกมาทางสีหน้ามากก็ไม่ได้ ต้องทำหน้าตาให้ดุดันตลอดเวลา เป็นอีกบทบาทที่สนุกดีครับ”
       
       ชลวิทย์ มีทองคำ รับบท เจ้าพงษ์นคร
       ลูกพี่ลูกน้องกับดาเรศ เมื่อเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็พยายามสืบความจริง สุดท้ายได้ร่วมมือกับจักราเปิดเผยความจริง และต่อสู้กับอำนาจมืดของอนิลทิตา
       “เรื่องนี้ก็เป็นละครเรื่องที่ 2 ของผมครับ หลังจากจบเรื่อง “ธิดาแดนซ์” ทางช่อง 3 ไป มาเล่นเรื่องนี้ก็ยังตื่นเต้นอยู่ แรกๆ ยอมรับว่ากดดัน ยังเกร็งๆ อยู่บ้าง ผมเลยต้องทำการบ้านเยอะพอสมควร เพราะด้วยความที่เรายังใหม่กับการแสดงอยู่ ก็ต้องขอบคุณพี่ๆ นักแสดงทุกคนที่ช่วยแนะนำเรื่องมุมกล้อง เรื่องการแสดงต่างๆ ให้ผม ยังไงผมก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”
       
       ภูมินทร์ นภาวุฒิ รับบท สุรเดช
       น้องชายจักรา เป็นคนร่าเริง แอบมาเที่ยวป่า จนหลงทางไปเจอกับอนิลทิตาเข้า เลยถูกจับตัวไป แม้ว่าจะหนีออกมาได้ แต่ก็ถูกอนิลทิตาตามมาฆ่าตาย ทำให้จักราต้องมาตามหาความจริง
       “รับบทเป็น “สุรเดช” น้องชายของจักราคือพี่โบ๊ท-นิธิศ คาแรคเตอร์เรื่องนี้ใกล้เคียงกับตัวผมมากครับ เพราะเป็นเด็กวัยรุ่นทั่วไป ก็เป็นละครเรื่องที่ 2 หลังจากเรื่อง “คุ้มนางครวญ” แต่ตอนนั้นไม่มีบทพูดอะไร เลยทำให้ไม่เกร็งมาก แต่ “อนิลทิตา” มันจะยากขึ้นอีกระดับหนึ่งครับ เพราะมีบทบาทมากขึ้น แต่ก็ไม่กดดันนะครับ พี่อาร์ตพี่เอผู้กำกับใจดีมาก เวลามีอะไรไม่เข้าใจก็จะให้คำแนะนำตลอด ยังไงก็ฝากติดตามชมกันด้วยนะครับ”
       
     ผู้กำกับการแสดง
       
       ฉัตรชัย สุรสิทธิ์ และ จาริวัฒน์ อุปการไชยพัฒน์
       2 ผู้กำกับฝีมือดีแห่งค่ายเอ็กแซ็กท์ ที่ฝากผลงานการกำกับมาหลายต่อหลายเรื่อง ล่าสุดทั้งคู่จับมือพลิกละครรีเมค “อนิลทิตา” ในเวอร์ชั่นใหม่ให้น่าสะพรึงกลัวและตระการตากว่าเดิม แถมยังได้ 2 นางเอกสาวสวย บี-น้ำทิพย์ และ เฌอเบลล์-ลัลณ์ลลิน มาประชันบทบาทรักสามเส้า ประกบพระเอกใหม่ป้ายแดง โบ๊ท-นิธิศ วารายานนท์ อยากรู้ผลงานละครเรื่องนี้จะมีความแปลกใหม่อย่างไร? ไปฟังทั้งคู่เล่า...
       “ถ้าพูดถึงเรื่องความแปลกใหม่ ต้องพูดถึงบทบาทแรกของบี-น้ำทิพย์ เพราะเราไม่เคยเห็นบีเล่นบทแนวนี้ กับบทของบีจะว่าร้ายก็ไม่เชิง แต่ก็ไม่ใช่คนดีมาก เป็นคนที่ยึดมั่นในความรักมากกว่า จนทำอะไรผิดถึงขั้นฆ่าคนได้ มันเป็นครั้งแรกที่บีเปลี่ยนบทบาทนะครับ ส่วนเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่เราได้โบ๊ทพระเอกใหม่มาเล่น คือความสด และความเป็นธรรมชาติ โบ๊ทเป็นคนที่มีอินเนอร์ดีครับ คือถ้าเราตีให้ถูกจุด พอเขาเข้าใจก็จะมาเต็ม ส่วนเฌอเบลล์เป็นเรื่องแรกที่พี่ได้ร่วมงานกับเขา น้องน่ารักมีความตั้งใจ และมีความพยายามเต็มร้อย คือเฌอเบลล์เปรียบเหมือนกระท้อน ยิ่งทุบยิ่งหวาน และก็เป็นอีกเรื่องที่ได้นักแสดงรุ่นใหญ่อย่างพี่เปิ้ล-จารุณี มาเล่นเป็นคนมีของเป็นครั้งแรก และบทบันดาสา เป็นบทที่อยากให้พี่ต้อมเล่นมากครับ เพราะเราอยากใช้ความเป็นคนเจ้าน้ำตา และแอคติ้งเก่ง ก็ขอฝากละครอนิลทิตาด้วยนะครับ ทุกคนตั้งใจทำงานมาก ทีมงานก็เหนื่อยมาก เรื่องนี้ก็น่าดูด้วย คือมันมีอีกอย่างหนึ่งที่พี่ชอบในเรื่องนี้ นั่นคือนอกจากเราจะมีพาร์ทที่เป็นอดีต ที่เป็นเขมรโบราณแล้ว ในขณะที่มาเป็นพาร์ทปัจจุบันมันมีความเป็นโมเดิร์น ด้วยเสื้อผ้าหน้าผมการแต่งกาย และก็ยังมีความลึกลับ ไสยศาสตร์ จึงเป็นส่วนผสมที่มันแปลกใหม่ พี่ว่าคนดูน่าจะชอบในความแปลกใหม่ของความทันสมัยปนความลึกลับที่มันมาอยู่ ด้วยกัน ยังไงก็ฝากติดตามชมด้วยนะครับ”

Webmaster

 อนิลทิตา ตอนที่ 1
       
       ซุ้มประตูทางเข้าเวียงวังแห่งนี้ บ่งบอกว่าเป็นศิลปะแบบขอม ทับหลังรูปหน้ากาลประดับเด่นเหนือประตูแลดูเข้มขลัง ตลอดทางเดินภายในปูด้วยศิลาแลง จากประตูตรงเข้าไปถึงตัวปราสาทหินที่ก่อด้วยศิลาแลงขนาดไม่ใหญ่มากนัก บริเวณใกล้เคียงกัน มีเวียงวังสร้างด้วยไม้ เรียงราย งดงาม
       
       ที่นี่คือ เมืองบันทายศิลา เมืองชายแดนระหว่าง อยุธยา และ กัมพูชา เมื่อ 300 ปีก่อน
       
       ในราวป่าเขียวขจีด้านนอกเมือง มีเส้นทาง ที่ชาวเมืองบันทายศิลาใช้สัญจรไปสู่ลำน้ำที่มีน้ำตกสวยอยู่บริเวณต้นลำธาร
       ตอนกลางวันของวันนี้ หญิงสาว 3 คน วิ่งไล่กันมาตามทางสายนั้นอย่างสนุกสนาน ดูออกว่าทั้งสามมุ่งหน้าตรงไปยังบริเวณน้ำตกนั่นเอง
       จากเครื่องแต่งกายของหญิงสาวที่วิ่งนำหน้า ฉายชัดว่ามีฐานะดีกว่า 2 คนหลัง เสียงหัวเราะคิกคักร่าเริงของทั้ง 3 นาง ดังก้องป่า
       จังหวะเดียวกันนี้ มีหมูป่ากำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างมา ท่าทางของมันตื่นกลัว ที่แท้มีม้า 3 ตัว กำลังควบไล่หมูป่าไม่ลดละ
       
       หญิงสาวทั้ง 3 นาง วิ่งมาถึงบริเวณน้ำตก ทั้งสามยังคงหัวเราะร่าเริง ก่อนจะลุยลงไปเล่นน้ำในบริเวณที่น้ำตื้นๆ ริมตลิ่ง ส่วนหมูป่าก็วิ่งหนีมายังบริเวณใกล้ๆ น้ำตก
       
       บุรุษผู้อยู่บนหลังม้าที่วิ่งนำหน้าและไล่ตามหมูป่าชะตาขาดมานี้ เขาคือ เจ้าชัยวิริยะ ในเครื่องแต่งกายของเจ้าเมืองขอมอันน่าเกรงขาม ทว่า ด้วยเครื่องประดับพิสดาร ใบหูมนุษย์ร้อยเป็นสร้อย ห้อยคออยู่นั้น บ่งบอกได้อย่างดีว่าเขาเป็นคนโหดเหี้ยมร้ายกาจเพียงใด
       องครักษ์ 2 คน ควบม้าไล่ตามหลังหมูป่ามาอย่างกระชั้นชิด เจ้าชัยวิริยะหยุดม้า พลางยกคันธนูขึ้นง้าง เล็งแลเพื่อหาจังหวะยิงหมูป่า ก่อนที่จะยิงธนูออกไปอย่างรุนแรง รวดเร็ว และแม่นยำ
       หมูป่าถูกลูกศรพุ่งเข้าปักกลางลำตัวอย่างจัง มันส่งเสียงร้องดังลั่นป่าด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะล้มลง เจ้าชัยวิริยะยิ้มสมใจในผลงาน บังคับม้าให้วิ่งทะยานไปยังหมูป่าตัวนั้น พร้อม 2 องครักษ์
       
       ครั้นพอเจ้าชัยวิริยะกระโดดลงจากหลังม้า วิ่งเข้าไปดูฝีมือการล่าหมูป่าของตนแล้วชะงัก เมื่อได้ยินเสียงผู้หญิง 3 คน หัวเราะคิกคักดังแว่วเข้ามา เจ้าชัยวิริยะชะเง้อแลมองไปทางทิศที่มาของเสียง
       
       เจ้าชัยวิริยะเห็นจากที่ไกลๆ ว่าเป็นหญิงสาว 3 นาง กำลังเล่นน้ำกันอยู่อย่างสนุกสนาน องค์ประมุขแห่งบันทายศิลาเขม้นมอง ไปยังสตรีผู้เด่นสะดุด นางอยู่ในน้ำครึ่งตัว เสื้อผ้าเปียกแนบเนื้อ ดูงดงามและเย้ายวนเป็นอย่างยิ่ง นางค่อยๆ หันหน้ามาทางนี้
       ที่แท้นางคือ อนิลทิตา ธิดาของเศรษฐีนีผู้มั่งคั่งแห่งบันทายศิลา อนิลทิตายังไม่รู้ตัวว่าตัวเองนั้นถูกแอบมองอยู่
       
       ใบหน้าเจ้าชัยวิริยะ ตื่นตะลึงเมื่อได้เห็นอนิลทิตาถนัดตา และหลงรักทันที เจ้าชัยวิริยะ ขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ ริมน้ำตกเพื่อจะดูให้ถนัดตา อีกที แต่เผลอเหยียบกิ่งไม้แห้ง จนทำให้เกิดเสียงดังขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
       
       อนิลทิตาเหลียวขวับมาทางต้นเสียงที่ผิดปกตินั้นทันที ท่าทางนางตื่นตระหนกเหมือนกวางตกใจกลัวกระนั้น แต่ยังไม่ทันจะทำอะไรต่อ ก็มีเสียงเรียกดังแว่วมาจากริมฝั่งอีกด้าน
       “แม่หญิงอนิลทิตา”
       อนิลทิตาหันกลับไปทางเสียงเรียก แลเห็นบ่าวหญิงคนหนึ่งยืนตะโกนเรียกอยู่ที่ริมฝั่งหน้าตาร้อนรนใจ
       “แม่หญิง หนีออกมาไกลถึงที่นี่ได้อย่างไรเจ้าคะ รีบกลับเถิด คุณพี่เลี้ยงบันดาสาถามหาใหญ่แล้วเจ้าค่ะ”
       อนิลทิตาเหลียวกลับไปมองยังบริเวณที่เจ้าชัยวิริยะซุ่มอยู่อีกครั้ง ในใจยังสงสัยไม่คลาย
       เจ้าชัยวิริยะรีบก้มลงฉากหลบทันที แล้วยังโบกมือให้องครักษ์ทั้ง 2 หลบลงอีกด้วย
       อนิลทิตาเขม้นมองโดยรอบ แต่ไม่พบเห็นอะไรผิดปกติ บ่าวหญิงเห็นผู้เป็นนายไม่ยอมขึ้นจากน้ำสักทีก็ตะโกนเร่งอีก
       “เร็วเถิดเจ้าค่ะ แม่หญิงอนิลทิตา”
       อนิลทิตารีบขึ้นจากน้ำ เลิกสนใจต้นเสียงผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ บ่าวอีก 2 คนที่เล่นน้ำอยู่ด้วยกันรีบขึ้นตามกันไป
       
       เจ้าชัยวิริยะชะโงกดูอนิลทิตาอีกครั้ง สีหน้าท่าทาง ยังตื่นเต้นไม่หาย ถึงกับพึมพำออกมา ในกิริยา และอารมณ์ลุ่มหลงสุดจะประมาณ
       “อนิลทิตา”
       
       เรือนที่พักของอนิลทิตา เป็นเรือนไม้หลังใหญ่ ในหมู่เรือนอีกหลายหลัง ข้าวของเครื่องใช้ตกแต่งมากมาย บอกฐานะอันมั่งคั่ง
       ส่วนในห้องนอน ยามค่ำคืนนี้ อนิลทิตานั่งนิ่งอยู่ที่หน้ากระจก มีเครื่องประทินผิว เครื่องหอม หลายอย่างวางเรียงอยู่อย่างเป็นระเบียบ ใบหน้าอนิลทิตาในกระจกงดงามอ่อนหวานในชุดเตรียมเข้านอน มีบ่าวหญิงช่วยสางผมอยู่
       บันดาสาเดินเข้ามา พอบ่าวเห็นคุณพี่เลี้ยงก็ถอยออกไปอย่างเกรงกลัว ปล่อยให้อนิลทิตาอยู่กับบันดาสาตามลำพัง
       “เมื่อกลางวันหนีไปเที่ยวมา ใช่ไหมเจ้าคะ” บันดาสาถามเสียงเคร่ง
       “พี่บันดาสารู้ได้อย่างไร” อนิลทิตาทำท่าล้อเลียนหยอกเย้า “เอ๊ะ หรือที่พวกบ่าวไพร่ มันซุบซิบกันว่าพี่เป็นแม่มด มีเวทย์มนตร์อาคมขลังนั้นเป็นเรื่องจริง”
       “อย่ามาเล่นลิ้นกับพี่” บันดาสาตำหนิ “แม่หญิงไม่ควรออกไปเที่ยวเล่นไกลถึงน้ำตกโน่นนะเจ้าคะ มันอันตราย”
       “ไม่เห็นจะอันตรายตรงไหน ขืนพี่บันดาสาให้น้องอยู่แต่ในบ้าน น้องก็คงอึดอัดตาย”
       บันดาสาเอ็ดอีก “นี่ถ้านายหญิงรู้เรื่องเข้า คงห้ามแม่หญิงออกจากบ้านอีก”
       “ท่านแม่จะรู้ได้อย่างไร วันๆ ก็มัวแต่เพลิดเพลินกับการเลือกซื้อแพรพรรณแลเครื่องประดับจากพ่อค้าที่มาจากอยุธยาอยู่ละ”
       อนิลทิตาโต้
       
       ตอนเช้าวันต่อมา บริเวณชายป่า ริมฝั่งแม่น้ำ อันเป็นที่รับรู้กันว่า เป็นสถานที่พักแรมของพ่อค้าจากเมืองอยุธยาที่มาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า เวลานี้พวกเขากำลังทำกิจวัตรประจำวันอยู่ในกองคาราวานใกล้ลำธาร
       พ่อค้าหนุ่มคนหนึ่งนาม สินธุ เดินหิ้วถังน้ำออกมาจากบริเวณกองคาราวาน เพื่อจะไปตักน้ำในลำธารมาดื่มกิน เขาเดินปะปนมากับพ่อค้าคนอื่นในกองคาราวาน และแยกตัวไปทางต้นลำน้ำ 
       
       ข้างฝ่ายอนิลทิตาหาได้เชื่อฟังคำเตือนของบันดาสาไม่ ซ้ำร้ายวันนี้ นางยังหนีมาเล่นน้ำที่น้ำตกคนเดียวเพียงลำพัง นางแหวกว่ายเริงเล่นน้ำในแอ่งบริเวณน้ำตกอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน
       แต่พอว่ายเล่นไปได้สักพัก ก็เกิดชาบริเวณขาเพราะน้ำที่ว่ายเล่นอยู่นั้นเย็นมาก อนิลทิตาเป็นตะคริว และกำลังจะจมลงในน้ำ นางร้องตะโกนสุดเสียง
       
       “ช่วยด้วย ช่วยด้วย”



ขณะที่สินธุตักน้ำขึ้นมา เขาได้ยินเสียงร้องนั้น มันดังมาจากบริเวณต้นลำธารทางฝั่งน้ำตก สินธุเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ เขาทิ้งถังน้ำ ออกวิ่งไปทางเสียงที่ได้ยิน
       
       ร่างอนิลทิตาผลุบโผล่อยู่ในน้ำ กำลังจะจมแหล่มิจมแหล่ สินธุวิ่งเข้ามา ตกใจเมื่อเห็นร่างอนิลทิตาจมหายลงไปในน้ำต่อหน้าต่อตา ชายหนุ่มตัดสินใจกระโจนลงไปช่วยทันที
       
       สินธุกลั้นหายใจพยายามดำน้ำตามหาอย่างร้อนใจ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ สินธุโผล่พรวดขึ้นมาสูดอากาศเหนือน้ำ แล้วกลั้นหายใจดำน้ำลงไปตามหาใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นอนิลทิตาจมอยู่ใต้ลำธาร นางใกล้จะหมดสติแล้ว
       สินธุตัดสินใจใช้ปากประกบให้อากาศแก่อนิลทิตาทันควัน อนิลทิตาที่ใกล้จะสิ้นสติ กลับได้อากาศมีสติขึ้นมา วูบแรกนั้น นางตกใจมากที่เห็นว่าคนที่มาช่วยตนนั้นเป็นชายรูปงามและสิ้นสติไปในที่สุด
       
       สินธุกอดประคองร่างแบบบางของอนิลทิตาไว้ ถีบตัวพากันขึ้นสู่ผิวน้ำ แล้วพาอนิลทิตาว่ายเข้าหาฝั่ง
       
       สินธุอุ้มอนิลทิตาขึ้นฝั่ง วางร่างนางลงกับพื้นอย่างนุ่มนวล ชายหนุ่มเหนื่อยหอบ ส่วนอนิลทิตายังมีท่าทีอ่อนระโหยโรยแรง
       “แม่หญิง” สุนธุเขย่าร่างอนิลทิตาเรียกสติ “แม่หญิง”
       อนิลทิตาก็สำลักน้ำพรวดออกมา สินธุยิ้มอย่างดีใจ
       “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
       “ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณท่านที่ช่วยข้าไว้”
       “ไม่เป็นไร”
       อนิลทิตาพยายามจะยันกายลุกขึ้น แต่กลับซวนเซ สินธุประคองเอาไว้
       “เจ้านั่งพักก่อนเถิด”
       อนิลทิตาเขินอาย ที่ตกอยู่ในอ้อมแขนของชายแปลกหน้า นางผละตัวออก
       “ข้าไม่เป็นไรแล้ว”
       “เจ้าเป็นใคร พักอยู่ที่ไหน ข้าจะพาไปส่ง” สินธุถามด้วยน้ำเสียงอาทร
       “ข้าชื่อ...”
       อนิลทิตายังไม่ทันพูดจบคำ บ่าวหญิงสองคน ก็วิ่งมาทางนี้ พร้อมกับตะโกนเรียก
       “แม่หญิง...อนิลทิตา”
       เบื้องแรกทั้งสองคนได้ยินเสียงไม่ถนัดนัก จนเสียงดังเข้ามา
       “แม่หญิง...อนิลทิตา”
       สินธุและอนิลทิตาที่ประคองกันอยู่ต่างคนต่างตกใจ รีบผละออกจากกัน บ่าวทั้งสองคนตกใจที่เห็นชายหนุ่มอยู่กับอนิลทิตา รีบเข้าไปประคองนายหญิงแทน บ่าวหญิงทั้งสองพยุงอนิลทิตาลุกขึ้น รีบพาเดินออกไป ก่อนไปอนิลทิตาหันกลับมามองสินธุด้วยแววตาซาบซึ้งประทับใจ
       สินธุเองก็มองตามไม่ละสายตา พึมพำออกมา
       “อนิลทิตา ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะนัก”
       
       ภายในห้องพักของบันดาสาเวลานี้ กลิ่นควันจากกำยานที่กำจายคลุ้งไปทั่วห้อง ยิ่งทำให้บรรยากาศดูทะมึน ผนังห้องด้านหนึ่งมีแท่นวางเทวรูปมากมาย และที่โดดเด่นกว่าเทวรูปองค์อื่นๆ คือองค์เจ้าแม่กาลี เบื้องหน้ามีเครื่องบูชาวางถวาย
       บันดาสานั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่บนยกพื้นหน้าเทวรูปเจ้าแม่กาลี โดยมีสองบ่าวที่คอยรับใช้อนิลทิตานั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น สักครู่หนึ่งบันดาสาลืมตาขึ้น หันมาหา กำตะปูอาคมสาดออกไปที่บ่าวสองนาง ตะปูจมหายเข้าไปใต้ผิวในพริบตา
       สองบ่าวดิ้นรน ร้องครวญครางโอดโอย ด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง บันดาสาลุกขึ้น เดินเข้าหาสองบ่าวที่นอนดิ้นอยู่ด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าเรียบเฉย แต่น้ำเสียงเกรี้ยวกราด
       “นี่คือโทษของการละเลยหน้าที่ ดีนะ ที่แม่หญิงอนิลทิตาไม่เป็นอะไร มิเช่นนั้น เจ้าทั้งสองจักต้องตาย”
       บ่าวทั้งสองดิ้นครวญครางน่าเวทนา
       บ่าว 1 อ้อนวอน “ข้าผิดไปแล้ว คุณพี่เลี้ยงบันดาสาโปรดอภัยด้วย”
       “เจ้าสองคนไปเก็บข้าวของออกไปจากเรือน ณ บัดนี้ แล้วไม่ต้องกลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก”
       บันดาสาจะเดินออกไปจากห้อง บ่าวทั้งสองกัดฟันอดทนความเจ็บปวด รีบคลานเข่าไปจับขา
       บันดาสา ขอความเมตตา
       “ตะปูในตัวข้าเล่า จะเอาออกอย่างไร” บ่าว 1 ว่า
       บ่าว 2 ร้องไห้ “แล้วพวกเราจะตายรึไม่”
       “ไม่ถึงตายหรอก ข้าจะให้พวกเจ้าลิ้มรสความทรมานสักครู่ อีกไม่เกินสองชั่วยาม ตะปูนี้จะหายไปเอง”
       
       อนิลทิตาในเสื้อผ้าชุดใหม่แง้มม่านแอบดูสินธุที่นั่งคอยบันดาสาอยู่ บริเวณห้องรับรองในเรือน หน้าตาของนางยังดูซีดเซียวอิดโรยอยู่มาก สักครู่หนึ่งจึงเห็นบันดาสาเดินเข้าไปหาสินธุ
       
       แล้วส่งอะไรบางอย่างให้เขา เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
       “นี่คือรางวัลที่เจ้าช่วยชีวิตแม่หญิงเอาไว้”
       สินธุมองของในมือบันดาสา เห็นเป็นถุงใส่เงินถุงใหญ่ สินธุส่ายหน้า
       “ข้าช่วยชีวิตแม่หญิงอนิลทิตา มิได้หวังรางวัลใด”
       บันดาสาแปลกใจที่สินธุปฏิเสธเงินรางวัล
       “แล้วเจ้าหวังสิ่งใด”
       “ข้ามิได้หวังสิ่งใด ขอเพียงแม่หญิงรอดชีวิต ข้าก็ดีใจยิ่งแล้ว”
       อนิลทิตามองสินธุอย่างประทับใจ
       “ฝากอวยพรให้แม่หญิงหายดีโดยเร็ววันด้วยก็แล้วกัน”
       สินธุก้มหัวให้บันดาสานิดหนึ่งเป็นเชิงลา แล้วเดินออกไป
       บันดาสาเรียกไว้ “เดี๋ยว”
       สินธุชะงัก เขาหันกลับมามองบันดาสา สีหน้าเป็นเชิงถามว่าต้องการอะไรอีก
       “เจ้าเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร”
       
       อนิลทิตายังคงแอบดูอยู่ที่เดิม จดสายตาจับจ้องอยู่ที่สินธุโดยเฉพาะ ในทุกอากัปกิริยาของเขา
       อนิลทิตามองจ้องด้วยแววตาลึกซึ้ง คลี่ยิ้มระบายบนใบหน้างาม ด้วยพึงใจในตัวสินธุ โดยเปิดเผย
       บันดาสาเดินกลับเข้ามา อนิลทิตารีบผละจากหน้าต่างวิ่งไปหา
       “พี่บันดาสา...คนที่ช่วยข้าเขาเป็นใคร”
       “เขาเป็นพ่อค้าที่เพิ่งมาจากอยุธยา ชื่อสินธุเจ้าค่ะ”
       “สินธุ”
       
       อนิลทิตาทวนชื่อของเขาออกมาเบาๆ นัยน์ตาเป็นประกายเจิดจ้า ดูออกว่านางหลงรักสินธุจนหมดหัวใจ



ตอนเช้า อีกวันหนึ่ง อนิลทิตา พร้อมบ่าวหญิงผู้ติดตาม 1 คน เดินเข้ามาในกองคาราวานของพ่อค้าอยุธยา ซึ่งตั้งสินค้าสำหรับขายเรียงรายอยู่เป็นแถว อนิลทิตาเดินนำ มีบ่าวเดินตามหลังมาติดๆ ด้วยสีหน้าท่าทางเป็นกังวล
       
       “แม่หญิงมาที่นี่ทำไมเจ้าคะ นี่ถ้าคุณพี่เลี้ยงรู้...”
       อนิลทิตาชิงพูดตัดบท “เจ้าก็อย่าแพร่งพรายให้พี่บันดาสารู้สิ ข้าแค่อยากจะมาขอบคุณคนที่ช่วยชีวิตข้าด้วยตนเอง”
       ระหว่างนี้ทหารองครักษ์คนที่เคยติดตามเจ้าชัยวิริยะไปล่าหมูป่ากำลัง เดินเลือกดูของอยู่อีกมุมหนึ่ง จนเมื่อเห็นอนิลทิตาก็แปลกใจ จึงเดินตามาห่างๆ โดยที่อนิลทิตาไม่รู้ตัว
       
       สินธุอยู่ในกระโจมที่พักของเขา และกำลังหยิบสร้อยคล้องเหรียญท้าวเวสสุวัณขึ้นมาประนมนิ่งคล้ายบูชา เอาฤกษ์เอาชัย จากนั้นจึงเอาสร้อยคล้องคอ
       เหรียญจากสร้อยนั้นระลงที่อกแกร่งของสินธุ เป็นใบหน้าท้าวเวสสุวัณที่ทั้งเข้มขลัง
       
       กลุ่มพ่อค้าจากอยุธยา ตั้งร้านขายของเป็น สี่แถวยาว เว้นช่องให้คนเดินเลือกซื้อ สินค้าที่นำมาขายมีทั้งผ้าจากอินเดีย เปอร์เซีย และจีน เครื่องกระเบื้อง เครื่องลายครามจากจีน เครื่องทองเหลือง ตลอดจนถ้วยโถโอชาม มากมาย
       สินธุ จัดร้านอยู่ เขาเรียงผ้าสวยงามที่นำมาจาก อินเดีย เปอร์เซีย และจีน มากมายหลายผืนอย่างเป็นระเบียบ อนิลทิตา เดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าสินธุ มีบ่าวคอยดูแล สินธุเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจแกมดีใจ
       อนิลทิตาเปิดปากทักทาย “ท่านสินธุ”
       “แม่หญิงอนิลทิตา ท่านมาถึงที่นี่ มิทราบต้องการสินค้าใด”
       อนิลทิตายิ้มให้ “เมื่อวันก่อน พี่บันดาสาบอกข้า ว่าท่านปฏิเสธรางวัลที่ช่วยข้า แต่ข้าไม่ต้องการเป็นหนี้ชีวิตใคร” พลางส่งนางถุงเงินให้เขา
       สินธุยิ้ม รับถุงเงินมา เปิดดูเห็นเป็นเงินจำนวนมาก สินธุยิ้มให้อนิลทิตา
       “ข้าช่วยคนมิได้หวังรางวัลใด” ครั้นเห็นอนิลทิตาส่ายหน้า ยืนยันให้ตนรับ สินธุจึงว่า “ถ้าหากจะให้ข้ารับไว้ ข้าขอตอบแทนแม่หญิงด้วยสิ่งอื่นก็แล้วกัน”
       สินธุถือวิสาสะจูงมืออนิลทิตาไปที่กระโจมหลังร้าน บ่าวหญิงตาโต ตกใจจะเข้ามาดึงมือเขาออก อนิลทิตาส่ายหน้าห้ามว่าไม่เป็นไร
       
       อนิลทิตายอมให้สินธุจูงมือไปโดยดี แต่ไม่วายถาม
       “เจ้าจะพาข้าไปหนใด”
       สุดท้ายสองหนุ่มสาว มาหยุดที่หน้าหีบใหญ่ใบหนึ่งตรงด้านหลังกระโจม สินธุปล่อยมือ อนิลทิตายังรู้สึกถึงความอบอุ่นจากมือนั้นอยู่ สินธุหันไปเปิดหีบผ้า หยิบผ้าพื้นขาวดอกม่วงงดงามออกมาหนึ่งผืน
       “นี่คือผ้าย่ำมะหวาด เป็นผ้าลายอย่างดีเนื้อละเอียดจากอินเดีย เป็นผ้าที่ดีที่สุดที่ข้ามี”
       ดวงตาอนิลทิตาเป็นประกาย จะยื่นมือไปรับ
       “ข้าตกลงซื้อผ้าผืนนี้”
       สินธุเปลี่ยนใจคลี่ผ้าออก คลุมไหล่ให้อนิลทิตา พร้อมกับกระซิบเสียงอ่อนหวานนุ่มหู
       “มันงดงามเหมาะสมกับเจ้ายิ่งนัก”
       สินธุตระกองกอดอนิลทิตาไว้ อนิลทิตาวาบหวามเหมือนตกอยู่ในมนต์สะกด
       สินธุมองอนิลทิตาอย่างดื่มด่ำ ทั้งสองจุมพิตกันและกัน โดยมิอาจหักห้ามใจ
       สองคนไม่รู้ว่าที่ด้านนอกกระโจม ทหารองครักษ์ของเจ้าชัยวิริยะ สอดส่องสายตามองผ่านระหว่างรอยแยกของผ้ากระโจม แอบดูอยู่ และมันเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
       
       ตำหนักเจ้าชัยวิริยะ ตั้งอยู่กลางเวียงวังบันทายศิลา ภายนอกอาคารเป็นเรือนไม้โอ่อ่า ภายในตกแต่งอย่างเข้มขลัง มีเขากวาง เขากระทิง มากมาย ประดับอยู่ที่ฝาผนัง บ่งบอกว่าเป็นคนโหดร้าย ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ภายในห้องโถงประทับมีหนังเสือปูอยู่บนที่นั่ง เจ้าชัยวิริยะนั่งอยู่บนตั่งเหนือหนังเสือนั้น
       องครักษ์ที่เห็นเหตุการณ์ในตลาด เข้ามารายงานเจ้าชัยวิริยะทุกอย่างที่มันรู้เห็นมา สีหน้าเจ้าชัยวิริยะถมึงทึงไม่พอใจมาก
       “ไอ้พ่อค้าต่างเมือง มันบังอาจนัก”
       “พระเจ้าค่ะ แม่หญิงอนิลทิตาก็มีท่าทางพึงใจพ่อค้านั่น”
       เจ้าชัยวิริยะกำมือแน่นอย่างแค้นจัด
       “ข้าจะต้องเร่งรัดให้แม่หญิงมาเป็นของข้าโดยเร็ว จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหน มาแย่งชิงของที่ข้าหมายตาไว้ไปได้”
       เจ้าชัยวิริยะยิ้มร้ายกาจอย่างหมายมาด ดูออกว่ามีแผนร้ายบางประการ
       
       ฟากฝ่ายอนิลทิตา หลังกลับจากตลาด นางก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในในห้องนอน บนเรือน เอาผ้าผืนสวยที่สินธุให้ห่มคลุมตัวอย่างมีสุขล้น บันดาสาเดินเข้าห้องมา มองกิริยานายอย่างพิจารณา ท่าทีระแวง
       “แม่หญิงไปได้ผ้าผืนนี้มาจากที่ใด”
       อนิลทิตายิ้ม ไม่ยอมตอบ ดวงตาเคลิ้มฝัน ชื่นชมผ้าอยู่อย่างนั้น
       “งามไหมพี่บันดาสา”
       “แม่หญิงไปที่กองคาราวานของพ่อค้าอยุธยามาใช่ไหม”
       “ใครๆ ก็ไปกัน เหตุใดข้าจะไปบ้างไม่ได้” อนิลทิตากระชับผ้ากิริยาเคลิ้มฝัน “หากเชื่อคำพี่ อยู่แต่ในบ้าน มีหรือจะได้พบผ้างามเช่นนี้”
       บันดาสามองดูอาการหลงใหลผ้าของอนิลทิตาด้วยท่าทีไม่สบายใจ ทำได้แค่พูดดักคอ
       “ที่แม่หญิงชื่นชม คือผ้าหรือเจ้าของผ้ากันแน่”
       “คนที่ว่า ก็คือคนที่ช่วยชีวิตข้า เหตุใดข้าจะไม่ชื่นชมเขาล่ะ” อนิลทิตารีบเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่ที่พี่บันดาสามาหาน้อง จะมาถามเรื่องผ้าหรือมีเรื่องอื่นกันแน่”
       บันดาสาบอกว่า “นายหญิงให้มาตามแม่หญิงไปหาเจ้าค่ะ”
       
       นายหญิงแม่ เศรษฐีนีม่ายวัยกลางคน ผู้เป็นมารดาของอนิลทิตานั่งอยู่ที่เตียงในห้องนอน อนิลทิตาลงนั่งอยู่ข้างๆ ใกล้ๆ กัน นายหญิงมองลูกสาวอย่างชื่นชมในความงดงาม
       “แม่มีเรื่องจะบอกเจ้า” นายหญิงเยื้อนยิ้ม เปิดปากบอกลูกสาวด้วยความปลาบปลื้มใจสุดๆ “เจ้าชัยวิริยะส่งคนมาบอกแม่ให้เจ้าเตรียมตัวอภิเษก เป็นชายาของท่าน”
       อนิลทิตาตะลึง ตกใจสุดขีด “อะไรนะเจ้าคะ”
       
       ขณะเดียวกันที่ตำหนักเจ้าชัยวิริยะ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นผู้แทนไปสู่ขอกำลังรายงานต่อเจ้าเหนือหัวอยู่
       “นายแม่ของแม่หญิงอนิลทิตายินดียิ่งนัก และจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยตามพระบัญชา ในทันทีพระเจ้าค่ะ”
       สีหน้าเจ้าชัยวิริยะที่นั่งรับฟังรายงาน ระบายยิ้มออกมาด้วยความดีใจเป็นที่สุด
       
       ฟากอนิลทิตาปฏิเสธผู้เป็นมารดา น้ำเสียงแข็งกร้าวอย่างรวดเร็ว
       “ไม่เจ้าค่ะ”
       นายหญิงแม่ตกใจที่อนิลทิตาปฏิเสธเจ้าชัยวิริยะ
       “เป็นตายร้ายดีอย่างไร ลูกก็ไม่ยอมเป็นบาทบริจาริกาของเจ้าชัยวิริยะเป็นอันขาด” อนิลทิตายืนกราน
       “ทำไมพูดเช่นนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าการปฏิเสธพระประสงค์ของเจ้าเหนือหัวจะเป็นเช่นไร”
       อนิลทิตายังดื้อดึง “แต่เจ้าชัยวิริยะเป็นคนมักมาก มีนางสนมเป็นร้อยเป็นพัน อีกทั้งยังเป็นคนโหดเหี้ยมชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ซ้ำยังวิปริต เมื่อฆ่าคนแล้ว ยังตัดเอาใบหูมาร้อยห้อยอยู่ที่คอ น่าเกลียดน่าชังนัก”
       
       นายหญิงแม่รีบปิดปากลูกสาว “อย่าพูดดังไปอนิลทิตา” พลางเหลียวซ้ายแลขวากลัวใครมาได้ยินคำพูดนี้ “ประเดี๋ยวใครมาได้ยินคำพูดของเจ้าเข้า เจ้าอาจหามีชีวิตต่อไปไม่”
       อนิลทิตาบอกอย่างเด็ดเดี่ยว “ลูกไม่กลัว! ถ้านายแม่บังคับให้ลูกอภิเษกกับเจ้าชัยวิริยะจริงๆ ละก็ ลูกก็จักฆ่าตัวตาย”
       นายหญิงแม่ตะลึงกับคำพูดของธิดาสุดสวาท
       อนิลทิตามีดวงตาแข็งกร้าว สมองครุ่นคิดหาทางออก และดูออกว่านางไม่ยินยอมแต่งงานกับเจ้าชัยวิริยะแน่
       
       ค่ำคืนนั้น อนิลทิตาร้อนรนใจมิอาจข่มตาให้หลับลงได้ ตัดสินใจใช้ผ้าที่สินธุให้ คลุมหัวปิดหน้าลอบออกมาหาสินธุที่กระโจมในกองคาราวาน
       “สินธุ สินธุ” อนิลทิตาร้องเรียกเบาๆ
       สินธุได้ยินเสียงจึงเปิดกระโจมออกมาดู
       “ใคร...”
       สินธุมองไปมุมหนึ่งเห็นอนิลทิตาคลุมผ้าของเขาอยู่ก็จำได้ อนิลทิตาเลื่อนผ้าลงมาที่ไหล่ แม้ในแสงดาวสินธุก็เห็นชัดว่าใบหน้าอนิลทิตาเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ น้ำตาไหลรินเป็นทาง
       อนิลทิตาซึ่งกำลังต้องการที่พึ่ง โผเข้าในอ้อมกอดของสินธุเต็มรัก สินธุเก้กังตกใจนิดๆ ในเบื้องแรก แล้วจึงกอดกระชับร่างอนิลทิตาแน่นขึ้น เมื่อตั้งสติได้จึงจูงมือพาอนิลทิตาเข้าไปในกระโจม สองคนลงนั่งที่ตั่งซึ่งใช้เป็นที่นอน
       “ข้าจะทำอย่างไรดี สินธุ เจ้าชัยวิริยะส่งคนมาสู่ขอข้ากับท่านแม่ แล้วจะให้ข้าเข้าพิธีอภิเษกให้เร็วที่สุด
       สินธุตกใจ “เจ้าชัยวิริยะ ท่านเจ้าเมืองน่ะรึ”
       อนิลทิตาพยักหน้าบอกด้วยน้ำเสียงอันเด็ดเดี่ยว “แต่ข้าไม่ต้องการเป็นพระชายาของเจ้าชัยวิริยะ...ข้าจะไม่ยอมแต่งงานกับคน ที่ข้าไม่รักเป็นอันขาด”
       สินธุตั้งสติได้ ตัดสินใจถามออกไปว่า “แล้วเจ้าจะยอมแต่งงานกับข้าหรือไม่ ถ้าเราแต่งงานกัน เจ้าชัยวิริยะจะได้เลิกยุ่งกับเจ้า”
       
       ครู่ต่อมาสินธุจับไหล่อนิลทิตา พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มองจ้องเข้าไปในดวงตาของนางอันเป็นที่รัก
       “ข้ารักเจ้า อนิลทิตา รักตั้งแต่แรกเห็น…หมดทั้งหัวใจ”
       อนิลทิตาเขิน “ชีวิตของข้าเจ้าช่วยไว้ หัวใจของข้าเป็นของเจ้าตั้งแต่วันนั้น”
       สินธุมองซึ้ง ใช้มือข้างหนึ่งซับน้ำตาที่สองแก้มของอนิลทิตาอย่างทะนุถนอม
       อนิลทิตามองสินธุด้วยดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก สินธุบรรจงจูบอนิลทิตาด้วยความรัก
       ทั้งสองคนเอนตัวลงบนตั่ง เห็นมือทั้งสองสอดประสานกันอย่างนิ่มนวลละมุนละไม
       
       เวลาแห่งความสุขผ่านไป สินธุนอนกอดอนิลทิตาอยู่บนตั่ง ใบหน้าสุขล้นเปี่ยมไปด้วยความรัก อนิลทิตากลับมีสีหน้ากังวล
       “เจ้าชัยวิริยะเป็นคนโหดเหี้ยม เขาจะต้องไม่ปล่อยเราทั้งสองไปแน่”
       “ข้าจะพาเจ้าหนีไปด้วยกัน เจ้ายอมทิ้งทุกอย่างไปกับข้าหรือไม่”
       “ทั้งกายและใจข้าเป็นของเจ้า เจ้าไปไหนข้าก็ไปด้วย”
       “เราต้องไปโดยเร็วที่สุด ก่อนที่จะสายเกินไป”
       “ข้าจะกลับบ้านไปเก็บของ คืนพรุ่งนี้ข้าจะมาหาเจ้าที่นี่”
       “แล้วเราจะหนีไปให้ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว ให้พ้นจากอำนาจของเจ้าชัยวิริยะ”
       
       ที่โถงกลางตำหนักเจ้าชัยวิริยะ วันต่อมา ภายในนั้นมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนสนิทของเจ้าชัยวิริยะคนเดิมเข้าเฝ้าอยู่ ทหารองครักษ์จำนวน 2 คน อารักขาอยู่ด้านหน้า
       จู่ๆ จอกเหล้าในมือเจ้าชัยวิริยะ ถูกเขวี้ยงลงพื้นแตกกระจายเสียงดังสนั่น นายหญิงแม่ มารดาของอนิลทิตาที่หมอบเฝ้าเจ้าเหนือหัวอยู่ด้วยสะดุ้งสุดตัว ออกอาการหวาดกลัวจนตัวสั่น
       เจ้าชัยวิริยะย้อนถาม “ลูกสาวเจ้ากล้าปฏิเสธเราเชียวรึ”
       “คือ...ลูกสาวหม่อมฉัน ซาบซึ้งในพระกรุณา แต่ทว่านาง...นางว่านางมีชายคนรักแล้วเพคะ”
       “บังอาจนัก! มันผู้นั้นเป็นใครกัน”
       จังหวะนี้เององครักษ์ที่ติดตามดูอนิลทิตา เดินเข้ามาในห้อง ถวายเคารพ แล้วเดินเข้าไปกระซิบอะไรบางอย่างกับเจ้าเหนือหัว
       
       เจ้าชัยวิริยะมีสีหน้าโกรธแค้นถึงขีดสุด



ตกตอนกลางคืน ขณะที่ทุกคนกำลังหลับไหลอยู่นั้น กลุ่มทหารของเจ้าชัยวิริยะ 4-5 คน บุกกระโจมที่พักหัวหน้าพ่อค้าคาราวานจากอยุธยา ทหาร 1 ขยุ้มคอพ่อค้าถามเสียงห้วน
       
       “อ้ายคนที่ชื่อสินธุมันอยู่ที่ใด”
       พ่อค้าลนลานหวาดกลัว เมียพ่อค้ายกมือไหว้กลุ่มทหารปลกๆ ขอชีวิต
       พอพ่อค้าชี้มือไปทางกระโจมสินธุ ทหารฟันพ่อค้า และเมีย ขาดใจตายคาที่ แล้วจึงผละออกไปทางกระโจมของสินธุทันที
       
       ทหารเปิดกระโจมสินธุ พุ่งเข้าไป มองไปยังร่างที่นอนคลุมโปงอยู่บนที่นอน ยกดาบในมือขึ้นปักลงไปที่ร่างนั้นสุดแรง แต่แล้วก็รู้ในบัดดลว่าไม่ใช่คน ทหารเปิดผ้าดูเห็นเป็นเพียงม้วนผ้าอยู่ข้างใต้
       ที่แท้สินธุแอบอยู่ข้างหลังถีบทหารคะมำไป ทั้งคู่ต่อสู้กัน สุดท้ายสินธุแย่งดาบมาได้ เขาจ่อดาบกับคอทหารคนนั้น บังคับให้มันค่อยๆ คุกเข่าลง
       “เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาลอบสังหารข้า”
       ยังไม่ทันที่ทหารจะตอบอะไร เจ้าชัยวิริยะก็ก้าวพรวดเข้ากระโจมมาอย่างรวดเร็ว แทงดาบทะลุหลังสินธุด้วยความแค้น เจ้าชัยวิริยะดึงดาบออกมาสุดแรง ถีบร่างสินธุลงไปนอนกองกับพื้นไม่รู้เป็นหรือตาย
       “ก่อนที่เจ้าจะตายอย่างงมงาย ข้าจะบอกเจ้าเอาบุญ ข้าคือเจ้าชัยวิริยะ เจ้าบังอาจหมายปองหญิงคนเดียวกับข้า...อนิลทิตา เจ้าจึงต้องมีจุดจบเช่นนี้ ฮ่าๆๆๆ”
       เจ้าชัยวิริยะหัวเราะอย่างสะใจ แล้วใช้ดาบตัดใบหูข้างขวาของสินธุออกมา เป็นการทำเครื่องหมายว่าได้พิชิตศัตรูไปอีกหนึ่งราย
       
       ฝ่ายอนิลทิตาอยู่ในห้องนอน รอเวลาที่นัดหมายกับสินธุ นางพยายามทำตัวเป็นปกติไร้พิรุธใดๆ นั่งนิ่งให้บ่าว 1 สางผมอยู่หน้ากระจก มือของนางลูบไล้เนื้อผ้าผืนที่ได้จากสินธุซึ่งใช้ห่มตัวอยู่ตลอดเวลา
       ทันใดนั้นเอง จู่ๆ กระจกก็แตกร้าวเป็นทางยาว โดยไม่มีสาเหตุ
       อนิลทิตาตะลึง มองผวา ท่าทีหวาดกลัว “อะไรกัน”
       บ่าว 1 อุทาน “ลางร้าย”
       จังหวะนี้เอง บ่าว 2 เปิดประตูพรวดเข้ามา
       “เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ แม่หญิง”
       
       ไม่นานต่อมา อนิลทิตาเดินแกมวิ่งท่าทางร้อนรน สะพายห่อผ้าขนาดย่อมบนบ่า เมื่อเข้ามาในบริเวณที่ตั้งกองคาราวานพ่อค้า พบว่าทั่วทั้งบริเวณเกลื่อนไปด้วยศพพ่อค้าแม่ขาย คนที่ยังไม่ตายก็ร้องครวญครางโหยหวน ไฟไหม้เป็นหย่อมๆ และกำลังลุกลามไปทั่วบริเวณ
       อนิลทิตาเดินผ่านกระโจมต่างๆ ไป เห็นพ่อค้าถูกฆ่าตายในอีกหลายกระโจม อนิลทิตาใจเสียและหวั่นกลัวเหลือเกิน แต่ก็แข็งใจเดินตรงไปที่กระโจมของสินธุ
       
       อนิลทิตาวิ่งมาถึงหน้ากระโจมที่พักสินธุ ชะงักเมื่อเห็นภายในกระโจมเงียบ และเริ่มติดไฟ อนิลทิตาเปิดกระโจมเข้าไปอย่างรวดเร็ว
       
       อนิลทิตาเดินพรวดเข้ามาภายในกระโจม เห็นสินธุนอนหงายอยู่กับพื้น อนิลทิตาผวาเข้าไปหาสินธุ พอเห็นอาการของสินธุที่เพียบหนัก อนิลทิตาก็ร้องไห้ น้ำตาหยดรินรดลงบนหน้าสินธุ ทำให้สินธุซึ่งยังไม่ตายสนิท ค่อยๆปรือตาขึ้นมอง เมื่อรับรู้ว่าเป็นอนิลทิตาก็รวบรวมเรี่ยวแรงฝืนยิ้มให้
       
       สินธุพยายามพูด “อ นิล ทิ ตา...”
       อนิลทิตาร้องไห้ “สินธุ เจ้าต้องไม่เป็นอะไร”
       “ข้ารู้ตัวดี เป็นห่วงแต่เจ้า”
       “ข้าจะพาเจ้าไปรักษา”
       “ไม่...ฟังข้า เจ้าชัยวิริยะต้องไม่ปล่อยเจ้าแน่ เจ้าต้องหนี อนิลทิตา ข้าไม่อาจอยู่ช่วยเจ้าได้อีกต่อไป”
       “ไม่...เจ้าต้องอยู่กับข้า”
       “นี่คือเหรียญท้าวเวสสุวัณ เป็นสมบัติที่ข้ารักมาก มอบให้แก่เจ้าแทนใจข้า”
       อนิลทิตารับเหรียญไว้ “เจ้าตายไม่ได้ เจ้าต้องอยู่กับข้า”
       “ถึงข้าจะตาย...ข้าจักขอสาบานว่า...เกิดชาติหน้าฉันใด...ขอให้ได้พบ เจอกับเจ้า...ขอให้ได้ร่วมเรียงเคียงหมอน เป็นคู่กัน...ทุกชาติไป” จากนั้นสินธุก็สิ้นลมขาดใจตายไป
       อนิลทิตากรีดร้องลั่นร่ำไห้ หัวใจแตกสลาย “ไม่...”
       พร้อมกับซบหน้าเกลือกกลิ้งกับศพสินธุอยู่อย่างนั้น
       
       ภายในห้องนอนอนิลทิตา วันถัดมา อนิลทิตานั่งนิ่งหลับตาอยู่ มือของนางกำสร้อยเหรียญท้าวเวสสุวัณของสินธุแนบกับอก ใบหน้าสวยเศร้าน่าเวทนา
       คิดถึงคำพูดสุดท้ายของสินธุที่ฝากไว้ก่อนสิ้นใจตายผุดซ้อนขึ้นในห้องคิด
       “ถึงข้าจะตาย...ข้าจักขอสาบานว่า...เกิดชาติหน้าฉันใด...ขอให้ได้พบ เจอกับเจ้า...ขอให้ได้ร่วมเรียงเคียงหมอน เป็นคู่กัน...ทุกชาติไป” จากนั้นสินธุก็สิ้นลมขาดใจตายไป
       อนิลทิตาลืมตาขึ้น แววตาเจ็บช้ำ ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นอาฆาตมาดร้าย
       
       วันอภิเษกมาถึง อนิลทิตากำลังนั่งนิ่งให้นายหญิงแม่กับบันดาสา และบ่าวช่วยกันจับแต่งชุดเจ้าสาวสุดอลังการให้ มือของนางยังคงกำเหรียญท้าวเวสสุวัณที่ห้อยคออยู่ไม่ยอมปล่อย และไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ
       บันดาสาจับตามองสีหน้าอนิลทิตาตลอดเวลาด้วยความสงสารจับใจ
       นายหญิงแม่ขอร้อง “สร้อยนั่นถอดออกเสียดีไหมลูก มันไม่เข้ากับเครื่องแต่งตัวเจ้าสาวของเจ้าเลย”
       ทว่าอนิลทิตากำเหรียญแน่นท่าทางไม่ยอมถอดสร้อยง่ายๆ แน่ นายหญิงแม่ถอนใจ ยอมตามใจ แต่งตัวให้อนิลทิตาต่อ
       “นี่ถ้าเจ้ายอมอภิเษกกับเจ้าชัยวิริยะเสียตั้งแต่แรก ก็คงไม่เกิดเรื่อง แม่จักให้บันดาสาไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าที่ในวังด้วย ไปเถิด จวนได้เวลาแล้ว”
       “ข้าขออยู่คนเดียวสักครู่” อนิลทิตาเอ่ยขึ้น
       นายหญิงแม่และบันดาสาเดินออกไป
       ดวงตาของอนิลทิตามีแต่แววอาฆาตอยู่เต็ม นางเดินไปหยิบเครื่องประดับผมชิ้นหนึ่ง มีปลายแหลมเหมือนมีด ปักบนเรือนแทนเครื่องประดับ
       ที่ตำหนักเจ้าชัยวิริยะเวลาเดียวกันนี้ กำลังโกลาหลได้ที่ บ่าวไพร่ เจ้านาย ชาววังกำลังจัดเตรียมงานอภิเษกของเจ้าชัยวิริยะกับอนิลทิตากันเป็นที่ วุ่นวาย
       
       ตกตอนกลางคืน บัดนี้ อนิลทิตานั่งอยู่บนที่นอนในห้องหอแล้ว มือของนางยังกำเหรียญของสินธุแน่น บันดาสาลงนั่งข้างๆ โอบไหล่ให้กำลังใจ
       “พี่อยู่ห้องข้างๆ ถ้ามีอะไรเรียกพี่ได้...ตลอดเวลา...”
       ยังไม่ทันที่บันดาสาจะพูดอะไรต่อไป เจ้าชัยวิริยะในชุดเจ้าบ่าวสุดอลังการก็เดินเข้ามา โบกมือไล่คุณพี่เลี้ยงให้ออกไปจากห้องหอ บันดาสากอดอนิลทิตาแน่นขึ้นอย่างปกป้อง
       เจ้าชัยวิริยะเห็นบันดาสายังไม่ยอมขยับออกไปก็ตวาดเสียงลั่น
       “ออกไปได้แล้ว”
       บันดาสาจำใจถอย ลุกเดินออกไป แต่ตายังมองอนิลทิตาที่นั่งนิ่งอยู่ที่เดิมอย่างเป็นห่วง
       พอบันดาสาออกไป เจ้าชัยวิริยะยิ้มกริ่ม มองดูอนิลทิตาอย่างสมใจ เข้ามานั่งใกล้ ลูบผมอนิลทิตาอย่างหลงใหล อนิลทิตาเบือนหน้าหนีไปอีกทาง แต่เจ้าชัยวิริยะจับไหล่ทั้งสองข้างของอนิลทิตาตรึงไว้แน่นเตรียมพร้อมเผด็จ ศึก
       
       อนิลทิตาเอนตัวลงบนที่นอน เจ้าชัยวิริยะโน้มหน้าเข้าหา มองอนิลทิตาอย่างหลงใหล
       “เจ้างามจริงๆ เมื่อแรกที่เห็นเจ้าในระยะไกลข้าก็ว่าเจ้างามแล้ว แต่เมื่อได้เห็นเจ้าใกล้ชิดเช่นนี้ จึงได้รู้ว่าเจ้างามไปทุกส่วน”
       อนิลทิตา น้ำตาไหลรินรดแก้มนวล
       “หญิงงามเยี่ยงเจ้าเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นเมียข้า หาใช่ไอ้ไพร่ต่างชาติคนขายผ้านั่นไม่”
       ขาดคำนั้นเองเจ้าชัยวิริยะกระชากสร้อยท้าวเวสสุวัณออกจากคออนิลทิตา สุดแรง ขว้างทิ้งไปโดยไม่แยแส นัยน์ตาอนิลทิตาฉายโชน ความเคียดแค้นประทุขึ้นมาเป็นริ้วๆ เจ้าชัยวิริยะโน้มตัวกอดจูบซุกไซ้ดอมดมตามใบหน้าเนื้อตัวอนิลทิตาไม่วางเว้น
       มืออนิลทิตาเอื้อมไปจับเครื่องประดับผมช้าๆ ดึงออกมาเห็นเป็นมีดแหลมเรียว นางกระชับมั่นในมือ แล้วจ้วงแทงด้วยความแค้นเต็มแรง มีดปักเข้าที่คอเจ้าชัยวิริยะอย่างจัง เลือดกระฉูดไหลพรู
       “เจ้า”
       เจ้าชัยวิริยะแค้นสุดขีด โถมเข้าบีบคออนิลทิตาแน่น หวังให้ตายไปตามกัน อนิลทิตาดิ้นหนี สุดชีวิต เอื้อมมือไปคว้าคนโททองที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ฟาดเข้าที่ขมับอย่างจัง ร่างเจ้าชัยวิริยะเซไป
       อนิลทิตารีบวิ่งลงจากเตียง เจ้าชัยวิริยะยังไม่ยอมง่ายๆ พุ่งตามไปทั้งๆ ที่บาดเจ็บเจียนตาย อนิลทิตาคว้าดาบที่มุมห้องเสียบแทงเข้าที่กลางลำตัว คราวนี้เจ้าชัยวิริยะผงะหงายลงบนเตียงขาดใจตาย เลือดแดงฉานไหลทะลักนองเต็มพื้นห้อง
       “นี่คือการชดใช้ให้คนรักของข้า” อนิลทิตาคำรามในลำคอ
       
       อนิลทิตาทิ้งมีดในมือที่เปื้อนเลือด ตะลึงงันอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะวิ่งไปเปิดประตู ร้องเรียกหาคุณพี่เลี้ยงเสียงสั่นสะท้าน
       “พี่บันดาสา”
       บันดาสาวิ่งมาในห้อง เห็นเจ้าชัยวิริยะนอนจมกองเลือดก็ตกใจ
       “แม่หญิงทำอะไรลงไปนี่”
       อนิลทิตาที่เพิ่งฆ่าคนตายเป็นครั้งแรก เริ่มมีสติ บันดาสาดึงมือพาอนิลทิตาหนี
       “เร็วเถิดแม่หญิง !เราต้องรีบหนีก่อนที่ใครจะมาพบเข้า”
       อนิลทิตาจับที่คอตัวเอง “ประเดี๋ยวก่อน”
       อนิลทิตาเหลียวไปมองที่เตียง แล้ววิ่งกลับไป เห็นเจ้าชัยวิริยะนอนคว่ำหน้าอยู่ เลือดแดงฉานไปทั้งเตียง
       อนิลทิตาทำหน้าขยะแขยง แล้วรีบควานหาสร้อยท้าวเวสสุวัณของสินธุ จนเจอที่มุมเตียง ขณะกำลังจะหยิบมา นางก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเจ้าชัยวิริยะที่ยังไม่ตายสนิทคว้ามืออนิลทิตาเอา ไว้ จ้องหน้าอย่างโกรธแค้น อนิลทิตากรีดร้องด้วยความตกใจ
       บันดาสาวิ่งเข้ามาช่วย หยิบมีดที่วางทิ้งอยู่บนเตียงจ้วงแทงเจ้าชัยวิริยะอีกหน คราวนี้เจ้าชัยวิริยะตายสนิท อนิลทิตาตะลึงค้าง บันดาสาฉุดมืออนิลทิตาให้วิ่งหนี
       “ไม่ได้ ข้าต้องหาสร้อยของสินธุให้พบก่อน”
       อนิลทิตาพยายามหาสร้อยเหรียญท้าวเวสสุวัณอย่างร้อนรน บันดาสาอดทนรอเฉยๆ ไม่ไหว วิ่งเข้ามาช่วยหาอีกคนจนเจอ อนิลทิตาคว้าสร้อยเหรียญท้าวเวสสุวัณไว้ แล้วสองนายบ่าวก็รีบวิ่งหนีออกจากห้องไป
       ทิ้งร่างเจ้าชัยวิริยะให้นอนตายตาเบิกโพลงไว้เพียงลำพัง
       
       จังหวะนี้ทหารองครักษ์ 2 คน ซึ่งได้ยินเสียงเอะอะ รีบวิ่งเข้ามาภายในห้องบรรทมเจ้าเหนือหัวท่าทางร้อนรนใจ และต้องตะลึงสุดขีดเมื่อได้เห็นเจ้าชัยวิริยะสิ้นพระชนม์อยู่บนเตียงในสภาพ อันน่าสยดสยอง
       องครักษ์ 1ยังอยู่ในอาการช็อก ตกใจสุดขีด แต่รีบวิ่งเข้าไปที่พระศพ เอามือรองจมูกตรวจอาการพบว่าไม่มีลมหายใจแล้ว
       “เจ้าเหนือหัวถูกลอบปลงพระชนม์”
       องครักษ์ 2 บอกอย่างมั่นใจว่า “ต้องเป็นแม่หญิงอนิลทิตากับนางพี่เลี้ยงแน่ๆ พวกเราไปตามล่าพวกมัน”
       
       บันดาสาสะพายย่าม จูงมือพาอนิลทิตาวิ่งหนีสุดชีวิต สองคนเล็ดลอดออกจากในวังได้ ก็วิ่งไปทางป่าทึบ ด้วยความรีบร้อนจังหวะหนึ่งอนิลทิตาเลยสะดุดหกล้ม
       “พี่...ข้าไปไม่ไหวแล้ว”
       บันดาสาเข้ามาประคอง “อดทนหน่อยแม่หญิง หากทหารหลวงตามมาทัน เราไม่รอดแน่”
       บันดาสาเหลียวแลไปด้านหลัง เห็นคบไฟของทหารหลวงตามมาห่างๆ อีกไม่นานคงตามทัน
       
       สองนายบ่าวใจเต้นระทึก สอดตามองหาหนทางเอาชีวิตรอด

Webmaster

อนิลทิตา ตอนที่ 2
       
       ท่ามกลางความมืดในตอนกลางคืน บันดาสาประคองอนิลทิตาวิ่งหนีตายเข้ามาในป่าทึบ อนิลทิตาเหลียวหน้าแลหลังดูว่ามีใครตามมาหรือไม่ สองบ่าวนายได้ยินเสียงฝีเท้าม้า และเสียงคนตะโกนโหวกเหวกตามหลังมาในระยะไกลๆ
       
       โดยอีกมุมหนึ่งในราวป่า กลุ่มทหารเจ้าชัยวิริยะกำลังควบม้าติดตามอนิลทิตาและบันดาสามาอย่างไม่ลดละ
       
       อนิลทิตาและบันดาสายังวิ่งหนีต่อ แต่อนิลทิตาเกิดขาแพลง ก้าวพลาด สะดุดล้มลงอีกครั้ง
       “โอ๊ย”
       บันดาสาหยุดวิ่งนั่งลงดูที่ข้อเท้า “แม่หญิงเป็นอย่างไรบ้าง” แล้วประคองลุกขึ้น
       อนิลทิตาลุกขึ้นตามแรงประคอง ครั้นพอหยั่งเท้าข้างขวาลงก็ร้องสุดเสียง “โอ๊ย...เจ็บ” นางล้มลงไปอีก “พี่บันดาสา ข้าไปไม่ไหวแน่แท้”
       บันดาสาได้ยินเสียงฝีเท้าม้าใกล้ๆ พยายามลุกขึ้น “พวกมันตามมาทันแล้ว” คุณพี่เลี้ยงเหลียวไปเห็นพุ่มไม้หนาตา “แม่หญิงไปหลบที่นั่นก่อน พี่จะจัดการกับพวกมันเอง”
       บันดาสาประคองอนิลทิตาไปหลบอยู่ที่หลังพุ่มไม้หนา อนิลทิตายังเป็นกังวล
       “มันมากันมากมาย ซ้ำมีอาวุธ พี่จะสู้พวกมันได้อย่างไร”
       
       กลุ่มทหารของเจ้าชัยวิริยะควบม้าตามมาอีกมุมหนึ่งในป่า แต่แล้วต้องแปลกใจที่จู่ๆ บันดาสาก็โผล่ออกมาขวางทางม้า ทหารบังคับม้าหยุดกะทันหัน ทหารทั้ง 4 ลงมาจากม้า เดินถือดาบ ดาหน้าเข้าหาบันดาสา แปลกใจยิ่งขึ้นที่เห็นบันดาสาไม่เกรงกลัวเลยสักน้อย
       “คิดรึว่าจะหนีรอดไปได้” ทหาร 1 คำราม
       ทหาร 2 ถาม “แม่หญิงอนิลทิตาอยู่ที่ใด”
       “อย่าถามเลย จับมัน” ทหาร 1
       ทหาร 3 และ ทหาร 4 เข้าไปจับบันดาสา แต่บันดาสาเปิดปากพึมพำมนตราเป็นภาษาโบราณ แล้วร่างก็กลายเป็นหิน กระแทกทหารทั้งสองกระเด็นไป
       ทหาร 2 เห็นทหาร 3 และ ทหาร 4 จับตัวบันดาสาไม่ได้ จึงเอาดาบฟันลงไป บันดาสากลั้นใจ เอามือรับ ดาบฟันไม่เข้าแถมยังกระเด็นหลุดมือไปเหมือนฟันก้อนหินกระนั้น ทหารที่เหลือยืนตะลึง แปลกใจ
       ทหาร 1 ท่าทางเป็นหัวหน้า มองบันดาสาแล้วยิ้มเยาะ
       “เป็นคนมีวิชาหรอกรึ...ดี”
       ทหาร 1 สำรวมจิต เป่ามนตราไปที่ดาบของมัน แล้วพุ่งเข้าไปฟันบันดาสาอย่างหมายมาด บันดาสาหลบ แต่ไม่ทัน ถูกฟันจนล้มลงไป ทหารย่ามใจ บันดาสาเงยหน้าขึ้นมามอง พบว่าบริเวณต้นแขนมีรอยถูกฟันเป็นทางยาว เลือดไหลเป็นทาง
       ฟากอนิลทิตาที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ ร้อนใจเป็นห่วงบันดาสามาก นางชะโงกหน้าไปดูด้วยความกังวล ใจหนึ่งอยากออกไปช่วย อีกใจหนึ่งก็กลัวเป็นภาระให้บันดาสา
       “พี่บันดาสา”
       บันดาสาเลือดไหลริน หทาร 1 ยิ้มเยาะ พูดหยัน
       “นางแม่มด...เจ้าไม่รอดแน่”
       “พวกเจ้าต่างหากที่จะไม่รอด”
       บันดาสาว่า พลางเอามือจับที่แผลท่องมนตราโบราณ เกิดแสงวาบขึ้นมา แผลถูกฟันหายไป เหลือเพียงรอยจางๆ บันดาสาลุกขึ้นมาเผชิญหน้าทหารทั้ง 4 ที่ยืนตะลึงตาค้างอยู่
       “ถึงตาข้าละ”
       บันดาสาล้วงเข้าไปในย่ามหยิบข้าวสารเสกออกมากำหนึ่ง ปากท่องมนตราโบราณ แล้วเป่าลงบนข้าวสารเสกในมือ ซัดไปข้างหน้า บังเกิดเปลวไฟลุกพรึบสูงท่วมหัว ล้อมรอบกลุ่มทหารเจ้าชัยวิริยะ
       
       อนิลทิตาหลบอยู่หลังพุ่มไม้ มองไปที่ทหารทั้งสี่โดนไฟคลอกดิ้นทุรนทุราย ไม่สามารถออกมาจากวงไฟได้อนิลทิตาประหลาดใจ ทนไม่ไหม พยุงตัวเดินออกมาหาบันดาสา
       “พี่บันดาสา นี่มันอะไรกัน พี่ทำเช่นนี้ได้อย่างไร”
       “อย่าถามเลยแม่หญิง รีบหนีก่อนเถอะ ไฟมนตร์นี้ถ่วงเวลาได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น”
       บันดาสาประคองอนิลทิตาหนีต่อไป
       
       บันดาสาพาอนิลทิตารอนแรมมาถึงถ้ำแห่งหนึ่ง แถวชายแดนเมืองเชียงราย บันดาสาประคองอนิลทิตาเดินเข้าไปข้างใน
       “เราจะหลบภัยกันที่นี่ แม่หญิง”
       “ถ้าพวกมันตามมาเจอเราล่ะ พี่”
       บันดาสาหันไป โบกมือร่ายมนตร์อีกครั้ง เกิดภาพมายาเป็นผนังหิน ปิดปากถ้ำจนสนิทชนิดที่คนภายนอกไม่มีทางรู้ว่าตรงนี้มีถ้ำอยู่ อนิลทิตาตะลึงตาค้าง
       “พี่”
       
       บันดาสารวบรวมเศษไม้ในถ้ำจนเป็นกองขนาดย่อมๆ แล้วกำข้าวสารออกมาจากย่าม ท่องมนตรา ปาไปที่กองเศษไม้นั้น ไฟลุกพรึบขึ้นทันที ภายในถ้ำสว่างขึ้น สองคนสำรวจไปรอบๆ พบว่า ที่นี่เป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีทางเดินลึกเข้าไปด้านในของถ้ำ แต่มืดจนมองไม่เห็นผนังด้านใน และอีกมุมมีธารน้ำตื้นๆ ไหลผ่าน
       อนิลทิตาไม่ได้สนใจอะไร ยังคงยืนนิ่ง ตาเบิกค้างมองบันดาสานิ่ง
       “พี่บันดาสา” อนิลทิตามีท่าทีหวาดกลัวนิดๆ “พี่...พี่เป็นแม่มดหมอผี อย่างที่เขาร่ำลือกันจริงๆ”
       “แม่หญิงอย่ากลัวพี่เลย พี่ใช้ไสยเวทย์เพื่อป้องกันตนเท่านั้น”
       อนิลทิตานึกได้ “จริงสิ พี่โดนฟัน” นางขยับเข้ามาจับไหล่บันดาสา ตรวจดูแผล แต่ไม่มี “แล้วรอยแผลนั่น...รอยแผลพี่หายไปไหนแล้วพี่”
       บันดาสาตัดบท “แม่หญิงบาดเจ็บ พักก่อนเถิด”
       อนิลทิตาออกอาการตื่นเต้น “ข้าได้ยินพวกบ่าวในบ้านมันเล่าลือกันมานานแล้วว่า พี่บันดาสามีคาถาอาคม ไม่แก่ ไม่ตาย แต่ข้าหาเชื่อไม่ จนได้เห็นกับตาวันนี้เอง”
       “แม่หญิงอย่ามัวสนใจข้าอยู่เลย ตรงโน้นมีลำธาร ไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะ พรุ่งนี้เราจะต้องหนีไปอีกไกล
       
       อนิลทิตานั่งอยู่ริมลำธารในถ้ำ วักน้ำล้างหน้าล้างตัวที่มอมแมม เปื้อนเลือดเปื้อนฝุ่นออกจนหมด รู้สึกสดชื่นขึ้น มีสติคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ
       อนิลทิตาเลื่อนมือจับที่สร้อยท้าวเวสสุวัณโดยบังเอิญ รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ น้ำตาที่แห้งไปแล้วซึมออกมาอีกครั้ง เหม่อมองไปที่ลำธาร หวนคิดถึงสินธุขึ้นมาอีกครา
       ตั้งแต่ตอนที่สินธุเคยช่วยตนจากการจมน้ำ มาถึงตอนที่สินธุไม่ยอมรับเงินจากบันดาสา และตอนที่สินธุมอบผ้าให้แล้วจุมพิตกันเป็นครั้งแรก สุดท้ายเป็นตอนที่สินธุกำลังจะหมดลมหายใจโดยให้คำสัญญาไว้
       คิดแล้วอนิลทิตาถึงกับน้ำตาคลอ บันดาสาลงนั่งข้างๆ
       “ข้าเป็นสาเหตุให้สินธุต้องตาย”
       “อย่าโทษตัวเองเลย แม่หญิง บุญเขาทำมาเท่านั้นคิดเสียว่าเขากับแม่หญิง ไม่มีวาสนาต่อกัน”
       “ไม่จริง เขาช่วยชีวิตข้า เขาคือรักแท้ของข้า ก่อนตาย เขายังสัญญา...ขอให้ได้ครองคู่กับข้าในชาติหน้า”
       บันดาสารำพึงขึ้นมา ไม่ทันคิดอะไร “ชาติหน้าใครจะเกิดมาเป็นอะไร สูงต่ำชั่วดีอย่างไร ก็สุดจะรู้...”
       อนิลทิตาคิดอะไรได้ขึ้นมา
       “จริงสิ”
       นางหันมองหน้าคุณพี่เลี้ยง บันดาสามองตอบ รับรู้ว่าต้องมีปัญหาใหญ่
       
       อนิลทิตาเซ้าซี้อ้อนวอนขอร้องบันดาสาให้สอนวิชาอาคมให้อยู่มุมหนึ่งในถ้ำ
       “กว่าสินธุจะมาเกิดใหม่ หากข้าไม่ตาย ก็คงแก่เฒ่าน่าชัง ข้าจะรักกับเขาได้อย่างไร พี่บันดาสาต้องช่วยข้า” พลางเข้าไปเขย่าตัวบันดาสา “พี่ต้องสอนวิชาให้ข้า ไม่รู้จักเจ็บรู้จักตายเช่นพี่”
       บันดาสาปฏิเสธทันควัน “ไม่”
       อนิลทิตาครวญ “ทำไม”
       บันดาสาทอดเสียงเศร้า “วิชาที่ข้ามี มันเป็นวิชามาร ผู้ใดเรียนรู้มัน มือจำต้องเปื้อนเลือด มิรู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่”
       อนิลทิตาพูดอย่างดื้อดึง
       “แต่มือข้าก็เปื้อนเลือดไปแล้ว ข้าฆ่าเจ้าชัยวิริยะ ตายไปก็ไม่พ้นตกนรกหมกไหม้ หากมือข้าจะต้องเปื้อนเลือดอีกสักครั้ง เพื่อให้ได้เจอกับสินธุ ข้าก็เต็มใจ”
       “มิใช่แค่ครั้งสองครั้ง แม่หญิง แต่ตลอดไป ข้ารักท่าน เกินกว่าจะทนเห็นท่านเป็นเช่นนั้นได้”
       “แต่ข้ารักสินธุ หากต้องอยู่โดยปราศจากเขา ก็ไม่ต่างอะไรกับตกนรก พี่ช่วยข้าด้วยเถิด”
       บันดาสานิ่งงันไป อนิลทิตาวิงวอนทั้งน้ำตา
       “หากพี่ไม่สอนข้า ข้าก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม” อนิลทิตาคว้ามีดในย่ามออกมา จะปาดคอตัวเอง
       บันดาสายื้อยุดไว้ได้ทัน คุณพี่เลี้ยงอัดอั้นจนจะร้องไห้
       “แม่หญิงอย่าทำอย่างนี้ ข้ารักแม่หญิงเหมือนน้องสาวแท้ๆ ของข้า...ข้าปล่อยให้แม่หญิงตายไม่ได้”
       “ถ้าเช่นนั้นพี่บันดาสาก็สอนข้าซิ ข้าจักได้อยู่ยงคงกระพันเยี่ยงพี่” อนิลทิตาจ้องหน้าบันดาสาอย่างคาดคั้นเอาจริง “ให้ข้าไม่แก่ไม่เฒ่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เพื่อที่จะได้อยู่รอสินธุกลับชาติมาเกิดอีกครั้ง”
       บันดาสาลังเล อนิลทิตามองมาอย่างวิงวอน อนิลทิตาและบันดาสาจ้องหน้ากันนิ่งนาน
       ท้องฟ้าด้านนอกมืดครึ้ม ราวกับจะรับรู้เรื่องราวฝืนธรรมชาติภายในถ้ำ มีสายฟ้าฟาด เปรี้ยง! อย่างรุนแรงสุดจะประมาณ
       
       วันเวลาล่วงเลยผ่านมาอีก 280 ปี ล่วงเข้าสู่ ปีพุทธศักราช 2533
       ทุกสรรพสิ่งบนผืนดินแถบชายแดนจังหวัดเชียงรายล้วนแปรเปลี่ยนไป ยกเว้นสองชีวิตในถ้ำแห่งนี้!
       ช่วงเวลาตอนกลางวันวันหนึ่ง ชายหนุ่มชาวบ้านคนหนึ่ง กำลังเดินแหงนมองหาของป่า เขาแหงนดูรังผึ้งตามต้นไม้ใหญ่มาเรื่อยๆ ในป่าราวใกล้ถ้ำแห่งนั้น ระหว่างนี้ เขาได้ยินเสียงฝีเท้าคล้ายมีคนเดินตาม ชายชาวบ้านเกิดสงสัยจึงหันหลังไปดู แต่ไม่พบอะไร คิดว่าตนเองหูฝาดไป
       ชายหนุ่มกลับไปแหงนดูต้นไม้ต่อ พอเขาเห็นรังผึ้งขนาดใหญ่ก็ยิ้มดีใจ ที่วันนี้จะได้ผึ้งรังใหญ่ไปขาย แต่แล้วได้ยินเสียงฝีเท้าคนอีก จึงหันหลังกลับไปกวาดตา แต่ก็ไม่พบเห็นใครเหมือนเดิม
       พอหันหน้ามา กลับเห็นไอ้โล้น ชายร่างกำยำกำลังมองอยู่ในระยะประชิด พร้อมกับแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมน่ากลัว ชายหนุ่มชะงักงันด้วยความตกใจ ไอ้โล้นเอาไม้ท่อนใหญ่ฟาดที่หน้าจนเขาสลบไป จากนั้นไอ้โล้นก็ลากร่างของชายหนุ่มไปที่หน้าถ้ำแห่งหนึ่ง เดินหายเข้าไปด้านใน
       
       ไอ้โล้นลากร่างของชายหนุ่มชะตาขาดเข้ามาตามทาง เดินเรื่อยลงมาในห้องใต้ดิน มีรอยเลือดเป็นทาง ยาวจนถึงหน้าห้องทำพิธี
       
       ในถ้ำแห่งนี้มีห้องโถงขนาดใหญ่อยู่ในนั้น และมีปล่องทะลุสูงขึ้นไปสุดสาย จนมองเห็นจันทร์เพ็ญกระจ่างอยู่บนท้องฟ้าเบื้องบน
       บันดาสาทำพิธีอาบน้ำอมฤตให้อนิลทิตา
       “พิธีอาบน้ำอมฤต เพื่อคงความสาวให้เป็นอมตะ จะต้องทำในคืนวันเพ็ญ...”
       ห้องทำพิธีอาบน้ำโลหิตสมุนไพร มีเตียงศิลาทรงสี่เหลี่ยมขนาดเท่าตัวคนนอนกางแขน ขอบเตียงมีร่องพอดีกับตรงข้อมือคน ชายที่ถูกจับมาถูกจับกางแขนอยู่บนเตียง ไอ้โล้นเอามีดกรีดที่ข้อมือทั้งสองของชายผู้โชคร้าย เลือดค่อยๆ ไหลรินออกมา ไหลรดไปตามร่อง เป็นสีแดงเข้ม
       บันดาสาอธิบายต่อ “...โดยใช้เลือดสดๆ ของบุรุษในวัยฉกรรจ์”
       อีกด้านหนึ่งมีหม้อต้มสมุนไพร บันดาสา ซึ่งบัดนี้ ใบหน้า และ ร่างกายเหี่ยวย่น ผมหงอกประปราย ตามอายุในวัย ๖๐ ปี กำลังหลับตาท่องมนตรา เกิดควันพวยพุ่งขึ้นในหม้อสมุนไพร
       “ผสมกับว่านสมุนไพรที่สะกดด้วยเวทย์มนต์ลึกลับ”
       บันดาสาไขท่อน้ำ แลเห็นน้ำสมุนไพรสีเขียว มีควันสีขาวกรุ่นๆ ไหลไปตามร่องหิน ไปรวมกับน้ำเลือดสีแดงที่มาจากอีกด้าน แล้วทั้งสองก็ไหลไปหลอมรวมกัน และไหลลงไปในท่อรอบๆ สระหิน น้ำอมฤตพุ่งออกจากปากงูศิลาริมสระโบราณทั้งสี่มุม
       บันดาสาอธิบายพิธีกรรมต่อว่า “เมื่อลงอาบทั้งร่างกาย พร้อมทั้งสาธยายอมฤตมนตรา กายาที่เหี่ยวย่นชรา ก็จะกลับมาเต่งตึง เป็นสาวสะพรั่งดังเดิม”
       
       บันดาสายืนรออยู่ที่ริมสระน้ำอมฤต เปิดปากบอก
       “พร้อมแล้วแม่หญิง”
       อนิลทิตาเดินออกมาจากมุมมืด กายถูกคลุมด้วยผ้าคลุมผืนใหญ่ มือที่พ้นผ้าคลุมออกมา เหี่ยวย่นพอๆ กับบันดาสา มีปอยผมขาวลอดผ้าออกมา บันดาสาปลดเสื้อคลุมให้ เผยให้เห็นอนิลทิตาที่มีหน้าตาเหี่ยวย่น ผมยาวเป็นสีขาวโพลนทั้งหัว
       อนิลทิตาเดินมานั่งห้อยขาอยู่ในอ่างแล้วท่องมนตรา ก่อนจะก้าวลงไปแช่ในอ่างนั้น น้ำสมุนไพรค่อยๆ เอ่อท่วมหลังเท้าของอนิลทิตา
       น่าอัศจรรย์แท้ หลังเท้าของอนิลทิตาที่ดูแห้งกร้าน กลับเต่งตึงขาวผ่องขึ้นมาทันที
       อนิลทิตาก้าวลงไปในสระโบราณ เนื้อตัวค่อยๆ จมลงในน้ำทีละนิดๆ จนมิดหัว
       สักพักหนึ่งก็โผล่ขึ้นมา กลายเป็นสาวสะคราญ ผิวขาวเต่งตึง ผมกลับเป็นสีดำขลับดังเดิม อนิลทิตายังแช่อยู่ในน้ำอมฤตนั้น
       “ข้ารอสินธุมาสองร้อยกว่าปีแล้ว”
       “อีกไม่นานหรอกแม่หญิง ข้าเชื่อว่ากงล้อแห่งโชคชะตาจะหมุนเวียน นำพาเขากลับมาหาท่าน”
       อนิลทิตาขึ้นมาจากสระน้ำอมฤต บันดาสาเอาผ้าคลุมห่มกายให้ อนิลทิตามองบันดาสาอย่างตื้นตัน และซาบซึ้งใจ
       “พี่อยู่เคียงข้างข้ามาตลอด แม้ว่ามือข้า กายข้า จะเปื้อนเลือด ใจข้าจะเปื้อนมลทินขนาดไหน”
       “ข้าทำทุกอย่างได้เพื่อท่าน แม่หญิง”
       “ข้าซึ้งใจในความภักดีของพี่” อนิลทิตาจับมือของบันดาสา “พี่ลงไปอาบน้ำอมฤตเถอะพี่ เราทั้งสองจะได้อยู่เป็นอมตะเคียงข้างกัน...ตลอดไป”
       
       สองนายบ่าวมองจ้องหน้ากันนิ่งๆ ถ่ายเทความรัก ความผูกพัน ให้กันและกัน



เช้าวันหนึ่ง ที่บริเวณชายป่าบนเขาสูง มีสายตาใครคนหนึ่งมองผ่านกล้องส่องทางไกลออกไปลิบตา ใครคนนั้นหันซ้ายหันขวาไปมา แลเห็นเทือกเขาสูงสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้า
       
       ชายคนนี้คือ เจ้าพงษ์สุริยัน เขาเยื้อนยิ้มอย่างพึงพอใจออกมา
       “ที่สวยมาก”
       เจ้าพงษ์สุริยันมองออกไปยังวิวทิวทัศน์เบื้องหน้าด้วยสายตาอันมุ่งมั่น
       
       ขณะเดียวกัน บันดาสาที่เวลานี้กลายกลับเป็นสาวเหมือนเมื่อราว 300 ปี ก่อน และแต่งตัวแบบหญิงชาวบ้านทางเหนือ มีผ้าคลุมหัวปกปิด เดินแกมวิ่งเข้าบ้านในถ้ำมา หน้าตาตื่นตกใจเห็นได้ชัด
       “แม่หญิง แม่หญิงอนิลทิตา...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
       อนิลทิตาในชุดสาวชาวบ้านเช่นกัน เดินออกมาหน้าบ้าน สีหน้าแปลกใจ
       “มีอะไรหรือพี่บันดาสา ทำไมแตกตื่นอย่างนั้น”
       “ที่ดินในป่าแถวนี้ ถูกเจ้าทางเหนือผู้หนึ่ง มากว้านซื้อไปแม่หญิง...ที่ที่เราอยู่ตอนนี้ กำลังจะถูกทำเป็นไร่ชา”
       อนิลทิตาบอกเสียงกร้าว “ไม่ได้! เราจะให้ใครเข้ามาที่นี่ไม่ได้ ถ้ำและบ่ออาบน้ำอมฤตของเราจะต้องเป็นความลับ พี่บันดาสา พี่ต้องจัดการไม่ให้ใครเข้ามาวุ่นวายกับเรา”
       
       บันดาสามองไป เห็นเจ้าพงษ์สุริยันยืนส่องกล้องส่องทางไกลอยู่ แวบแรกแวบเดียวเท่านั้นบันดาสาก็รู้สึกตกหลุมรักเขาทันที
       
       ฝ่ายอนิลทิตาในอาภรณ์ชุดสตรีเขมร ปรากฏตัวขึ้นท่างกลางหมอกควัน ก้าวเดินช้าๆ ผ่านแมกไม้ สีหน้านิ่งแววตาเหี้ยม
       อนิลทิตาทำปากขยับขมุบขมิบท่องมนตรา แล้วเป่าควันสีม่วงออกไปใส่ใบหน้าเจ้าพงษ์สุริยันหยุดชะงักนิ่ง ตกอยู่ในมนต์สะกด
       อนิลทิตาค่อยๆ เดินเข้าไปจนใกล้ เจ้าพงษ์สุริยันได้ยินเสียงคนเดินอยู่ด้านหลัง จึงหันมาดู เห็นอนิลทิตาในชุดสวยชาวเขมร ก็ตะลึงในความงาม
       “แม่หญิงคือใคร”
       อนิลทิตาส่งยิ้มให้แต่แววตาเหี้ยม “ตามข้ามาเถอะ”
       อนิลทิตาหันหลังเดินไป เจ้าพงษ์สุริยันเดินตามอย่างนิ่งๆ สีหน้าเลื่อนลอยไร้สติ
       บันดาสามองเจ้าพงษ์สุริยันด้วยความสงสาร ไม่อยากให้ต้องถูกฆ่าดังเช่นชายอื่น
       
       อนิลทิตาเดินนำเจ้าพงษ์สุริยันมาหยุดที่หน้าถ้ำ แล้วหันมายิ้มให้
       “แม่หญิงยังไม่บอกข้าเลย ว่าเจ้าเป็นใคร” เจ้าพงษ์สุริยันตาหวานเชื่อม
       “ข้าชื่อ อนิลทิตา จำชื่อข้าไว้ให้ดีๆ”
       อนิลทิตาหันไปที่มุมหนึ่ง เห็นไอ้โล้นเดินถือไม้ออกมา อนิลทิตาพยักหน้าให้ ไอ้โล้นค่อยๆ ย่องเข้ามาทางด้านหลังของเจ้าพงษ์สุริยัน เงื้อมือขึ้นจะตี บันดาสาที่ตามมาเห็นก็ตกใจ รีบท่องคาถาเป่ามนต์ออกไปใส่ไอ้โล้นทันที ร่างไอ้โล้นกระเด็นไปอีกทาง อนิลทิตาตกใจ หันไปทางบันดาสา
       “พี่บันดาสาทำอะไร”
       บันดาสาเดินเข้ามาใกล้อนิลทิตา
       “แม่หญิงอย่าทำอะไรเจ้าพงษ์สุริยันเลย ข้าขอล่ะ ไว้ชีวิตเขาเถอะ”
       อนิลทิตาสงสัยระคนแปลกใจ “ทำไม”
       “ข้าสงสารเขา”
       “หมายความว่ายังไง แต่ก่อนพี่ไม่เคยสงสารใคร”
       บันดาสาอึ้ง นิ่งงันไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะบอกออกมาว่า
       “เพราะเจ้าพงษ์สุริยัน เป็นคนสำคัญ หากเขาหายไป ก็จะมีคนสงสัย ยิ่งจะพาให้คนมาวุ่นวายกับเราไม่จบไม่สิ้น”
       บันดาสามองไปยังเจ้าพงษ์สุริยันที่ยืนไร้สติอยู่มุมหนึ่งด้วยแววตาหลงใหล อนิลทิตาหงุดหงิด
       “แล้วพี่จะทำยังไง”
       “มันต้องมีวิธีอื่นสิ”
       บันดาสาครุ่นคิดตริตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเปิดปากบอกว่า
       “ข้านึกออกแล้วแม่หญิง”
       
       หลายวันต่อมา
       ที่คุ้มเชียงแมน คุ้มของเจ้าพงษ์สุริยัน มีอาณาบริเวณกว้างขวางใหญ่โต บ้านเรือนหลังใหญ่โอ่อ่าสมฐานะ ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวนสวยที่ตกแต่งอย่างดี ภายในตกแต่งด้วยศิลปะแบบล้านนา
       รอบบริเวณด้านนอก ตกแต่งด้วยตุงหลากสีสัน ตั้งแต่ประตูทางเข้าคุ้ม เรื่อยเข้าไปจนถึงภายใน ตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้สดอย่างงดงาม มีเสียงดนตรีสะล้อ ซอ ซึง บรรเลงขับคลอสร้างเสริมบรรยากาศอย่างแผ่วเบา
       บรรดาคนใช้ชายหญิงมากมายกำลังวุ่นวายเตรียมงานมงคลอยู่
       
       ส่วนภายในห้องส่วนตัว ของคุ้มเชียงแมน ห้องหนึ่ง ภาพจากกระจกในห้องนั้น แลเห็นเป็นภาพอนิลทิตาแต่งตัวอย่างงดงามในชุดเจ้าสาว มีบันดาสาช่วยตกแต่งผมให้อยู่
       “แม่หญิงของข้างามยิ่งนัก งามเหมือนนางฟ้า สมนามใหม่ของท่าน โฉมสุรางค์”
       อนิลทิตาทวนชื่อใหม่ แววตาเป็นประกาย “โฉมสุรางค์ โฉมของข้า กายและใจของข้า ข้าจะรักษาไว้ให้สินธุ คนเดียวเท่านั้น จะไม่มีชายอื่นใด”
       อนิลทิตาลุกขึ้นยืน ยิ้มให้บันดาสา
       “วันนี้ เจ้าสาวตัวจริงคือพี่ต่างหาก...พี่บันดาสา”
       อนิลทิตามองคุณพี่เลี้ยงผู้ภักดีเป็นเชิงล้อๆ บันดาสามีท่าทีเขินอาย แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความรักและความสุข
       สองบ่าวนายหวนนึกถึงเรื่องราวที่คุยกันในถ้ำเมื่อหลายวันก่อนหน้านี้
       
       เหตุการณ์ตอนนั้น อนิลทิตาตกใจเมื่อฟังบันดาสาเล่าจบ
       “อะไรนะพี่บันดาสา พี่จะให้ข้าแต่งงานกับเจ้าพงษ์สุริยัน”
       “ใช่ เพราะว่านี่เป็นทางเดียวเท่านั้นที่เราจะรักษาถ้ำและบ่อน้ำอมฤตไว้ได้”
       “แล้วข้าจะแต่งกับเขาได้ยังไง ข้าไม่ยอมอยู่ร่วมกับชายอื่นนอกจากสินธุ”
       บันดาสาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
       “แม่หญิงเพียงแค่แต่งงานกับเขา ไม่จำเป็นต้องมอบกายมอบใจให้เขา ส่วนเรื่องอื่นข้าจะจัดการเอง”
       อนิลทิตาลังเล
       
       บัดนี้ อนิลทิตายิ้มชื่นเมื่อนึกถึงเรื่องนี้
       “คืนนี้พี่จะได้สมหวังกับชายคนรักของพี่”
       บันดาสาอายหน้าแดง
       “ข้ายอมทำทุกอย่างได้เพื่อแม่หญิง”
       อนิลทิตายิ้มให้บันดาสา ด้วยเคารพรัก และซาบซึ้งสุดจะประมาณ
       
       พิธีแต่งงานของอนิลทิตาในคราบของโฉมสุรางค์กับเจ้าพงษ์สุริยันถูกจัด ขึ้นตามประเพณีล้านนา บ่าวสาวนั่งเคียงกันในพิธี มีบันดาสายืนอยู่ด้านหลัง
       เหล่าคนใช้อันประกอบด้วย แอ๋ว สาวใช้ อิ่ม แม่ครัว ส่วนบุญโฮม คนงานหนุ่ม ยืนมองอยู่อีกมุม แอ๋วเข้าไปกระซิบกับบุญโฮม
       “ท่าทางเจ้าจะหลงคุณโฉมมากนะพี่บุญโฮม จัดงานเสียใหญ่โต เชิญแขกเกือบทั้งจังหวัด”
       “ก็นั่นน่ะสิ ผู้หญิงทั้งเวียงมีให้ท่านเลือก ท่านไม่สนใจกลับไปแต่งกับใครก็ไม่รู้ ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วัน”
       อิ่มเสริมด้วยการตั้งข้อสังเกต “แถมยังเร่งจัดงานกะทันหัน ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายผู้หญิงก็ไม่มีซักคน พิกลจริงๆ”
       บุญโฮมมองเจ้าพงษ์สุริยันและโฉมสุรางค์อย่างสงสัยคาใจเช่นกัน
       เจ้าพงษ์สุริยันยิ้มแย้มมีความสุขสมใจ ส่วนโฉมสุรางค์กลับมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
       
       บันดาสายืนนิ่งอยู่ด้านหลังมองเจ้าพงษ์สุริยันอย่างหลงใหล



ตกตอนกลางคืน เจ้าพงษ์สุริยันกับโฉมสุรางค์อยู่ร่วมห้องหอเดียวกันแล้ว
       
       “วันนี้ คุณโฉมของพี่สวยจริงๆ”
       ห้องพักบันดาสา อยู่ติดห้องหอนั่นเอง และบันดาสากำลังนั่งขัดสมาธิท่องมนตรา มีควันสีม่วง ลอยอ้อยอิ่งออกมาจากปากบันดาสา
       ฝ่ายเจ้าพงษ์สุริยันมองโฉมสุรางค์อย่างรักใคร่ ก่อนจะขยับเข้าประคองกอดเจ้าสาว โฉมสุรางค์วางหน้าขรึม
       จังหวะนี้มีควันสีม่วงไหลลอดเข้ามาจากใต้ประตู ควันนั้นลอยวนจนเต็มห้อง แต่ดูเหมือน เจ้าพงษ์สุริยันจะไม่รับรู้ใดๆ ท่าทางเหมือนตกอยู่ในภวังค์
       โฉมสุรางค์ลุกขึ้น เดินไปเปิดประตูห้องหอ ส่วนที่เตียงเจ้าพงษ์สุริยันยังคงนั่งนิ่ง ใบหน้ายิ้ม แย้มชะงักงัน
       บันดาสาเดินก้มหน้าเข้ามาด้านหลังโฉมสุรางค์ ทั้งคู่มองหน้ากัน
       “ขอให้มีความสุขนะจ๊ะ พี่บันดาสา”
       อนิลทิตาในคราบโฉมสุรางค์เดินออกไป ใบหน้าพรายยิ้ม
       บันดาสานั่งลงตรงหน้าเจ้าพงษ์สุริยัน มองอย่างหลงใหล ส่วนเจ้าพงษ์สุริยัน เห็นบันดาสาเป็นโฉมสุรางค์
       “คุณโฉมของพี่” เจ้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุขเคลื่อนหน้าเข้าหา
       บันดาสาที่เจ้าพงษ์สุริยันเห็นเป็นโฉมสุรางค์ ยิ้มเขินอายเล็กน้อยก่อนยอมให้เจ้าพงษ์สุริยันจูบอย่างเต็มใจ
       
       สองนายบ่าว อนิลทิตา และ บันดาสา ใช้ชีวิตอมตะ ปะปนกับผู้คนปกติในคุ้มเชียงแมน ผ่านไป อีก 1 ปี
       อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าพงษ์สุริยันมีปากเสียงกับกับโฉมสุรางค์เรื่องลูก ดังลั่นห้องนอนบนเรือนใหญ่ สองคนทุ่มเถียงกันอย่างรุนแรง
       “พี่ไม่เข้าใจ ว่าทำไมคุณโฉมมีลูกให้พี่ไม่ได้”
       โฉมสุรางค์ตอบอย่างเย็นชา “น้องอาจจะเป็นหมัน”
       “รู้ได้ยังไง หมอก็ไม่ยอมไปหา ให้ตรวจก็ไม่ยอมไปตรวจ”
       “น้องไม่ไป น้องไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องตัวน้องเป็นอันขาด”
       “งั้นก็มีลูกให้พี่ ฟังนะคุณโฉม ปีหน้า พี่จะไม่อยู่ ต้องไปช่วยดูแลกิจการของเจ้าแม่ที่อังกฤษ พี่ต้องการข่าวดี ก่อนที่พี่จะเดินทาง”
       โฉมสุรางค์อึ้ง รู้ว่าคราวนี้เจ้าพงษ์สุริยันเอาจริง
       “ถ้าไม่ท้อง ก็ไม่มีข้อตัวอะไรอีกแล้ว คุณโฉมต้องทำกิฟท์ ยังไงพี่ก็ต้องมีลูกกับคุณโฉมให้ได้”
       เจ้าพงษ์สุริยันปึงปังออกไป โฉมสุรางค์กลุ้มใจหนัก
       บันดาสาแอบฟังอยู่ ด้วยสีหน้าหนักใจ แล้วคิดได้ว่าต้องทำอะไรบางอย่าง
       
       2 เดือนต่อมา บันดาสาทำท่าผะอืดผะอมคว้ากระโถนโก่งคออาเจียนอยู่ในห้องพัก ออกอาการแพ้ท้อง โฉมสุรางค์วิ่งเข้ามาในห้องตรงเข้ามาประคองอย่างห่วงใย
       “พี่บันดาสา มีคนไปบอกฉันว่าพี่ไม่สบาย พี่เป็นอะไร”
       บันดาสาหันมามองคุณโฉม แล้วยิ้ม เอามือลูบท้องอย่างทะนุถนอม สีหน้าเศร้าระคนสุข
       “พี่ท้อง”
       โฉมสุรางค์ตกใจ “ได้ยังไง พี่ก็รู้ว่า เรามีลูกไม่ได้ วันใดที่เราให้กำเนิดทารกตามธรรมชาติ วันนั้น มนตราอมตะจะเสื่อม แล้วร่างกายเราจะกลับสู่สภาพที่แท้จริง”
       “แต่เจ้าพงษ์ต้องการมีลูก หากภายในปีนี้ แม่หญิงไม่มีทายาทให้เจ้าพงษ์ ท่านคงสงสัยในตัวแม่หญิงแน่”
       “แต่ท่านอยากมีลูกกับฉัน พี่มาท้องแทนฉันอย่างนี้ แล้วมันจะช่วยฉันได้อย่างไร”
       สีหน้าโฉมสุรางค์กลัดกลุ้มเป็นที่สุด
       
       ไม่นานต่อมา เจ้าพงษ์สุริยันรับรู้ข่าวจากปากโฉมสุรางค์ด้วยกิริยาตื่นเต้นดีใจถึงขีดสุด
       “อะไรนะ คุณโฉมท้อง คุณโฉมท้องแล้วจริงๆ หรือนี่”
       “ค่ะคุณพี่ น้องท้องได้สามเดือนแล้ว”
       “ตั้งสามเดือนแล้ว ไม่ได้การล่ะ พรุ่งนี้พี่จะพาน้องไปหาหมอ ต้องไปฝากครรภ์”
       โฉมสุรางค์เสียงเข้ม “ไม่ค่ะ” เจ้าชะงัก ฉงน “น้องจะให้พี่บันดาสาดูแลครรภ์แบบโบราณ”
       เจ้าพงษ์สุริยันตั้งท่าจะเถียง โฉมสุรางค์รีบขัด
       “ไม่ต้องฝากครรภ์ที่ไหนทั้งนั้น มันเป็นธรรมเนียมของบ้านเมืองของน้อง เมื่อผู้หญิงท้องได้หกเดือนจะต้องกลับไปทำพิธี และทำคลอดที่บ้าน”
       เจ้าพงษ์สุริยันหงุดหงิด “เหลวไหล”
       “เป็นจริงค่ะ เจ้า ไม่อยากนั้นลูกที่เกิดมาจะไม่รอด...เจ้าจะยอมเสี่ยงหรือคะ”
       เจ้าพงษ์สุริยันฮึดฮัดขัดใจ โฉมสุรางค์ปลอบ
       “ยังไงพี่ก็ต้องไปต่างประเทศอยู่แล้ว น้องกลับไปอยู่บ้านก็ดีกว่าอยู่ที่นี่คนเดียว”
       บันดาสาซึ่งอยู่ด้วยช่วยเกลี้ยกล่อมอีกแรง “นึกว่าเห็นแก่ลูกนะคะ เจ้า”
       บ้านที่สองบ่าวนายกลับมาคือ บ้านพักภายในถ้ำบนเขาสูง หลังคุ้มเชียงแมนนั่นเอง
       
       6 เดือนต่อมา ในคืนพระจันทร์เต็มดวง
       บันดาสาท้องแก่จวนเจียนจะคลอดเต็มแก่ ในถ้ำมีแต่โฉมสุรางค์เท่านั้น บันดาสาร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
       บันดาสากัดฟันสู้ทนกับความเจ็บปวด ออกแรงเบ่งสุดแรงเกิดจนเด็กคลอดออกมาได้เองในที่สุด
       โฉมสุรางค์เอาเด็กมาห่อผ้า แล้วอุ้มไปให้บันดาสาดู บันดาสาดูทารกน้อยแล้วยิ้มน้ำตาไหลรินออกมาด้วยความปลาบปลื้ม แต่ยังไม่ทันจะทำอะไรต่อ ใบหน้าที่เคยสวยงามของบันดาสาก็เหี่ยวย่นลงทันตา กลายเป็นหน้าคนแก่หง่อมอย่างรวดเร็ว
       โฉมสุรางค์ตกใจ “พี่บันดาสา”
       บันดาสายกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเอง พอรู้ว่าใบหน้าเหี่ยวย่นไปกะทันหันก็ตกใจเช่นกัน ยกมือขึ้นดู พบว่ามือที่เคยเต่งตึงกลับเหี่ยวเหมือนมือคนแก่
       บันดาสาเงยหน้าขึ้นมองอนิลทิตาในคราบโฉมสุรางค์ น้ำตาซึม
       “มนตร์ข้าเสื่อมแล้ว”
       โฉมสุรางค์ยืนตะลึงมองบันดาสาอย่างตกใจ ช็อก รับไม่ได้
       “อย่าเพิ่งวิตกเรื่องสังขารของข้าเลย ลูกของข้าเป็นอย่างไรบ้าง” บันดาสาเปลี่ยนเรื่องคุย
       “ลูก...ของพี่ แข็งแรงดี”
       
       บันดาสามองทารกหญิงที่อยู่ในอ้อมแขนของโฉมสุรางค์ด้วยความรัก
       
       เช้าวันนี้ รถเบนซ์คันใหญ่แล่นมาจอดหน้าเรือนหลังใหญ่ของคุ้มเชียงแมน เมื่อรถจอดสนิท ประตูรถเปิดออกในทันที เจ้าพงษ์สุริยันก้าวออกมาจากรถอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเปื้อนยิ้ม รำพึงกับตัวเอง
       “ยายหนู ลูกพ่อ พ่อกลับมาแล้ว”
       โฉมสุรางค์นอนนิ่งอยู่บนเตียงในห้องนอน เจ้าพงษ์สุริยันยืนอุ้มทารกอยู่อย่างชื่นชม ก้มลงหอมแก้มน้อยๆ ไม่ขาด
       “ลูกของเราน่ารักมาก เราจะตั้งชื่อลูกว่าอะไรดีจ๊ะ”
       โฉมสุรางค์ไม่สนใจสักนิด “แล้วแต่คุณพี่เถอะค่ะ”
       เจ้าพงษ์สุริยันใช้ความคิดหนัก เดินวนเวียนอยู่หน้าเตียง ก่อนจะหันมา
       “ลูกมีดวงตาสวยเหมือนดวงดาว ชื่อดาเรศดีไหมจ๊ะน้อง...อ้าว”
       เจ้าพงษ์สุริยันหน้าเจื่อนไป เมื่อเห็นโฉมสุรางค์หลับไปแล้ว
       เจ้าพงษ์สุริยันวางลูกลงบนที่นอนเด็ก แล้วเดินเข้าไปใกล้หยิบผ้าห่มคลุมห่มให้โฉมสุรางค์อย่างเบามือ เดินออกไปจากห้องเงียบๆ
       พอเจ้าพงษ์สุริยันออกจากห้องไป โฉมสุรางค์ก็ลืมตาขึ้น สีหน้าโล่งใจ
       
       ที่เรือนครัวของคุ้ม แอ๋วเดินถือตระกร้าผ้าเข้ามาในครัว แวะฉกกับข้าวกิน ถูกอิ่มแม่ครัว ตีมือเผียะ
       “นังนี่....มือไวจริงนะ ระวังเถอะ....คุณผู้หญิงมาเห็นเข้าละก็ เป็นเรื่อง”
       แอ๋วยักคิ้วล้อเลียน “จ้างให้ก็ไม่กลัว ก็...คุณบันดาสาเธอไม่อยู่แล้วนี่นา ไม่มีใครคอยสอดส่อง”
       อิ่มคิดตาม “เออ...ข้าก็สงสัย แกตามคุณโฉมกลับไปคลอดลูกที่บ้าน แล้วไม่ยักกลับมา แต่ดันมีญาติแก่ๆ อีกคนมาอยู่แทน”
       บันดาสาในสภาพหญิงแก่ ยืนหลบมุมแอบฟังอยู่ ถอนใจอย่างเศร้าๆ
       
       6 ปี ผ่านไป
       อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าพงษ์สุริยันจอดรถหน้าเรือนใหญ่ พาเจ้าดาเรศ วัย 6 ขวบ ในชุดกระโปรงฟูฟ่องน่ารักลงจากรถ ท่าทางรักกันมากห่างออกไป เห็นบันดาสาแอบดู ชื่นใจ
       “ดาเรศลูกแม่”
       บันดาสาหันไปทางหนึ่ง เห็นโฉมสุรางค์ยืนมองอยู่ หน้าตาบึ้งตึง
       
       คืนนั้น สองนายบ่าวอยู่ในกระท่อมของบันดาสา บริเวณหลังคุ้ม โฉมสุรางค์ต่อว่าบันดาสา
       “พี่ทำแบบนี้ ความลับของเราแตกเข้าสักวัน”
       “พี่คิดถึงลูก”
       "ข้าเข้าใจ แต่พี่ต้องระวังให้มากกว่านี้ เจ้าดาเรศโตขึ้นทุกวัน แถมยังช่างซักช่างถาม ถ้าแกสงสัยว่าพี่เป็นใครขึ้นมาจะว่ายังไง"
       
       บันดาสามีสีหน้าสลดลงไปถนัดตา โฉมสุรางค์มองอย่างไม่ไว้วางใจ



คืนวันหนึ่ง เจ้าพงษ์สุริยันเข้ามาในห้องนอน เรียกหาโฉมสุรางค์
       
       “คุณโฉม พี่มีอะไรจะปรึกษา”
       เจ้าพงษ์สุริยันมองไปทั่วห้อง แต่ไม่เห็นใครในนั้น เมื่อเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปข้างนอก ก็เห็นโฉมสุรางค์เดินไปทางด้านหลังคุ้ม เจ้าพงษ์สุริยันแปลกใจ
       “ไปไหนของเขา”
       เจ้าพงษ์สุริยันรีบเดินออกจากห้องไป
       
       แต่พอเจ้าพงษ์สุริยันวิ่งตามโฉมสุรางค์ลงมาในสวนหลังคุ้ม แต่ร่างของโฉมสุรางค์ลับหายไปอย่างรวดเร็ว เจ้าตัดสินใจขับรถกอล์ฟออกตามไปทางท้ายคุ้ม
       
       เจ้าพงษ์สุริยันขับรถกอล์ฟเข้าเฟรมมา ถึงบริเวณหน้าถ้ำ เจ้าพงษ์สุริยันลงจากรถ มองไปรอบๆ อย่างแปลกใจไม่เห็นคุณโฉม
       “หายไปไหน...ก็เห็นอยู่ว่ามาทางนี้”
       เจ้าพงษ์สุริยันเดินหาต่อไป จนเห็นโฉมสุรางค์เดินอยู่ลิบๆ รีบเดินตาม
       
       โฉมสุรางค์เดินตรงไปยังหน้าผาหินที่มีรากไม้รกระเกะระกะอยู่เต็ม เจ้าพงษ์สุริยันขยับปากจะเรียก แต่เปลี่ยนใจ แอบดู จนเห็นโฉมสุรางค์ขยับหิน แล้วหน้าผาก็ขยับเปิดออกเป็นประตู เจ้าพงษ์สุริยันตะลึงตาค้าง
       โฉมสุรางค์เดินเข้าไป ประตูปิดลง
       เจ้าพงษ์สุริยันรีบเดินตามมาที่หน้าถ้ำ มองดูก้อนหินที่เห็นโฉมสุรางค์ใช้เปิดถ้ำ
       “ประตูกลงั้นหรือ...ในคุ้มเรา มีของแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
       เจ้าพงษ์สุริยันคลำดู ท่าทีลังเลใจ สุดท้ายตัดสินใจกดหินนั้น ประตูถ้ำเปิดออก เจ้าเดินเข้าไป
       
       เจ้าพงษ์สุริยันเดินไปตามทาง จนเจอทางแยกสองทาง แต่แล้วก็ได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญดังออกมาจากทางหนึ่ง เจ้าเลยตัดสินใจเดินตามเสียงนั้นไป
       เจ้าพงษ์สุริยันเดินไปตามเสียงเรื่อยๆ เมื่อมองไปก็เห็นคล้ายเป็นกรงขังอะไรบางอย่าง เป็นเงาตะคุ่มๆ เมื่อปรับสายตาให้คุ้นเคยกับแสงน้อยนิดในห้อง เขม้นมองไปอีกทีก็เห็นร่างเหมือนคนเคลื่อนไหวอยู่ในกรงนั้น ส่งเสียงครวญครางคล้ายคนจะหมดแรง
       เจ้าพงษ์สุริยัน เห็นเจ้าของมืออันเป็นหนึ่งในเหยื่อซึ่งยังไม่ตาย แต่บัดนี้หน้าตาอัปลักษณ์ พิกลพิการ ยื่นมือไขว่คว้า ร้องเรียกชื่ออออกมาว่า
       “อนิลทิตา...อนิลทิตา...”
       เจ้าพงษ์สุริยันมีสีหน้าตกใจสุดขีด ถอยหลังหนีอย่างลืมตัว จนร่างกระแทกกับประตูห้องขังที่อยู่ด้านหลัง ทันใดนั้นเองก็มีมือยื่นออกมาจากห้องขังทางด้านหลัง จับบ่าเจ้าไว้ เจ้าพงษ์สุริยันหันหลังขวับไปมอง
       พบว่าเจ้าของมือหน้าตาพิกลพิการ ลูกตาปูดโปนออกมา เหมือนซากศพ แถมมันยื่นมือออกมาไขว่คว้าตัวเจ้าพงษ์สุริยันไว้
       เจ้าพงษ์สุริยันตกใจสุดขีด ตะกายหนี ผ่านห้องขังอีกสองสามห้อง ทุกห้องมีเหยื่อสภาพเดียวกันยื่นมือออกมาไขว่คว้าตัวเจ้าพงษ์สุริยันตลอด เวลา เจ้ารวบรวมสติวิ่งหนีตายไปตามทางเดินอย่างว่องไว
       
       เจ้าพงษ์สุริยันหนีไปตามทางเดินที่ลดเลี้ยวนั้น จนมาถึงอีกห้อง ซึ่งเป็นห้องย่อยซากศพ เมื่อเจ้าเพ่งมองไปเห็นกระดูกมนุษย์เกลื่อนกลาด และมองเรื่อยไปเห็นงูเหลือมตัวขนาดใหญ่กำลังกลืนกินมือมนุษย์ เจ้าพงษ์สุริยันมองตะลึงแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง สักครู่หนึ่งก็รับรู้ถึงสัญญาณอันตราย เจ้าพงษ์สุริยันถอยหลังกรูด แต่สะดุดกระดูกขามนุษย์ท่อนหนึ่ง จนเสียหลักล้มลง
       เจ้าพงษ์สุริยันตกใจกลัวร้องไม่เป็นภาษา สติแตก ลุกพรวดขึ้นอย่างขยะแขยง และหันหลังกลับจะรีบออกไปพ้นๆ ห้องนี้ ไอ้โล้นซึ่งยืนมองอยู่ด้านหลัง ในมือถือคบไฟ อมนุษย์ผู้ซื่อสัตย์ของอนิลทิตาเหวี่ยงคบไฟเข้าที่หน้าเจ้าพงษ์สุริยันอย่าง แรง
       สติเจ้าพงษ์สุริยันพลันดับวูบลงไปในทันที
       
       เจ้าพงษ์สุริยันนอนสลบอยู่ที่พื้นในห้องขัง โดยมีบันดาสาแก่นั่งประคองด้วยความเป็นห่วง ไอ้โล้นยืนคุมอยู่ด้านหลัง โฉมสุรางค์ยืนมองภาพบันดาสาและเจ้าพงษ์สุริยันอย่างกลัดกลุ้มว้าวุ่นใจ
       “เห็นแก่ข้าเถอะแม่หญิง อย่าเอาชีวิตเจ้าพงษ์สุริยันเลย”
       “แล้วพี่จะให้ข้าทำอย่างไร ใครที่ล่วงรู้ความลับของเรา ข้าปล่อยไว้ไม่ได้”
       บันดาสาคร่ำครวญ “แต่เขาเป็นพ่อของลูกข้า”
       ว่าพลางบันดาสาลุกขึ้นเดินมาหาเพื่ออ้อนวอน โฉมสุรางค์คิดหนัก มองเจ้าพงษ์สุริยันสลับกับบันดาสาไปมา
       “ก็ได้พี่บันดาสา ฉันเห็นแก่พี่ ฉันจะไว้ชีวิตเจ้าพงษ์สุริยันก็ได้ แต่ว่า...”
       โฉมสุรางค์เดินไปหยิบรากไม้มาอันหนึ่ง เป็นรากไม้สีดำหงิกงอน่ากลัว แล้วเดินมานั่งลงข้างๆ ร่างของเจ้าพงษ์สุริยัน บันดาสาหวาดหวั่น
       “เราต้องทำให้เจ้าลืมทุกอย่างที่เคยเห็นมา”
       เสียงร้องโหยหวนอย่างทุกข์ทรมานของเจ้าพงษ์สุริยันดังก้องสะท้อนไปทั้งป่า
       
       ไอ้โล้นโยนร่างเจ้าพงษ์สุริยันลงไปกองกับพื้น ปล่อยให้นอนดิ้นครวญครางอยู่อย่างนั้น บันดาสาใจจะขาดตามไปประคองด้วยความเป็นห่วงจับใจ โฉมสุรางค์เดินเข้ามา
       “ไม่ต้องกลัวหรอกพี่ พี่ก็รู้ดี ว่ายานี่ไม่ทำให้ใครตาย”
       “แต่มันจะทำลายสมองจนหมด เจ้าจะเจ็บปวดทรมานนัก”
       “พี่รู้วิธีรักษาอาการเจ็บปวดนี้นี่ พี่ก็เอาเขาไปรักษาสิ ฉันไม่ต้องการเขาแล้ว เพราะต่อจากนี้ ที่คุ้มเชียงแมนจะไม่มีเจ้าพงษ์สุริยันอีกต่อไป”
       อนิลทิตาในคราบโฉมสุรางค์นัยน์ตาวาววามเป็นประกาย
       
       หลายวันต่อมา งานศพเจ้าพงษ์สุริยันถูกจัดขึ้นในวัดไม่ไกลจากคุ้มนัก ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาสวดศพ โฉมสุรางค์นั่งหน้านิ่งอยู่ในงาน เจ้าดาเรศวิ่งมาหา หน้าตาเศร้าสร้อย
       “คุณแม่ขา”
       “อะไร”
       “เจ้าย่ามาแล้วค่ะ”
       
       รถยนต์หรูแล่นจอดนิ่งหน้าศาลา คนขับรถเปดประตูให้เจ้าศรีลัคนาก้าวลงมา โฉมสุรางค์กับเจ้าดาเรศรอรับอยู่
       โฉมสุรางค์ไหว้ทัก “สวัสดีค่ะ เจ้า”
       เจ้าศรีลัคนารับไหว้ แล้วหันไปหาหลานสาว “ดาเรศ มาหาย่ามาลูก”
       เด็กหญิงวิ่งไปย่า เจ้าศรีลัคนากอดไว้
       “พาย่าไปหาเจ้าพ่อหน่อยสิลูก”
       เจ้าดาเรศพาเจ้าศรีลัคนาออกไป เห็นได้ว่าเจ้าศรีลัคนาไม่ชอบหน้าสะใภ้เอาเลย โฉมสุรางค์หน้าตาบึ้งตึง
       
       ตกกลางคืน บันดาสากับโฉมสุรางค์กำลังคุยกันเรื่องเจ้าพงษ์สุริยันอยู่ในกระท่อม โฉมสุรางค์มีสีหน้าขรึม ส่วนบันดาสาเศร้า
       “งานศพเรียบร้อยไหมเจ้าคะ”
       “ก็เรียบร้อยดี ทุกคนเชื่อว่าเจ้าพงษ์สุริยันตายเพราะอุบัติเหตุรถคว่ำตกเหวจริงๆ ไม่มีใครสงสัย”
       “แล้วเจ้าแม่ของเจ้าพงษ์ล่ะเจ้าคะ”
       “ยายแก่นั่นไม่ชอบฉันอยู่แล้ว ไม่ว่าฉันจะพูดอะไร แกก็คงเหมาว่าเป็นความผิดของฉันอยู่ดี ที่ดูแลเจ้าพงษ์ไม่ดี”
       “เจ้าดาเรศคงเสียใจมาก”
       โฉมสุรางค์ชักโกรธ “พี่หยุดพร่ำรำพันเสียทีเถอะ เจ้าพงษ์สุริยันไม่ได้ตายจริงๆ เสียหน่อย”
       “ไม่ตายก็เหมือนตาย” บันดาสารำพึง “นี่เราจะต้องทำบาปทำกรรมอีกเท่าไรก็ไม่รู้ เมื่อไหร่ถึงจะพ้นเรื่องนี้ไปได้”
       โฉมสุรางค์บอกอย่างหนักแน่น “ขอเพียงให้ข้าได้พบกับสินธุอีกครั้ง ไม่ว่ามือจะต้องเปื้อนเลือดอีกมากน้อยเท่าไหร่ ข้าก็จะทำ เพื่อรอเขากลับมา”
       
       อนิลทิตาในรูปลักษณ์โฉมสุรางค์มีสีหน้าเด็ดเดี่ยวแววตาแข็งกร้าว มือกำสร้อยเหรียญท้าวเวสสุวัณที่คล้องคออยู่จนแน่น

AppleBEE (Member)

 อนิลทิตา ตอนที่ 3
       
       ทุกสรรพสิ่งแปรเปลี่ยนไปตามวันเวลาที่ล่วงเลยผันผ่านไปอีก ถึง 16 ปี แล้ว จะมีก็เพียง อนิลทิตา เท่านั้น ที่กาลเวลาทำอะไรเธอไม่ได้ และนางผู้เป็นอมตะยังคงเฝ้ารอคอย การมาถึงของชายคนรักด้วยใจอันมั่นคง
       
       ที่บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ เป็นบ้านรูปทรงทันสมัยหลังขนาดกลาง แม้จะมีบริเวณไม่กว้างขวางนัก แต่รายรอบบ้านก็เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ งอกงาม บรรยากาศร่มรื่น แสดงให้เห็นว่าผู้เป็นเจ้าของบ้าน เป็นคนรักและดูแลต้นไม้อย่างดี
       ภายในห้องครัว เจ้าของบ้าน ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมสัน ผมยาวระต้นคอ นามว่า จักรา กำลังผิวปากทำอาหารอย่างมีความสุข
       เขาจัดการรวนหมูสับ หั่นกระเทียม และซอยหอมอย่างทะมัดทะแมงคล่องแคล่ว จากนั้นก็หั่นกุนเชียง หมูยอ แฮม เป็นชิ้นเล็กๆ
       จักราตั้งกระทะใบเล็กบนเตา เทน้ำมันมะกอกลงไปรอจนร้อนพอดี จึงตอกไข่ลงในกระทะด้วยมือเดียวอย่างคล่องแคล่ว ปิดฝาอบให้ไข่นุ่ม เมื่อไข่เริ่มสุกก็ใส่เครื่องทั้งหมดลงไป โรยหน้าด้วยต้นหอมสวยงามน่าทาน
       สุรเดช ผู้เป็นน้องชายวัยรุ่นโผล่หน้าเข้ามาที่ประตูครัว ทำท่าสูดกลิ่นหอมของอาหารเข้าเต็มปอด
       “อารมณ์ดีแต่เช้าเลยนะพี่จักร กลิ่นอาหารเช้าพี่มันลอยไปเตะจมูกผมถึงในห้องนอนโน่น”
       จักราหันมาหาน้องวัยทีน หัวเราะขัน “นี่แหละวิธีปลุกเด็กวัยกำลังกินกำลังนอนอย่างแก เจ้าเดช”
       สุรเดชแกล้งโวยวาย “ว่าใครเด็กครับพี่ ผมจบปีสามมาหมาดๆ สอบเสร็จเมื่อวานนี้เอง พี่ชายผมแก่จนจำไม่ได้ว่าน้องชายโตเป็นหนุ่มแล้ว แถมยังหล่อซะด้วย อันนี้บอกเลย” เด็กหนุ่มทำท่าเก๊กหล่อ
       จักราแกล้งงอน “ว่าชั้นแก่ ก็ไม่ต้องกิน”
       “โห หัวก็ไม่ได้ล้านซะหน่อย ขี้ใจน้อยไปได้ พี่ชายสุดหล่อ...แต่น้อยกว่าผม นีสนึง”
       
       จักราและสุรเดชนั่งที่โต๊ะอาหารแล้ว บนโต๊ะมีจานไข่กระทะวางอยู่ พร้อมทั้งเครื่องปรุงครบครัน
       สุรเดชเปิดฝากระทะออกมา เผยให้เห็นไข่กระทะหน้าตาน่ากิน ไข่สุกกำลังดี สุรเดชเหยาะพริกไทย ใส่ซอส ตักกิน หน้าตามีความสุข
       “ไข่กระทะทรงเครื่องฝีมือพี่เดชนี่อร่อยสุดๆ ในโลกเลย”
       “อร่อยก็กินเข้าไป กินเสร็จแล้ว ไปฟาร์มกล้วยไม้กัน ปิดเทอมแล้วไปช่วยพี่ดูแลกล้วยไม้เลย งานยิ่งเยอะๆ อยู่”
       “ผมเพิ่งสอบเสร็จเองนะครับ ขอพักผ่อนสมองบ้างอะไรบ้าง” สุรเดชพูดด้วยน้ำเสียงประจบสุดชีวิต “พรุ่งนี้ผมขออนุญาตไปเที่ยวเชียงรายนะ นัดพวกไอ้พลไว้ว่าจะไปเดินป่ากัน”
       จักราทำน้ำเสียงกวนๆ ว่า “จะให้ไปดีมั้ยนะ”
       
       หลังมือเช้า สองหนุ่มพี่น้องนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น จักราเปิดกระเป๋าสตางค์หยิบเงินส่งให้ส่งสุรเดชห้าพัน ในกระเป๋าสตางค์ใบนั้นยังเห็นรูปสองพี่น้องกอดคอกันอย่างสนิทสนมรักใคร่
       “เอ้า พอมั้ย เผื่อๆไว้”
       สุรเดชไหว้ “พอครับ พี่ชายผมใจดีจัง ขอบคุณครับ”
       สุรเดชรับเงินมา เปิดกระเป๋าสตางค์เอาเงินใส่ เห็นในกระเป๋าสตางค์มีรูปเหมือนกับจักราอยู่ในนั้น
       “ดูแลตัวเองด้วยล่ะ”
       “คร้าบ... พ่อ เอ้ย พี่ ไม่ต้องห่วงน่า เดินป่ากันสี่หนุ่ม สบายมาก ไม่หลงทางแน่นอน”
       จักราขำความทะเล้นของน้องชาย มองสุรเดชด้วยสายตาเอ็นดู
       
       บ่ายวันนี้ 4 หนุ่ม สุรเดช พล แจ็ค และ วิน เพลิดเพลินอยู่กับธรรมชาติในป่าเขาเขียวขจี ไกลสุดลูกหูลูกตา
       สุรเดชสะพายเป้เดินป่ามากับเพื่อนอีก 3 คน ท่าทางเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เพราะเดินทางมาหลายชั่วโมงแล้ว อากาศก็ร้อนชื้นอบอ้าว ทั้ง 4 เดินมาถึงทางแยก มีป้ายบอกทาง ทางหนึ่งเขียนว่าเส้นทางไปแค้มป์ อีกทางหนึ่งเขียนว่าทางไปน้ำตก
       ทุกคนหยุดพักตรงทางแยกใต้ต้นไม้สูงใหญ่ ร่มครึ้ม ตกลงกันว่าจะไปทางไหนดี
       “กูว่าเราไปน้ำตกกันดีกว่ามั้ย ร้อนอบอ้าวอย่างนี้ ได้อาบน้ำให้สดชื่น ท่าจะดี” สุรเดชว่า
       พลท้วง “มันบ่ายแล้วนะโว้ย ไม่รู้ทางไปน้ำตกไกลแค่ไหน เดี๋ยวมันจะมืดก่อนน่ะสิ กูว่าเราไปที่ตั้งแค้มป์เลยดีกว่า”
       “ไอ้แจ็ค ไอ้วิน เอาไงดีวะ” สุรเดชหันมาถามความเห็นเพื่อนอีกสองคน
       “กูก็อยากอาบน้ำเหมือนกัน เหนียวตัวเต็มที” แจ็คเอาด้วย
       “ส่วนกูอยากเห็นน้ำตกว่าสวยขนาดไหน” วินว่า
       “โอเค สามเสียงชนะ ไปก็ไป” พลสรุป
       
       ในแนวป่าอันหนาทึบ สุรเดชและเพื่อนทั้งสามเดินอยู่บริเวณนั้น นั่นแสดงว่าสุรเดชและเพื่อนๆ อยู่ไม่ห่างจากอาณาเขตถ้ำของอนิลทิตานัก
       ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง ด้วยเป็นเวลาเย็นแล้ว
       “ไกลเหมือนกันนะนี่” พลว่า
       แจ็คบอก “เราหลงทางเปล่าวะ เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที”
       วินด่า “เฮ้ย เข้าป่าเขาห้ามพูดว่าหลงทาง มันเป็นลางไม่ดี”
       “ไหนๆ มาแล้วก็ต้องไปให้ถึง” สุรเดชเงี่ยหู เขาได้ยินเสียงน้ำตก “กูว่ากูได้ยินเสียงน้ำตกว่ะ คงไม่ไกลแล้ว รีบไปกันเถอะ” สุรเดชหันไปกระตุ้นเพื่อนๆ
       ทั้ง 4 คนเดินตามกันไป มีสุรเดชเดินรั้งท้าย จังหวะหนึ่งสุรเดชเดินสะดุดรากไม้ เขาก้มลงดูพบว่าเชือกผูกรองเท้าผ้าใบหลุด สุรเดชหยุดเดินก้มลงผูกเชือกรองเท้า แต่พอเงยหน้าขึ้นมากลับไม่เห็นเพื่อนทั้ง 3 คน แต่เห็นด้านหน้าเป็นดงไม้หนาทึบ
       “เฮ้ย”
       สุรเดชหันมองไปทางซ้าย ทางขวา ยิ่งตกใจ เมื่อเห็นว่าป่าทุกด้านเป็นดงไม้ทึบหนาตาเหมือนกันหมด สุรเดชลุกพรวด
       “ทำไมต้นไม้มันเหมือนๆ กันหมดอย่างนี้” เขาหันไปด้านหลังทางที่เดินมาเมื่อครู่ แต่มันหายไป กลายเป็นดงไม้หนาทึบแทน “ฉิบหายแล้ว” สุรเดชตะโกนลั่น “ไอ้พล ไอ้วิน ไอ้แจ๊ค วู้...พวกมึงอยู่ไหน รอกูด้วย”
       สุรเดชตัดสินใจวิ่งตะบึงลุยเข้าไปในดงไม้เบื้องหน้า
       
       สุรเดชเดินแหวกดงไม้หนาทึบไปอย่างหวั่นใจ กลอกตามองซ้ายแลขวา ไม่เห็นรอยทาง เห็นแต่ต้นไม้ใหญ่ ปากก็ตะโกนเรียกเพื่อน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับ
       สุรเดชแหงนมองดวงอาทิตย์พบว่าเริ่มเย็นมากแล้ว ในใจก็เริ่มหวาดกลัวมากขึ้น เด็กหนุ่มมองกลับลงมาในระดับสายตา เห็นอนิลทิตา ยืนอยู่ตรงหน้า
       อนิลทิตายืนทอดยิ้มลึกล้ำมาให้ในชุดสตรีเขมรโบราณ ดูสวยงาม ลี้ลับ และแฝงเร้นความน่ากลัวโดยประหลาด
       สุรเดชตกใจ ผงะถอย เขาสะดุดรากไม้ล้มลงไปกับพื้น ร้องลั่น
       “ผี”
       อนิลทิตาทอดยิ้มมาให้ เปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงหวานแต่ทรงอำนาจ “มองข้าให้เต็มตาก่อนเถิดภูติผีปีศาจหรือจะงามเช่นนี้”
       วินาทีนี้อนิลทิตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสุรเดช ชายหนุ่มนิ่งจังงัง ทันใดนั้นเองอนิลทิตาก็เป่าควันสีม่วงออกมาเบาๆ ใส่หน้าสุรเดช
       ครั้นพอควันจางหายไป ดวงตาสุรเดชที่แตกตื่นเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นหลงใหลใฝ่ฝัน ย่อมแน่ว่าเขาตกอยู่ใต้มนต์สะกดของอนิลทิตาแล้ว
       สุรเดชพูดเสียงของคนละเมอ “คุณเป็นใครกัน”
       “ข้าชื่อ อนิลทิตา”
       สุรเดชทวนชื่อในอาการเพ้อๆ “อนิลทิตา”
       “ตามข้ามาเถิด”
       อนิลทิตายื่นมือไปให้ สุรเดชยื่นมือไปจับตอบ อนิลทิตาออกเดิน สุรเดชเดินตามต้อยๆ
       
       เทือกเขาอันเป็นอาณาเขตของเขตคุ้มเชียงแมนตกอยู่ท่ามกลางแดดสวยยามเย็น อนิลทิตาจูงมือพาสุรเดชมาจนถึงบริเวณหน้าถ้ำ
       “ที่นี่ที่ไหนกัน”
       “คุ้มเชียงแมน”
       อนิลทิตาปล่อยมือสุรเดช ชายหนุ่มผวาตาม “คุณจะไปไหน”
       “รอตรงนี้ ข้าไม่ไปไหนหรอก”
       สุรเดชทำตามโดยดี อนิลทิตาเดินไปกดปุ่มกลไกเปิดปากถ้ำ ไม่ไกลนัก
       ประตูถ้ำเปิดออก ข้างในมืดจนมองไม่เห็นอะไรเลย อนิลทิตาเดินกลับไปหาสุรเดช ยื่นมือออกมาให้สุรเดชจับ พร้อมพูดว่า
       “มากับข้า”
       มือสุรเดชเกือบจะจับถึงมืออนิลทิตาแล้ว แต่มีเสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะขึ้นมาพอดี สุรเดชสะดุ้งสุดตัว อนิลทิตาเองก็ตกใจ สุรเดชหลุดจากมนต์สะกด เสียงโทรศัพท์ขาดหายไป เพราะสัญญาณไม่ดี
       สุรเดชมองอนิลทิตาด้วยความงุนงง
       “นี่มันอะไรกัน ผมมาที่นี่ได้ยังไง”
       อนิลทิตาชะงัก ตกใจ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง สุรเดชหยุดกดรับสาย
       “ฮัลโหล”
       
       พลกับเพื่อนๆ อยู่บริเวณที่ตั้งแค้มป์อีกมุมหนึ่งของป่า เขาดีใจที่สุรเดชรับสาย เพื่อนทั้งหมดเข้ามารุมฟัง
       พลร้อนใจปนดีใจ “เฮ้ยเดช มึงอยู่ไหนเนี่ย ทำไมเดินอยู่ เสือกหายไป”
       สุรเดชยังอยู่ในถ้ำหันมองรอบๆ ตัว “กูอยู่ที่” เขาตั้งใจจะหันไปถาม “คุณ... อ้าว”
       ชายหนุ่มงงมาก เมื่อพบว่าอนิลทิตาหายไปแล้ว
       เสียงพลดังออกมา “ฮัลโหล เดช ได้ยินรึเปล่า”
       “เออๆ ยังอยู่...ตอนนี้กูอยู่ตรงไหนไม่รู้ว่ะ กูตามคนมา” สุรเดชชะเง้อมองไปในถ้ำ แต่ไม่เห็นใคร
       “ตามใคร ตามไปทำไม”
       “นั่นน่ะสิ” สุรเดชนึกบางอย่างได้ “เออ จำได้คลับคล้ายคลับคลา เขาว่าจะพาไปคุ้มเชียงแมน”
       “คุ้มเชียงแมน อยู่ตรงไหนวะ”
       “ไม่รู้ว่ะ รู้แต่ว่ามันมีถ้ำ”
       ขาดคำท่อนไม้ตีเข้าที่หัวสุรเดชเต็มแรง
       “โอ๊ย”
       สุรเดชล้มทั้งยืนสลบคาที่ โทรศัพท์กระเด็นไปที่พื้นมุมหนึ่ง
       ไอ้โล้นยืนทะมึน ถือไม้อยู่ในมือ หน้าตาเย็นชา เสียงพลดังลอดออกมาจากโทรศัพท์ เขาได้ยินเสียงโอ๊ย ยิ่งตกใจ น้ำเสียงร้อนรน
       “เฮ้ย เดช เป็นไรว่ะ ตอบด้วย เดช เดช”
       ไอ้โล้นอุ้มร่างสุรเดชพาดไหล่เดินหายเข้าไปในความมืดมิดของถ้ำ
       ส่วนโทรศัพท์มือถือของสุรเดช มีเสียงสัญญาณโทร.เขาดังขึ้น ไม่หยุด ที่หน้าจอเป็นชื่อพลโทร.เข้ามาเป็นสิบๆ สาย
       
       ฝ่ายไอ้โล้นแบกร่างสุรเดชเข้ามาในถ้ำ เดินผ่านทางเดินที่มีคบไฟจุดบอกทางเป็นระยะๆ ในแสงสลัวนั้น ไอ้โล้นเดินไปที่ห้องขังเหยื่อ เป็นกรงที่ทำจากไม้ท่อนใหญ่อันแข็งแรง ด้านหลังของกรงเป็นผนังหินของถ้ำ ในกรงมีเหยื่อหนุ่มฉกรรจ์อีกสองคนนอนนิ่งดูออกว่าไม่มีแรง พวกเขาส่งเสียงดังออกมาไม่ดังนัก
       เป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหลงใหล “อนิลทิตา อนิลทิตา”
       
       ไอ้โล้นมองเข้าไปในกรงด้วยแววตาเย็นชาไร้ความรู้สึก มันเปิดประตูกรง เดินแบกร่างของสุรเดชเข้าไปวางลงที่พื้นถ้ำ แล้วออกมา ล็อกประตูด้วยกุญแจอย่างแน่นหนา



ค่ำคืนนั้น จักราคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน สีหน้าของเขาทั้งตกใจและกังวลมาก
       
       “เดชหายไป? หายไปได้ยังไง”
       พลโทร.มาจากบ้านพักเจ้าหน้าที่วนอุทยานในเชียงราย เด็กหนุ่มรู้สึกผิด ร้อนใจมาก
       “เราพลัดหลงกันในป่าครับพี่จักร ติดต่อได้ครั้งสุดท้าย บอกว่าจะไปคุ้มเชียงแมน แล้ว...”
       จักราพูดแทรกขึ้นมาอย่างร้อนใจ “คุ้มเชียงแมนอยู่ที่ไหน”
       “ไม่รู้ครับ มันพูดๆ อยู่ก็หายไป แล้วก็...”
       “แล้วอะไร”
       “ก่อนที่สายจะตัดไป ผมได้ยินเสียงมันร้อง เหมือนโดนใครทำอะไรน่ะครับ พี่ แล้วจากนั้น ก็ติดต่อมันไม่ได้อีกเลย”
       จักราวางสายจากพล อึ้ง
       “เดช เกิดอะไรขึ้นกับแก”
       จักรากดโทร.เข้าเบอร์สุรเดช
       เสียงในมือถือดังออกมาว่า “ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก”
       จักราเป็นห่วงน้องชายมากเหลือเกิน หน้าตาเขาเป็นกังวลชัดแจ้ง ชายหนุ่มพยายามโทร.ใหม่อีกหลายครั้ง แต่ผลก็ออกมาเหมือนเดิม
       
       ตอนเช้าของวันนี้ ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ภายในสนามบินสนามบินสุวรรณภูมิ แลเห็นผู้โดยสายกำลังลากกระเป๋าเดินทางเดินกันไปมา บ้างก็มีญาติมารอรับ
       ท่ามกลางผู้โดยสารเหล่านั้น มีหญิงสาวแต่งตัวสวยเก๋ทันสมัย ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาตามทาง หญิงสาวเดินมาเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดเดินและถอดแว่นดำออก เผยให้เห็นใบหน้าที่สวยงามชัดเจน เธอคือ เจ้าดาเรศ ณ เชียงแมน ในวัยเต็มสาว และเพิ่งเดินทางกลับจากเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ
       ดาเรศมองซ้ายมองขวาแล้วลากกระเป๋าเดินทางตรงไปทางประตู
       
       ครู่หนึ่งดาเรศเดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์สายการบินในประเทศเพื่อเช็ค อิน เธอยื่นบอร์ดดิ้งพาสของสายการบินให้ พนักงานรับไปแล้วตรวจดู
       “คุณ ดาเรศ ณ เชียงแมน”
       ดาเรศยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน
       “ค่ะ”
       “เดินทางไปเชียงราย เครื่องออกเวลาเที่ยงครึ่งนะคะ” พนักงานว่า
       ดาเรศยิ้มรับ
       “ส่วนกระเป๋าจะมีพนักงานมาจัดการให้ค่ะ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       “ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ”
       พนักงานยื่นบอร์ดดิ้งพาสคืนให้ ดาเรศรับแล้วเดินออกไป
       
       ดาเรศเดินคุยโทรศัพท์มาตามทางเดิน มือหนึ่งถือบอร์ดดิ้งพาส สอดส่ายสายตาดูโน่นดูนี่อย่างอารมณ์ดี เพราะได้กลับมาอยู่ในแผ่นดินเกิดแล้ว
       “ค่ะ พี่พงษ์ ดากำลังรอต่อเครื่องอยู่ ไม่ได้กลับมาเมืองไทยตั้งหลายปี อะไรๆ ก็ดูแปลกตาไปหมด”
       
       ส่วนอีกมุม จักราเดินสะพายเป้ใบใหญ่เดินมา ในมือถือบอร์ดดิ้งพาส ท่าทางเงียบขรึม แววตากังวลชัดแจ้ง เขามองไปข้างหน้าไม่ได้สนใจใคร ในมือถือแก้วกาแฟเพื่อดื่มแก้ง่วง
       ดาเรศคุยโทรศัพท์ เดินเลี้ยวมาตามทางแยก
       “อ้าว ที่คุ้มเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่เหรอคะ ไม่เห็นมีใครบอกดาเลย ค่ะๆ พี่พงษ์ส่งมาเลยค่ะ”
       ดาเรศก้มหน้าก้มตาเปิดดูเบอร์โทร.ที่ส่งเข้ามาที่โทรศัพท์ โดยไม่ทันมองทาง เลยเดินชนจักราอย่างจัง
       สองคนตกใจ “โอ๊ย” / “อุ๊ย”
       แก้วกาแฟในมือจักรากระฉอกเปื้อนเสื้อตัวเอง แถมบอร์ดดิ้งพาสในมือของทั้งสองคน ตกลงไปที่พื้น
       “ขอโทษค่ะ ขอโทษ ฉันไม่ทันมอง”
       จักราชักสีหน้าเอือมนิดๆ แต่ไม่ถือโทษ “ไม่เป็นไรครับ”
       สองคนต่างรีบก้มลงเก็บบอร์ดดิ้งพาส จักราเก็บอีกใบขึ้นมา ทั้งคู่ดูบอร์ดดิ้งพาสในมือตัวเองเห็นเป็นเที่ยวบินเดียวกัน แต่พออ่านชื่อแล้วสลับกัน
       “อันนี้ของคุณค่ะ ไม่ใช่ของฉัน”
       จักราส่งบอร์ดดิ้งพาสในมือคืนให้ เจ้าดาเรศรับมายิ้มแหยๆ เรื่องทำกาแฟหกรดเขา
       “ต้องขอโทษอีกทีนะคะ ฉันมัวแต่คุย ไม่ทันระวัง” หญิงสาวทำตาปริบๆ ท่าทีรู้สึกผิดอย่างจริงใจ “เสื้อคุณเปื้อนหมดเลย”
       จักราเห็นดาเรศหน้าจ๋อยสนิท อดขำไม่ได้ ต้องยิ้มให้
       “ไม่เป็นไรครับ ผมรู้ว่าคุณไม่ตั้งใจ”
       ดาเรศยังรู้สึกไม่ดี “แต่เสื้อคุณสิคะ จะซักออกหรือเปล่าก็ไม่รู้ คุณจะกรุณาให้ฉันผิดชอบค่าเสียหายได้ไหมคะ ฉันรู้สึกไม่ดีเลย”
       จักรามองเจ้าดาเรศนึกสงสาร ด้วยรับรู้ได้ว่าเธอรู้สึกผิดจริงๆ
       “ถ้าคุณอยากรับผิดชอบ เอางี้ก็แล้วกัน”
       
       ไม่นานนัก ดาเรศเดินถือกาแฟมาสองแก้ว กลับมาตรงมุมกาแฟ ในสนามบิน ตรงโต๊ะที่จักรานั่งรออยู่
       “นี่ค่ะ คาปูชิโน่ไม่ใส่น้ำตาล ตามที่คุณสั่ง”
       “ขอบคุณ...ถือว่าเราหายกันแล้วนะครับ”
       ดาเรศลงนั่ง ชวนคุยอย่างมีไมตรี “คุณจักราไปเที่ยวเชียงรายเหรอคะ”
       จักราขรึมลงนึกถึงน้องชายที่หายตัวไป “ไปธุระน่ะครับ” ชายหนุ่มตัดบท “แล้วคุณล่ะ”
       “ดากลับบ้านค่ะ บ้านดาอยู่เชียงราย”
       เจ้าดาเรศพูดอย่างสดใส ภูมิใจ จักรามองอย่างเอ็นดู
       
       รชา ชายหนุ่มลูกครึ่งรูปร่างสูงใหญ่ เขาใส่กางเกงวอร์มตัวเดียวเปลือยท่อนบน กำลังซ้อมมวยอยู่กับฝรั่งตัวโต ยิมขนาดเล็กของเมาเท่นรีสอร์ท แต่ทันสมัย มีเครื่องออกกำลังกายครบครัน แม้จะเสียเปรียบด้านรูปร่าง แต่รชาหลบหมัดของคู่ชกชายฝรั่งอย่างคล่องแคล่ว คอยหาจังหวะชกกลับไปจังๆได้หลายที รชาหลอกล่อ ฝรั่งเดินเข้าใส่ รชาอาศัยจังหวะสวนกลับ ฝรั่งเสียหลักล้มลงไปกองอยู่กับพื้น
       รชายื่นมือที่สวมนวมดึงคู่ชกขึ้นมา ฝรั่งคู่ชกยิ้ม
       “That’s it for today, Jack. I have to run”
       รชาเดินมาดื่มน้ำที่มุมหนึ่งในยิม โทรศัพท์ดัง รชากดรับ
       “ฮัลโหล ว่าไงไอ้จักร”
       จักรายืนคุยโทรศัพท์อยู่ที่บริเวณสายพานรับกระเป๋า
       “ผมมาถึงแล้ว พี่ชาอยู่ไหน”
       รชาเดินเข้าห้องอาบน้ำในยิม ตอบอย่างใจเย็น
       “กำลังจะออกไปรับ ใจเย็น เดี๋ยวถึง”
       
       พริบตานั้นเอง รชาขับรถจี๊ปห้อตะบึงมาด้วยความเร็วสูงราวกับจะบิน แล่นเลี้ยวลัดเลาะลงมาตามทางอันคดเคี้ยวอย่างบ้าระห่ำ ใบหน้ายิ้มร่าเริง ประสาคนไม่กลัวความตาย
       
       จักราสะพายเป้ยืนรอรชามารับที่หน้าสนามบินเชียงราย ชายหนุ่มมองไปเห็นเจ้าดาเรศลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เดินมาอย่างทุลักทุเล จักรามองอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจเดินเข้าไปช่วย
       “มันหนัก ผมช่วยดีกว่า”
       “ขอบคุณมากค่ะ”
       จักราลากกระเป๋ามาวางตรงทางออก
       “คุณจักรรอคนมารับหรือคะ”
       “ครับ แล้วคุณล่ะ กระเป๋าใบเบ้อเริ่ม จะไปยังไงจะติดรถไปกับผมไหม”
       ดาเรศยิ้ม ซาบซึ้งในน้ำใจ “อุ๊ย อย่าเลยค่ะ เกรงใจ บ้านดาอยู่ไกล เดี๋ยวดานั่งรถรับจ้างไปได้ค่ะ ไม่ได้กลับบ้านมานานอยากชมเมืองเสียหน่อย ขอบคุณนะคะ”
       รถจี๊ปเข้ามาจอดเอี๊ยดตรงที่จักรายืนอยู่ชนิดฝุ่นตลบ รชากดแตรเรียก คนมองกันทั้งสนามบิน
       ดาเรศขำ “อย่าบอกนะคะ ว่านั่นเพื่อนคุณ”
       จักราขำรชา “ห่ามอย่างนี้ไม่มีใครล่ะครับ เพื่อนผมแน่ๆ ไปก่อนนะครับ แล้วหวังว่าจะได้พบกันอีก”
       จักราเดินไปขึ้นรถจี๊ป เจ้าดาเรศโบกมือให้อย่างน่ารัก
       
       รชาขับรถแล่นมาตามถนน จักรานั่งอยู่ข้างๆ รชายิ้มกริ่มทำน้ำเสียงล้อๆ
       “ผู้หญิงคนเมื่อกี้ใครวะ”
       “คุณดาเรศ เจอกันโดยบังเอิญที่สุวรรณภูมิ เธอบอกว่าบ้านอยู่เชียงราย”
       “สวยดีนี่หว่า”
       “ผมมาตามหาน้องนะพี่ ไม่มีใจไปคิดเรื่องอื่นหรอก”
       
       พูดเรื่องนี้แล้วจักราถอนหายใจ ด้วยความกังวล



รถจี๊ปขับแล่นมาหยุดจอดที่ลานจอดรถ ใกล้ป้าย Mountain Resort ของรชา ที่นี่เป็นรีสอร์ทขนาดกลาง ตกแต่งสไตล์แอดเวนเจอร์ สองหนุ่มก้าวลงจากรถ จักรากวาดสายตามองรีสอร์ทอย่างสนใจ
       
       “เมาน์เทนรีสอร์ทยินดีต้อนรับ” รชายิ้มต้อนรับ
       “ไม่ได้มาตั้งหลายปี ยังเหมือนเดิมเลยนะพี่”
       “ลูกค้าฉันส่วนใหญ่มีแต่ฝรั่ง ที่ชอบมาเที่ยวแบบผจญภัย ปีนหน้าผา ขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก ไม่ได้เน้นความหรูหราอะไรมาก”
       รชากวักมือเรียกพนักงานรีสอร์ทที่เดินผ่านมา พลางหันมาพูดกับจักรา
       “เอาเป้แกให้พนักงานไปเก็บไป” จักราปลดเป้ส่งให้พนักงาน รชาหันไปพูดบอก “เอาไปเก็บในห้องพักแขกพิเศษด้วย”
       
       รชาพาจักรามานั่งที่ค็อฟฟี่ช็อปของรีสอร์ท เป็นมุมเด่นน่านั่งใต้ต้นไม้ร่มรื่น
       “ไหนเล่าให้ฟังชัดๆ หน่อยซิ เดชมันหายตัวไปได้ยังไง”
       “มันมาเดินป่ากับเพื่อนที่คณะ เพื่อนมันบอกว่า เดินๆ อยู่ไอ้เดชก็หายไป ครั้งสุดท้ายที่ติดต่อได้ มันบอกเพื่อนว่ามันจะไปที่คุ้มเชียงแมน”
       รชาสะดุดหู รำพึงออกมา “คุ้มเชียงแมน เอ...ชื่นคุ้นๆ คุ้มเชียงแมน”
       รชานิ่งคิด ทันใดนั้น เสียงหวานเจื้อยแจ้วก็ดังเข้ามา
       “กาแฟสดมาแล้วค่า...”
       เจ้าของเสียงเป็น ระจิต น้องสาวรชา สาววัยรุ่นอินเทรนด์ ใส่กางเกงขาสั้น แต่งตัวเปรี้ยวเหมือนวัยรุ่นเมืองกรุง ระจิตถือถาดกาแฟสดมาวางให้จักราบนโต๊ะ ยิ้มหวานทักจักราอย่างสนิทสนม
       “ของพี่จักร คาปูชิโน่ไม่ใส่น้ำตาล ใช่ไหมคะ”
       จักรามองระจิต ด้วยท่าทีแปลกใจ “รู้ได้ยังไงครับ”
       ระจิตงอนใส่ “โห...พี่จักรจำหนูไม่ได้เหรอคะ”
       “ไอ้จักร นี่ระจิต น้องสาวฉันไง” รชาแนะนำ
       จักราทำท่านึก แล้วจำได้ “อ๋อ จำได้ล่ะ เมื่อก่อนตัวเล็กๆ ไม่ได้เจอซะหลายปี”
       รชากัดต่อคำให้ “ก็ยังเตี้ยสั้นเหมือนเดิม”
       ระจิตค้อนควัก “โห...พี่ชาอ่ะ มาว่าเขา…ตัวเล็กๆ น่ารักจะตาย จริงไหมคะพี่จักร”
       “แกมาก็ดีแล้ว ถามหน่อยสิ เคยได้ยินชื่อคุ้มเชียงแมนไหม”
       ระจิตนิ่งคิดครู่หนึ่ง “เอ...อ๋อ เหมือนเคยมีเพื่อนเม้าท์ให้ฟังน่ะค่ะ เขาว่ายัยเจ้าของคุ้มน่ะสวยมาก แล้วก็รวยมากด้วย แต่ทำตัวลึกลับยังกับแวมไพร์ ไม่ค่อยออกเจอะเจอใคร”
       “แล้วมันอยู่ตรงไหน ระจิต ทำยังไง เราถึงจะเข้าไปที่นั่นได้”
       ระจิตยิ้ม ทำท่าราวกับเป็นคนกำความลับสำคัญ จักรารอฟังดูมีความหวัง และหมายมั่นในการตามหาสุรเดชมาก
       
       อีกฟาก รถรับจ้างแล่นมาจอดหน้าคุ้มเชียงแมน เจ้าดาเรศลงมาจากรถคันนี้ คนขับรถลงมาช่วยยกกระเป๋าส่งให้ แล้วขับรถออกไป
       เจ้าดาเรศมองไปรอบๆ คุ้ม มองไปยังเรือนหลังใหญ่ ที่จากไปแสนนานด้วยความคิดถึง เจ้าดาเรศ พบเห็นว่าหลายอย่างเปลี่ยนไป ท่ามกลางความใหญ่โตของคุ้ม ดูลึกลับ ต้นไม้ใหญ่ปกคลุมไปทั่ว ขณะกำลังมองสำรวจอยู่นั้น ไอ้โล้นก็มายืนอยู่ข้างหลัง เจ้าดาเรศรู้สึกมีคนยืนอยู่ข้างหลัง
       เสียงไอ้โล้นคำรามว่า “มาหาใคร”
       เจ้าดาเรศหันไปเห็นก็ตกใจ ร้องอุทานเบาๆ
       “อุ๊ย” แล้วก็จำได้ “โล้นใช่ไหมจ๊ะ ฉันดาเรศไง จำฉันได้ไหม”
       “ครับ” ไอ้โล้นยืนนิ่ง ทำหน้าดุ
       เจ้าดาเรศยิ้มแย้มร่าเริง “อ้าว จำได้แล้วก็ช่วยยกกระเป๋าหน่อยสิจ๊ะ มันหนัก มาคราวนี้ ฉันขนของกลับมาเพียบเลย จะไม่กลับ ไปเมืองนอกอีกแล้ว”
       เสียงกระถิน สาวใช้ และเพื่อนเล่นสมัยเป็นเด็ก “มีอะไรหรือโล้น ใครมาน่ะ”
       เจ้าดาเรศมองไปทางเสียง เห็นกระถิน หัวหน้าคนดูแลคุ้มเดินออกมา กระถินแต่งตัวด้วยชุดสาวพื้นเมืองแต่ดูสวยเด่นกว่าคนอื่นๆ เจ้าดาเรศทักยิ้มแย้ม
       “ฉันเองจ้ะ กระถิน”
       “เจ้าดาเรศ” กระถินดีใจ “สวัสดีค่ะเจ้า โอ้โห มายังไงคะเนี่ยไม่บอกไม่กล่าว นี่คุณโฉมรู้หรือเปล่าคะ”
       “ไม่จ้ะ แต่กระถินอย่าเอะอะไปนะ ฉันจะเซอร์ไพรส์คุณแม่”
       เจ้าดาเรศหัวเราะคิกคัก นึกสนุก ส่วนกระถินมีสีหน้าลำบากใจ แต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
       
       ที่ห้องลับ ลึกเข้าไปภายในห้องนอนโฉมสุรางค์ ยามนี้
       อนิลทิตาในคราบโฉมสุรางค์นั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องลับนี้ เบื้องหน้ามีแท่นชุดบูชาเจ้าแม่กาลีตั้งตระหง่านอยู่ ใกล้ๆ ที่บูชามี เจ้าตองเหลือง งูเหลือมยักษ์เลื้อยออกมา โฉมสุรางค์ยกมือที่มีรอยเหี่ยวย่นนิดๆ ขึ้นมาดู
       “คืนนี้เป็นคืนเพ็ญ ได้เวลาที่ข้าจะต้องอาบน้ำเลือดอีกครั้งแล้ว”
       น้ำเสียงเริงร่าของเจ้าดาเรศดังลอดเข้ามาในนี้ “คุณแม่ขา คุณแม่ ยู้ฮู”
       โฉมสุรางค์นิ่วหน้า ลุกขึ้น แล้วเดินออกมา
       
       โฉมสุรางค์แหวกม่านที่กั้นระหว่างห้องบูชาออก เดินเข้ามาที่ห้องนอน พร้อมๆ กับที่เจ้าดาเรศเปิดประตูเจ้ามาร้องทักเสียงดีใจ
       “คุณแม่”
       โฉมสุรางค์ตกใจมากกว่าดีใจ เสียงแข็งนิดๆ “ดาเรศ ! มาได้ยังไง ทำไมไม่บอกก่อน”
       เจ้าดาเรศชะงักนิดหนึ่ง กับน้ำเสียงเหมือนตำหนิกลายๆ โฉมสุรางค์รู้ตัวจึงพูดกลบเกลื่อน น้ำเสียงอ่อนลง
       “แม่จะได้ส่งคนไปรับ”
       เจ้าดาเรศโผเข้าไปกอดโฉมสุรางค์ไว้อย่างประจบ
       “ดากะจะทำให้คุณแม่แปลกใจน่ะค่ะ”
       โฉมสุรางค์ยอมให้เจ้าดาเรศกอด แต่ไม่ได้กอดตอบใบหน้าฝืนยิ้ม กระถินสังเกตเห็น รู้สึกแปลกที่โฉมสุรางค์ไม่ดีใจเท่าที่ควร
       “แปลกใจ...แปลกใจมาก” โฉมสุรางค์ตัดบท “มาเหนื่อยๆ ไปพักก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยคุยกัน” พลางหันไปพูดกับกระถิน “กระถิน ให้แม่บ้านมาเปิดห้องให้คุณดาด้วย ทำความสะอาดให้เรียบร้อยละ”
       “ค่ะ”
       ดาเรศยืนงง กระถินเรียก
       “ไปค่ะ เจ้า”
       “จ้ะ” ดาเรศเดินออกไป
       กระถินลอบมองดูท่าทางโฉมสุรางค์ด้วยความสงสัย เพราะนอกจากจะไม่ค่อยดีใจที่ลูกสาวกลับมา หน้ำซ้ำประมุขคุ้มเชียงแมน ยังมีท่าทางกังวลอย่างเห็นได้ชัด
       
       กระถิน พร้อมด้วย แอ๋ว และอ๋อย ถืออุปกรณ์ทำความสะอาดเดินกลับมาที่เรือนคนใช้ กระถินเปิดฉากเมาท์
       “น่าสงสารเจ้านะ อุตส่าห์อยากมาเจอคุณแม่ แต่คุณโฉมทำเช้ยเฉย ไม่ยักดีใจเท่าไหร่ที่ลูกสาวกลับจากเมืองนอก”
       “ก็คงจะจริง ที่เขานินทากันว่าคุณโฉมไม่ค่อยรักลูกเท่าไร” แอ๋วบอก
       “นั่นสิ พอเจ้าพงษ์สุริยันเสีย เจ้าศรีลัคนา เจ้าแม่ของเจ้าพงษ์สุริยัน ถึงต้องพาเจ้าดาเรศไปอยู่เมืองนอกด้วย” อ๋อยว่า
       “ฮื่อ จริง ฉันก็พอจะจำได้คลับคล้ายคลับคลา ว่าตอนเจ้าดาเรศยังเด็ก คุณโฉมก็ไม่สนใจใยดีเท่าไหร่ ยังกับไม่ใช่แม่ลูกกันงั้นแหละ”
       กระถินมีสีหน้าครุ่นคิดและแปลกใจไม่หาย
       ส่วนโฉมสุรางค์ลงนั่งที่หน้ากระจกในห้องนอนอย่างหงุดหงิด
       “มาวันไหนไม่มา ดันมาเอาวันนี้ น่ารำคาญจริง”
       
       ที่กระท่อมที่พักของบันดาสา ซึ่งเป็นกระท่อมเก่าๆ ทรุดโทรมทำด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงจาก กระท่อมนี้ตั้งอยู่ในดงไม้รกเรื้อหลังคุ้มเชียงแมนห่างไกลจากบ้านผู้คน
       ไอ้โล้นแวะมาหา และส่งปิ่นโตกับข้าวมื้อเย็นให้บันดาสา
       “ข้าว กินซะ”
       บันดาสารับมา “ขอบใจ โล้น”
       ไอ้โล้นหันหลังจะกลับ แต่ถูกบันดาสาคว้าตัวไว้
       “เดี๋ยวก่อน โล้น ฉันได้ยินว่า เจ้าดาเรศกลับมาแล้วใช่มั้ย”
       “ใช่”
       บันดาสายังยิ้มดีใจค้างอยู่ “เธอคงโตขึ้นมาก หน้าตาจะสะสวยแค่ไหน ข้าอยากไปเจอเธอเหลือเกิน”
       ไอ้โล้นเสียงเข้ม “ไม่ได้ นายไม่ให้เข้าไปในเขตคุ้ม จำไม่ได้รึไง”
       บันดาสานึกได้ หน้าสลดลง แต่ในใจยังอยากเจอลูกสุดหัวใจ
       
       พระจันทร์เต็มดวงแลเห็นเด่นชัดจากจากปล่องในถ้ำ บอกให้รู้ว่า ราตรีนี้เป็นคืนครบกำหนดที่อนิลทิตาจะต้องอาบน้ำเลือดอมฤตอีกครั้ง
       สุรเดชฟื้นขึ้นมาอย่างงงๆ นึกทบทวนเหตุการณ์ เขารู้สึกเจ็บที่ท้ายทอย พอยกมือคลำดูจึงรู้ว่าเนื้อบริเวณนั้นปูดขึ้นมาเป็นก้อนใหญ่ สุรเดชพยายามปรับสายตาให้เข้ากับแสงสลัวๆ กวาดตามองไปรอบๆ จนเห็นร่างชายหนุ่มสองคนนอนนิ่งอยู่ในห้องขังนี้ด้วย สุรเดชตกใจรีบตั้งสติ สังเกตเห็นอีกว่าชายทั้งสองคนยังมีลมหายใจ แต่อ่อนแรงเต็มทน สุรเดชไม่กล้าปลุก ลุกขึ้นเงียบๆ เดินสำรวจไปทั่วห้องขังเพื่อหาทางหนี
       สุดท้ายเดินไปดูที่ประตู เห็นโซ่และแม่กุญแจคล้องอยู่อย่างแน่นหนา เขาลองเขย่าดูก็รู้ว่ามันแข็งแรงมาก ไม่มีทางพังออกไปได้ง่ายๆ สุรเดชกำลังจะเดินไปดูผนังถ้ำด้านหลัง แต่มีเสียงฝีเท้าคนเดินมา สุรเดชตกใจ รีบแกล้งนอนสลบตรงที่เดิม
       สักครู่หนึ่ง ไอ้โล้นไขกุญแจเปิดประตูห้องขัง สุรเดชแอบหรี่ตาดู พยายามคิดหาหนทางหนี
       ไอ้โล้นเดินมาหยุดตรงร่างสุรเดช มันมองดูว่าฟื้นหรือยัง สุรเดชเกร็งไปทั้งร่าง หายใจไม่ทั่วท้อง แล้วโล้นก็เดินผ่านสุรเดชไปที่เหยื่อคนถัดไป
       สุรเดชตัดสินใจในชั่วพริบตา ฉวยจังหวะที่ไอ้โล้นไม่ทันระวังตัว ลุกพรวดพราดขึ้นวิ่งกระแทกไอ้โล้นจนมันล้มลง แล้ววิ่งหนีออกไปโดยไม่เหลียวหลัง ปากก็ร้องตะโกนก้องไปทั้งถ้ำ
       “ช่วยด้วย ใครได้ยินผมไหมครับ ช่วยด้วย”
       ไอ้โล้นลุกขึ้นได้ จะวิ่งตามสุรเดชไป แต่เหยื่ออีกคนขยับตัว เกาะแข้งขา มันเลยต้องเสียเวลาจัดการ แล้วล็อคประตูห้องขังก่อนจะวิ่งตามไป
       
       สุรเดชวิ่งกระเซอะกระเซิงมาตามทางเดินในถ้ำ เหลียวหาทางออก เสียงไอ้โล้นคำรามดังตามหลังมา สุรเดชหันไป เห็นโล้นวิ่งไล่กวดตามใกล้เข้ามา สุรเดชตัดสินใจผลักที่ตั้งคบไฟให้ล้มขวางทาง ไอ้โล้นจึงต้องเสียเวลาจัดการกับคบไฟ เพื่อไม่ให้ไหม้ลุกลาม
       
       ฟากอนิลทิตาในรูปลักษณ์ของโฉมสุรางค์นั่งนิ่งอยู่ที่หน้ากระจกในห้อง นอน รอคอยเวลา นางยกมือแตะใบหน้าที่เริ่มเหี่ยวย่น แล้วจับผมที่เริ่มหงอกขาว นึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนบ่าย
       ที่มุมลับตาคน โฉมสุรางค์สั่งการให้ไอ้โล้นเตรียมพิธีอาบน้ำเลือดอมฤตคืนนี้
       “ไอ้โล้น คืนนี้เป็นคืนเพ็ญ แกรีบไปจัดการเหยื่อให้เรียบร้อย”
       “ครับนาย”
       โฉมสุรางค์ลุกเดินออกไปจากห้อง เจอเจ้าดาเรศที่หน้าห้อง
       “คุณแม่จะไปไหนคะ”
       “ไปธุระ” โฉมสุรางค์ตอบเสียงห้วน
       
       “ให้ดาไปด้วยนะคะ”
       โฉมสุรางค์ ดุด้วยน้ำเสียงเย็นชา “จะไปทำไม” แต่พอเห็นเจ้าดาเรศหน้าเสีย น้ำเสียงก็เลยอ่อนลง “อยู่บ้านเถอะ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน”
       เจ้าดาเรศอึ้งไป “ค่ะ คุณแม่”
       โฉมสุรางค์เดินลงจากระเบียงไปเลย เจ้าดาเรศมองตาม รู้สึกเสียใจนิดๆ ที่แม่เย็นชาและไม่ให้ตามไป
       
       ทางด้านสุรเดชวิ่งกระหืดกระหอบมาในป่าที่มืดสลัวโดยไม่รู้ทิศทาง ไอ้โล้นวิ่งตามมาจวนจะถึงตัวอยู่แล้ว สุรเดชรวบรวมกำลังเท่าที่มีวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต
       สุรเดชเหนื่อยหอบ ไอ้โล้นวิ่งตามมาทัน มันกระโดดตะครุบตัวของสุรเดชเอาไว้ได้ ร่างของสุรเดชล้มกลิ้ง สุรเดชดิ้นเท่าไรก็ไม่หลุด เพราะไอ้โล้นมีแรงมากกว่า สุรเดชจึงฟันศอกใส่ไอ้โล้นอย่างแรง หลุดออกมาได้ รีบลุกขึ้นวิ่งต่อไป
       ไอ้โล้นลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว มันกระโดดคว้าตัวสุรเดชไว้ได้อีกครั้ง สุรเดชรวบรวมกำลังสุดท้ายเหวี่ยงไอ้โล้นสุดแรงจนหัวมันชนต้นไม้ ไอ้โล้นมึน สุรเดชฉวยจังหวะวิ่งหนีพ้นอาณาเขตป่า ขึ้นสู่ถนนใหญ่
       
       ที่มุมหนึ่งของถนนใหญ่ซึ่งสองข้างทาง เป็นราวป่ารกครึ้มบริเวณคุ้มเชียงแมน รชาขับรถพาจักรามาในบริเวณนี้ ตามคำขอของจักรา แต่ไม่วายบ่น
       “ที่บริเวณนี้ทั้งหมด เป็นของคุ้มเชียงแมน แต่แกจะมาดูอะไรตอนนี้วะ มืดๆ ค่ำๆ จะมองเห็นอะไร
       “ก็มาดูลาดเลาไว้ก่อน ผมไม่อยากปล่อยให้เวลาผ่านไปเปล่าๆ”
       “แกคิดว่าน้องชายแกอยู่ในคุ้มเชียงแมนงั้นหรือ”
       “ผมไม่รู้ แต่ผมสังหรณ์ใจว่าเดชมันจะได้รับอันตราย แล้วนี่ก็เป็นเบาะแสเดียวที่ผมมี”
       
       ขณะที่รถจี๊ปรชาแล่นมาตามถนนท่ามกลางแสงของคืนพระจันทร์เต็มดวง สองข้างทางยังเป็นแนวป่ารกครึ้ม
       จู่ๆ ก็มีร่างตะคุ่มๆ ร่างหนึ่งพรวดพราดออกมาตัดหน้ารถจี๊ปอย่างกะทันหัน รชาตกใจ เหยียบเบรคดังเอี๊ยด ลั่นถนน
       ใบหน้าของสุรเดชที่ถูกรถชนต้องแสงจันทร์และแสงไฟหน้ารถ ขณะหันหน้ามายังกระจกหน้ารถ สองหนุ่มมองเห็นหน้าสุรเดชชัดเจน
       จักราที่นั่งอยู่ข้างๆ รชา ตกตะลึงถึงขีดสุดเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
       ร่างของสุรเดชกลิ้งหล่นลงจากหน้าหม้อรถ
       จักราเปิดประตูวิ่งพรวดลงไปดู พลิกร่างสุรเดชหงายขึ้นมา ทั้งตกใจ แปลกใจ
       “เฮ้ย เดช”
       จักรายิ่งตกใจเมื่อเห็นสภาพมอมแมมของน้องชาย แถมที่มุมปากยังมีเลือดสดไหลรินออกมาอีกด้วย รชาวิ่งตามมาดูอีกคน
       “นี่มันน้องแกนี่หว่า”
       จักราเขย่าร่างสุรเดชเรียกสติให้รู้ตัว “เดช! เดช!”
       สุรเดชแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น รชามีสติมากกว่า จึงบอกจักราว่า
       “รีบพาเดชไปโรงพยาบาลกันเถอะ”
       รชาช่วยจักราอุ้มร่างสุรเดชขึ้นรถ แล้วขับรถทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
       
       โฉมสุรางค์มาถึงถ้ำรู้เรื่อเข้าก็ตบหน้าไอ้โล้นฉาดใหญ่ด้วยความโมโหสุดขีด
       “ปล่อยให้มันหนีไปได้ยังไง ไอ้โล้น”
       ไอ้โล้นก้มหน้านิ่ง ไม่พูดอะไร
       “ถ้ามันรอดไปได้ แล้วความลับเรารั่วไหล ฉันจะทำยังไง”
       
       อมนุษย์ ทาสผู้ซื่อสัตย์ก้มหน้านิ่ง ไหล่ลู่ลงข้างตัวท่าทางหวาดกลัวสุดขีด ขณะที่โฉมสุรางค์กลุ้มใจและกังวลเป็นอย่างหนัก



บริเวณหน้าห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลค่ำคืนนี้ จักรายืนมองร่างน้องชายผ่านกระจกหน้าห้องด้วยความเป็นห่วง เห็นทั้งหมอ และพยาบาลกำลังช่วยกันรักษาอาการของสุรเดชอย่างเร่งด่วน พยาบาลคนหนึ่งเปิดประตูห้องออกมาอย่างเร็ว จนเกือบกระแทกกับจักรา
       
       “ขอทางหน่อยนะคะ”
       จักราถอยห่างออกมาจากหน้าห้องฉุกเฉิน แต่ก็ไม่ไปไหนไกล เดินงุ่นง่านอยู่แถวนั้น
       “นั่งลงก่อนเถอะวะจักร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอเขา”
       จักราเป็นห่วงน้องไม่คลาย “เดชมันไปทำอะไรแถวนั้น”
       “ดูจากท่าทาง เหมือนมันวิ่งหนีอะไรมา” รชาตั้งข้อสังเกต
       “นั่นสิพี่ เดชมันวิ่งหนีอะไร” จักราค้างคาใจมาก
       
       โฉมสุรางค์กลับเข้าห้องลับ เข้าสู่สมาธิต่อหน้าเทวรูปเจ้าแม่กาลี ได้ยินเสียงท่องมนตราภาษาประหลาดดังขึ้นๆ และแล้วอนิลทิตา ในเสื้อผ้าอาภรณ์สตรีโบราณเหมือนเมื่อ 300 ปีก่อน ก็ค่อยๆ ลุกออกจากร่างของโฉมสุรางค์
       
       ส่วนสุรเดชยังนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง มีจักราและรชายืนดูอาการอยู่ด้วยความเป็นห่วง หมอเจ้าของไข้ ตรวจอาการอยู่สักครู่ จึงหันมาทางสองหนุ่ม
       “คนไข้ปลอดภัยแล้วครับ มีอาการฟกช้ำที่หัวและตามตัวแล้วก็ขาดน้ำ หมอทำแผลและฉีดยาบำรุงให้ พรุ่งนี้คงจะดีขึ้น ไม่มีอะไรแล้ว หมอขอตัวก่อนนะครับ
       “ครับ ขอบคุณครับคุณหมอ”
       หมอเดินออกไป จักรานั่งลงที่ข้างเตียงมองดูน้องชายอย่างเป็นห่วง รชาเดินเข้ามาจับหัวไหล่ บีบเบาๆ ปลอบ และให้กำลังใจ
       จักราหันไปพูดกับรชา “เดี๋ยวผมจะอยู่เฝ้าเดชที่นี่ ไม่อยากทิ้งไว้คนเดียว”
       “โอเค งั้นฉันกลับบ้านก่อน พรุ่งนี้จะมาหาแต่เช้า”
       จักราพยักหน้ารับ หันกลับไปมองสุรเดช ขณะที่รชาเดินออกไป
       จักรามองร่างไร้สติลูบแขนน้องชาย ด้วยความสงสารและห่วงใย อยากให้น้องรู้สึกตัวไวๆ เมื่อไม่เห็นว่าสุรเดชจะมีท่าทีฟื้นตื่นขึ้นมา จักราถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม แล้วลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ สุรเดช ยังคงนิ่งอยู่บนเตียง
       
       จักราวักน้ำลูบหน้าด้วยความกลัดกลุ้ม
       “เดช ใครทำอะไรแก”
       
       อนิลทิตาปรากฏร่างขึ้นข้างเตียง มองสุรเดชที่นอนนิ่งอยู่ แล้วเป่าควันสีม่วงใส่ที่หน้า สุรเดชค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา มองเห็นอนิลทิตารางๆ แล้วค่อยๆ ชัดขึ้นๆ สุรเดชเผยอยิ้มอย่างหลงใหล
       “อนิลทิตา”
       สุรเดชเอื้อมมือไปหมายจับตัวอนิลทิตา แต่อนิลทิตาเคลื่อนตัวถอยห่างออก ยิ้มยั่วยวน
       “มากับข้าเถิด”
       อนิลทิตาหันหลังให้สุรเดช แล้วเดินหายไปตรงประตู สุรเดชลุกจากเตียงเปิดประตูเดินโผเผตามไป
       จักราเดินออกจากห้องน้ำ ตกใจมากเมื่อพบว่าสุรเดชไม่ได้นอนอยู่บนเตียงเหมือนเก่า เขาถลาไปที่ประตูห้องเปิดออกไป และเห็นสุรเดชกำลังวิ่งตามหลังอนิลทิตาไปไวๆ แต่จักราไม่เห็นอนิลทิตา จักราวิ่งตามน้องชายไปทันที
       
       จักราพยายามวิ่งตามสุรเดชขึ้นไปตามบันไดหนีไฟขึ้นไปยังดาดฟ้า ปากก็ตะโกนเรียกไม่หยุด
       “เดช…เดช” แต่สุรเดชไม่ยอมหัน “เดช แกได้ยินพี่ไหม เดช หยุดนะ”
       แต่สุรเดชไม่สนใจเสียงเรียกของจักรา จดจ่อกับการไล่ตามอนิลทิตาไปอย่างไม่ลดละ
       “อนิลทิตา”
       จักราตามหลังสุรเดชไป แต่ทิ้งระยะห่างพอสมควร
       
       สุรเดชยืนอยู่ริมขอบตึก โดยหันหน้าออกไป สุรเดช เห็นอนิลทิตายืนยิ้มอยู่กลางอากาศ สุรเดชเคลิ้มคล้อยอยู่ในมนต์สะกด
       “อนิลทิตา”
       อนิลทิตายิ้มหวานมาให้สุรเดช นางยื่นมือออกมาเหมือนจะหลอกล่อให้สุรเดชจับ
       “มาหาข้าเถิด ยอดรัก”
       สุรเดชถลาไปตามเสียงเรียก ปากร้องดังก้อง
       “อนิลทิตา”
       จักราวิ่งตามสุรเดชขึ้นมาบนดาดฟ้า ทันเห็นร่างน้องชายลอยละลิ่วลงจากขอบตึก โดยไม่เห็นอนิลทิตา
       “เดช…อย่า”
       สุรเดชโอบกอดอนิลทิตาอยู่ เขายิ้มแย้มเคลิ้มฝัน
       จักรามีสีหน้าตกใจสุดขีด วิ่งเข้าไปหาน้องชายเพื่อจะจับตัวไว้แต่ไม่ทัน ร่างสุรเดชลอยละลิ่วตกตึกไปต่อหน้าต่อตาเขา
       จักราช็อก ตกใจสุดขีด ร้องตะโกนก้อง “ไม่...”
       จังหวะนี้เอง อนิลทิตาซึ่งโอบประคองร่างสุรเดชลอยลงจากตึก มองไปเห็นจักราเต็มๆ ตา อนิลทิตามีสีหน้าตื่นตะลึงสุดขีด
       
       โฉมสุรางค์กำลังนั่งสมาธิถอดวิญญาณอยู่ในห้องลืมตาขึ้นทันควัน สีหน้าตกตะลึง
       “สินธุ”
       
       โฉมสุรางค์เอาเรื่องมาบอกบันดาสาในตอนเช้าตรู่ เธอถลาเข้ามาเขย่าตัวบันดาสา ด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจอย่างระงับอาการไม่อยู่
       “ใช่เขาแน่ ๆ พี่บันดาสา! สินธุเขากลับชาติมาเกิดแล้ว..ในที่สุดข้าก็ได้พบเขา ได้พบเขาจริงๆ”
       “แม่หญิงแน่ใจรึว่าเป็นเขา”
       “แน่ใจที่สุด...” โฉมสุรางค์ยิ้มพรายก้มลงกำเหรียญท้าวเวสสุวัณของสินธุเอาไว้แน่น สีหน้าเพ้อฝัน “ข้าจำเขาได้ไม่มีผิด...ข้ารอเขามานานเหลือเกิน สามร้อยปี และคราวนี้จะไม่ยอมให้เขาไปไหนอีก ความรักของเรากำลังจะสมหวัง เราจะต้องได้อยู่ด้วยกัน วันที่ข้ารอคอยมาถึงแล้ว”
       “แต่แม่หญิงเพิ่งฆ่าเหยื่อ น้องชายเขา ตายไปต่อหน้าต่อตาเขา”
       โฉมสุรางค์ชะงักงันไปครู่หนึ่ง แต่แล้วก็พูดออกมาอย่างมั่นใจ “แต่เขาไม่เห็นข้าหรอก” น้ำเสียงนางเหมือนมั่นใจมากขึ้น “และเขาก็จะไม่มีวันรู้ด้วยว่าข้าเป็นคนทำ พี่บันดาสาอย่าห่วงเลย”
       “ถ้ามั่นใจเช่นนั้น ข้าก็ดีใจด้วย ที่แม่หญิงกำลังจะสมหวัง” บันดาสาจับแขนโฉมสุรางค์ พร้อมกับยิ้มให้ แต่ลึกๆ ยังกังวลอยู่
       “คราวนี้ข้าจะต้องสมหวังแน่ ข้าจะทำทุกวิถีทางให้สินธุมาอยู่กับข้าโดยเร็วที่สุด ไม่มีอะไรที่จะมาขวางได้”
       สีหน้าและแววตาโฉมสุรางค์มุ่งมั่นจริงจังยิ่งนัก
       
       ศพสุรเดชถูกนำมาประกอบพิธีที่วัดแห่งหนึ่งในเชียงราย จักรากำลังนั่งมองดูโลงศพ และรูปหน้าศพของสุรเดชนิ่ง รูปนั้นเป็นรูปถ่ายคู่กันที่มีอยู่ในกระเป๋าทั้งสองพี่น้อง แต่ตัดเฉพาะรูปสุรเดชมาทำรูปงานศพ จักราดูรูปและโลงศพด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ไม่อยากเชื่อว่าน้องชายจากไปแล้ว ดวงตาของเขาบวมช้ำ แต่ไม่มีน้ำตา รชานั่งอยู่ข้างๆ มองเพื่อนรุ่นน้องอย่างเป็นห่วง
       “ทำใจดีๆ ไว้จักร” รชาคิดคำปลอบใจอื่นไม่ออก ได้แต่ตบบ่าเพื่อนให้กำลังใจ
       “ผมไม่เข้าใจ...มันเกิดอะไรขึ้นกับเดช”
       “ฉันก็ไม่เข้าใจแหมือนกัน น้องแกเดินไปที่ดาดฟ้าได้ยังไง”
       “มันเหมือนเดินตามใครไป” จักรานึกออก “ใช่แล้ว ผมได้ยินมันเรียกชื่อ อนิลทิตา”
       “อนิลทิตา... ชื่อผู้หญิง” รชาว่า
       “เธอเป็นใครกันแน่” จักรารำพึง “อนิลทิตา เธอคือใคร”
       ระหว่างนี้ ระจิตเดินนำหมวดเสก ตำรวจเจ้าของคดี และหมวดสมชายเข้ามาหาสองหนุ่ม
       “พี่จักร พี่ชา นี่หมวดเสกกับหมวดสมชายค่ะ เค้าอยากคุยกับพี่เรื่องคดีน่ะค่ะ”
       จักราและรชา ไหว้นายตำรวจทั้งสอง หมวดเสกพูดขึ้น
       “ผมเป็นตำรวจเจ้าของคดี ผมอยากทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ตายเพิ่มเติมน่ะครับ จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการสรุปคดี”
       
       ไม่นานต่อมา บริเวณอีกมุมในวัดที่จัดงานศพของสุรเดช จักรากำลังทะเลาะกับ หมวดเสก ตำรวจเจ้าของคดี โดยมีหมวดสมชาย และ รชาอยู่ด้วย
       “น้องผมไม่ได้ฆ่าตัวตายครับ” จักรายืนกรานหนักแน่น
       “เอ่อ...”หมวดเสกอยากสรุปคดีให้เสร็จไปเร็วๆ “แต่นายสุรเดชกระโดดลงมาจากดาดฟ้าตึก คุณจะบอกว่าเป็นอุบัติเหตุงั้นเหรอครับ”
       “ไม่ใช่” จักราย้ำ “แต่ยังไงน้องผมก็ไม่ได้ฆ่าตัวตาย”
       “งั้นน้องคุณมีประวัติเสพยาประเภทหลอนประสาทหรือมีอาการผิดปกติทางประสาทหรือเปล่าครับ”
       รชางง “คุณจะว่าไอ้เดชมันบ้างั้นเหรอ”
       จักราไม่เชื่อ โพล่งขึ้น “น้องผมไม่ได้บ้า แล้วก็ไม่เคยติดยา เขากำลังจะเรียนจบมีชีวิตที่ดี มีอนาคตที่ดี ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะอยากฆ่าตัวตาย”
       รชาปราม “เฮ้ย จักร ใจเย็น”
       หมวดเสกยักไหล่ “ถ้าไม่มีข้อสันนิษฐานอื่น ผมก็คงต้องสรุปคดีว่า น้องคุณฆ่าตัวตาย”
       ว่าพลางหมวดเสกขอตัวเดินออกไปทันที จักราแค้นมาก เหลือแต่หมวดสมชายยืนมองไปที่จักราอย่างเห็นใจ
       
       เย็นนั้น หมวดสมชายคุยอยู่กับรชา และระจิต ส่วนจักรานั่งระงับสติอารมณ์อยู่มุมหนึ่ง
       “ผมเชื่อว่าการตายของนายสุรเดชมีเงื่อนงำ” ผู้หมวดบอก
       “ผมก็คิดว่าอย่างนั้น แล้วก็น่าจะเกี่ยวข้องกับคุ้มเชียงแมน เพราะก่อนตาย เขาหนีออกมาจากที่นั่น”
       “ถ้าอย่างนั้น คุณตำรวจก็น่าจะไปสอบสวนคนที่คุ้มนะคะ” ระจิตว่า
       “เมื่อตอนกลางวัน หมวดเสกไปสอบปากคำคุณโฉมสุรางค์ เจ้าของคุ้มเชียงแมนมาแล้วครับ ผมก็ตามไปด้วย”
       “แล้วเธอว่ายังไงคะ”
       หมวดสมชายเล่าให้สองพี่น้องฟังว่า เมื่อตอนกลางวันนี้เอง เขากับหมวดเสกไปสอบปากคำโฉมสุรางค์ที่คุ้มเชียงแมน
       
       โดยโฉมสุรางออกมาต้อนรับ พร้อมกับส่งยิ้มหวานอ่อนโยนมาให้ เมื่อถูกถาม
       “ฉันไม่ทราบค่ะ นายคนนั้นอาจจะแอบปีนเข้ามาขโมยอะไรที่ในคุ้มละมั้งคะ”
       หมวดสมชายกับหมวดเสกนั่งอยู่ตรงข้ามโฉมสุรางค์กลางโถงรับแขก
       “แล้วที่นี่มีอะไรหายไปบ้างหรือเปล่าครับ” หมวดเสกท่าทางประจบ ด้วยหลงเสน่ห์โฉมสุรางค์จังๆ
       โฉมสุรางค์ยิ้มหวานที่ปาก แต่แววตาไม่ยิ้มสักนิด “ไม่มีอะไรหายหรอกค่ะ เพราะนายคนนั้นคงจะไปเจอเข้ากับสัตว์เลี้ยงของดิฉัน งูเหลือมยักษ์น่ะค่ะ ถึงได้ตกใจ วิ่งเตลิดไปอย่างนั้น”
       หมวดสมชายมีสีหน้ายังเคลือบแคลง “แค่งูเหลือมตัวเดียวคงไม่ขวัญเสียขนาดนั้นมั้งครับ แต่เขาตกใจเหมือนเจออะไรที่น่ากลัวกว่านั้น”
       โฉมสุรางค์ยิ้มหวานหว่านเสน่ห์ “คุ้มนี้จะมีอะไรน่ากลัวคะ คุณตำรวจ เราก็อยู่กันตามประสา มีแต่ผู้หญิงกับคนงาน จะไปทำอะไรใครได้คะ”
       หมวดเสกหลงรูปโฉมสุรางต์เอามากเลยพยายามเออออตามไป “ก็นั่นน่ะสิครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมไม่รบกวนคุณโฉมล่ะ ลาเลยนะครับ”
       ทั้งสองลุกขึ้นจะเดินออกไป โฉมสุรางค์นึกอะไรได้ เรียกไว้
       “เดี๋ยวค่ะ ผู้หมวด ฉันอยากถามอะไรอย่างหนึ่ง เอ่อ...ผู้ตายเขามีเพื่อนหรือมีญาติมาด้วยใช่ไหมคะ”
       “อ๋อ เป็นพี่ชายครับ ชื่อ จักรา”
       
       โฉมสุรางค์พึมพำชื่อ “จักรา” ออกมาด้วยแววตามุ่งมั่นหมายมาด



AppleBEE (Member)

 อนิลทิตา ตอนที่ 4
       
       มุมหนึ่งในงานศพสุรเดชที่วัดแห่งนั้น เมื่อจักราฟังหมวดสมชายเล่าจบ ก็ถามขึ้นทันที
       
       “หมวดคิดว่าคุณโฉมสุรางค์ปิดบังอะไรหรือครับ”
       “ในช่วงหลายปีมานี้ มีชายหนุ่มหลายคนหายตัวไปอย่างลึกลับ ในจุดที่ใกล้เคียงกับอาณาเขตของคุ้มเชียงแมน”
       รชาถามขึ้น “หมวดคิดว่าสุรเดชเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นหรือไง”
       หมวดสมชายบอกว่า “ผมไม่แน่ใจ แต่มันเป็นคดีที่ผมกำลังตามสืบอยู่”
       จักราถามเรื่องคาใจ “ก่อนตาย น้องชายผมพูดถึงชื่อ อนิลทิตา คุณตำรวจเคยได้ยินชื่อนี้ไหมครับ”
       หมวดสมชายส่ายหน้า “ไม่เลยครับ”
       “อาจเป็นใครซักคน ที่อยู่ในคุ้มเชียงแมน” รชาว่า
       จักราบอก “เรื่องนี้ คุณโฉมสุรางค์ เจ้าของคุ้มเชียงแมน น่าจะตอบเราได้”
       
       ค่ำนั้นโฉมสุรางค์ตัดสินใจขับรถมาจอดซุ่มดูตรงปากทางเข้าวัดที่จัด งานศพ เธอลดกระจกลง มองไปที่ถนนอย่างรอคอย แสงไฟบนถนนเล็กๆ นั้นส่องพอเห็นหน้าว่าใครเป็นใคร
       รชาขับรถจี๊ปออกมา จักรานั่งหน้าคู่กัน ส่วนระจิตนั่งข้างหลัง รชาขับรถช้าๆ แสงไฟเหนือถนนตกตรงหน้าจักราพอดี โฉมสุรางค์เห็นก็จำได้ หัวใจเต้นแรง เพ่งมองด้วยความรัก และความคิดถึงคะนึงหา ครวญออกมาเบาๆว่า
       “สินธุ ยอดรักของข้า”
       รถจี๊ปเคลื่อนผ่านไป จักราหันมาทางโฉมสุรางค์ เหมือนว่าสองคนจะมองหน้ากัน แต่สายตาของจักรามองเหม่อออกไป ไม่สนใจโฉมสุรางค์ที่มองตามเขาจนเหลียวหลัง
       “สินธุ ในที่สุดเจ้าก็กลับมาหาข้าตามสัญญา สามร้อยปีมันยาวนานเหลือเกิน ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าจากข้าไปอีกเป็นอันขาด”
       
       ค่ำวันเดียวกัน เจ้าดาเรศใส่ผ้ากันเปื้อน ยกอาหารจานพิเศษ เทอร์กี้โรลส์ ที่ทำเอง ออกมาวางบนโต๊ะสวยนอกชานเรือนใหญ่ ของคุ้มเชียงแมน หญิงสาวอารมณ์ดีเป็นพิเศษ กระถินเดินมาหา
       “โอ้โห หอมจังเลย นี่อะไรคะเจ้า”
       “เทอร์กี้โรลส์จ้ะ” เจ้าดาเรศยิ้มกริ่มภูมิใจ
       
       กระถินมองดูอาหาร “แล้วไอ้กี้ๆ โลๆ นี่มันคืออะไรคะ”
       “มันทำมาจากเนื้อไก่งวงน่ะจ้ะ นี่เป็นจานเด็ดของฉันเลยนะ ฉันอยากทำให้คุณแม่ชิม”
       “โห เสียดายจังค่ะ คุณโฉมไม่อยู่” กระถินนึกเห็นใจ
       เจ้าดาเรศไม่รู้ “อ้าว”
       “คุณโฉมออกไปงานศพค่ะ สั่งไว้ว่าให้เจ้าทานก่อนได้เลยไม่ต้องรอ”
       เจ้าดาเรศน้ำเสียงเสียดาย “ว้า แย่จัง”
       “เจ้าทานก่อนไหมคะ เดี๋ยวไอ้กี้ๆ นี่จะเย็นซะหมด”
       เจ้าดาเรศถอดผ้ากันเปื้อนออก ส่งให้กระถิน
       “เย็นก็อุ่นได้จ้ะ กระถินเอาไปใส่ไว้ในตู้เย็นก่อน ฉันยังไม่หิวหรอก จะรอคุณแม่”
       เจ้าดาเรศเดินออกไป กระถินมองตามด้วยความสงสาร
       
       เจ้าดาเรศลงมานั่งเล่นรับลมที่โต๊ะสนามในสวนหลังคุ้ม มีแสงจากโคมไฟ ส่องลอดออกมา พอให้เห็นได้รางๆ
       มีสายตาคู่หนึ่งแอบมองเจ้าดาเรศผ่านพุ่มไม้ ที่แท้เป็นบันดาสานั่นเอง ที่แอบอยู่หลังพุ่มไม้ มองลูก ด้วยความรัก และคิดถึง
       “ลูกแม่”
       เจ้าดาเรศที่นั่งอยู่ รู้สึกเหมือนมีใครแอบมอง หันมาทางพุ่มไม้ อารามตกใจ บันดาสาเหยียบกิ่งไม้แห้งหักดัง เจ้าดาเรศลุกขึ้นยืน
       “ใครน่ะ”
       บันดาสาตวัดผ้าคลุมหน้า ออกวิ่งหนีไปในทันที เจ้าดาเรศได้ยินเสียงฝีเท้าคนวิ่ง ก็ยิ่งสงสัยขยับตัวตาม
       “ใครน่ะ หยุดก่อน”
       เงียบ ไม่มีเสียงตอบ เจ้าดาเรศตัดสินใจวิ่งตาม
       
       บันดาสาวิ่งหนีมาตามรกเรื้อ ท่าทีละล้าละลัง เจ้าดาเรศวิ่งตาม เห็นเงาตะคุ่มๆ ข้างหน้าเป็นหญิงแก่ในผ้าคลุมมอซอ
       “ใครน่ะ หยุดนะ ไม่งั้นฉันจะฟ้องคุณแม่”
       บันดาสายิ่งกลัว วิ่งหนี เจ้าดาเรศสะดุดรากไม้ ล้มกลิ้งไม่เป็นท่า
       “โอ๊ย”
       บันดาสาสะดุ้ง ตกใจ หยุดทันที เจ้าดาเรศกุมข้อเท้าด้วยความเจ็บ พยายามจะยันตัวขึ้น แต่ก็ฟุบลงไปอีก
       “โอ๊ย เจ็บ”
       บันดาสาแอบดูเป็นห่วงลูกเหลือเกิน อยากเข้าช่วย แต่ก็กลัวเรื่องจะถึงหูอนิลทิตา
       “ลูก...”
       สุดท้ายบันดาสาตัดสินใจ ค่อยๆ ย่องกลับมา เอาผ้าคลุมหน้ามิดชิด เจ้าดาเรศที่ฟุบอยู่ เห็นบันดาสาเดินตรงมา จึงแกล้งฟุบนิ่งอยู่อย่างนั้น รอจังหวะ
       บันดาสาย่องมาใกล้ ถามเสียงแหบแห้ง
       “เจ้าเจ็บตรงไหน”
       เจ้าดาเรศเงยหน้าทันที คว้ามือบันดาสาไว้หมับ!
       “จับตัวได้ละ”
       บันดาสาตกใจ มือหนึ่งจับผ้า ดิ้นหนี “ปล่อยนะ ปล่อย”
       “ยายเรียกฉันว่าเจ้า ยายรู้จักฉันใช่ไหม ยายเป็นใครคะแล้วมาแอบดูฉันทำไม”
       บันดาสาบอก “ปล่อย”
       บันดาสาสะบัดเต็มแรงจนหลุด แล้ววิ่งหนี เจ้าดาเรศลุก จะตาม
       ทันใดนั้นเอง มีร่างใครคนหนึ่งพุ่งออกมาทางซ้าย ชนเจ้าดาเรศพอดี ทั้งคู่ล้มกลิ้งไปด้วยกัน เจ้าดาเรศตกใจมาก กลัวว่าจะเป็นสัตว์ร้าย แต่ร่างนั้นรีบเข้ามาพยุงเจ้าดาเรศขึ้น เจ้าดาเรศมองเห็นเป็นผู้ชาย ก็ตกใจกลัว
       “ว้าย”
       ชายคนนั้นคือ เจ้าพงษ์สุริยัน ที่เวลานี้ทุกคนในคุ้มรู้จักว่าคือ ไอ้พัน ชายแก่สติฟั่นเฟือน ไอ้พัน มองหน้าเจ้าดาเรศสักครู่หนึ่ง จิตใต้สำนึกก็จำได้ มันจับมือทั้งสองไว้แน่น ขณะที่เจ้าดาเรศพยายามสะบัดออก
       ไอ้พันร้องเรียก “ลูกๆ” ไม่หยุดปาก
       เจ้าดาเรศเห็นสภาพไอ้พันผมเผ้ากระเซิง สวมใส่เสื้อผ้ามอมแมมมอซอ ก็แตกตื่นตกใจสุดชีวิต พยายามดิ้นหนีสุดกำลัง สะบัดมือสุดแรง
       “ปล่อยฉันๆ ช่วยด้วย...ช่วยด้วย”
       ไอ้พันจับมือไว้มั่นไม่ยอมปล่อย ปากก็เรียก “ลูกๆๆๆๆ” อยู่อย่างนั้น
       
       กระถินออกจากเรือนใหญ่จะกลับเรือนคนใช้ ได้ยินเสียงเจ้าดาเรศดังมาจากในสวน ก็รีบวิ่งมาดู เห็นไอ้พันกำลังฉุดมือเจ้าดาเรศอยู่ทั้งสองข้างโดยไม่ยอมปล่อย ก็ตกใจ
       กระถินตะโกนดังลั่น “หยุดนะ ไอ้พัน ปล่อยเจ้าเดี๋ยวนี้”
       แต่ไอ้พันไม่ยอมปล่อย ไม่สนใจกระถินด้วย “ไม่ๆๆๆ ลูกๆๆๆๆ”
       
       กระถินรีบเข้าไปช่วย พยายามแกะมือไอ้พันที่จับข้อมือเจ้าดาเรศอยู่ทั้งสองข้าง แต่ไอ้พันจับข้อมือแน่น กระถินแกะไม่ออก เจ้าดาเรศก็พยายามดิ้นให้หลุด สามคนสองฝ่ายยื้อยุดฉุดกระฉากกันอยู่อย่างนั้น กระทั่งกระถินคิดบางอย่างได้จึงตะโกนออกไป น้ำเสียงเข้มดุ
       “ถ้าไม่ปล่อย ฉันจะฟ้องคุณโฉม”
       ไอ้พันชะงักเมื่อได้ยินชื่อโฉมสุรางค์ เจ้าดาเรศสบโอกาสนี้สะบัดมือหลุดจากการเกาะกุมของไอ้พัน แล้วถอยออกมา พร้อมทั้งลากกระถินออกมาห่างๆ ด้วย
       ไอ้พันแตกตื่น ลนลานเป็นการใหญ่ “คุณโฉมๆ กลัวๆๆๆๆ”
       ไอ้พันเอามือกุมหัวตัวเองวิ่งเตลิดหนีหายไปในความมืดทางท้ายคุ้ม เจ้าดาเรศมองตามไปด้วยความสงสัย กระถินจับแขนเจ้าดาเรศ สำรวจดู ถามด้วยความห่วงใย
       “เจ้าเป็นอะไรรึเปล่าคะ”
       เจ้าดาเรศยังตกใจไม่หาย “ฉันไม่เป็นไร แค่ตกใจเท่านั้นเอง นาย...พันนี่ใครกัน เขาเป็นคนในคุ้มนี้หรือ”
       “คนบ้าน่ะค่ะ คุณโฉมสงสาร เลยเลี้ยงเอาไว้ ปกติก็ไม่เคยคลุ้มคลั่งทำร้ายใครนะคะ”
       เจ้าดาเรศพยักหน้ารับรู้ “อ้อ...แต่นอกจากนายพันแล้วยังมียายแก่แปลกๆ อีกคนใช่ไหม ดูเหมือนเขาจะรู้จักฉันด้วย เขายังเรียกฉันว่าเจ้าเลย”
       กระถินนิ่งคิด “ไม่มีนี่คะเจ้า ยายแก่ที่ไหนกัน แก่ที่สุดในคุ้มก็มีป้าอิ่มแม่ครัว อายุหกสิบกว่าๆค่ะ”
       เจ้าดาเรศแย้ง “ไม่ใช่ป้าอิ่มแน่นอน ยายแก่ที่ฉันเจอดูแก่กว่านั้นมาก” ยิ่งคิดยิ่งสงสัย “เขาเป็นใครกันแน่นะ”
       เจ้าดาเรศหายตกใจแล้ว แต่มีความรู้สึกสงสัยขึ้นมาแทนที่ว่าที่คุ้มเชียงแมนนี้มีความลับอีกหลายอย่างที่เป็นปริศนา และเธอไม่รู้
       
       เสร็จจากงานสวดศพสุรเดช จักรา รชา และระจิต ก็กลับมาที่เมาน์เท่นรีสอร์ท สามคนคุยกันอยู่ในห้องรับแขกอาคารออฟฟิศ จักราบอกสองพี่น้องด้วยหน้าตาอันเคร่งเครียด แววตาจริงจัง
       “ผมจะเข้าไปสืบเรื่องเดชในคุ้มเชียงแมน”
       รชาไม่เห็นด้วย “มันจะเสี่ยงไปนะจักร ปล่อยเป็นหน้าที่ของตำรวจไม่ดีกว่ารึ”
       “พี่ก็เห็นว่าถ้าไม่มีหลักฐาน ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้”
       ระจิตพูดแทรกขึ้นมา “งั้นเราต้องสืบเองค่ะ ปลอมตัวเข้าไปเหมือนในหนังสืบสวน เท่จะตาย”
       รชาท้วง “ชีวิตจริงไม่ใช่ในหนังนะยายจิต คิดอะไรเป็นเล่นไปหมดนะเรา”
       “พี่ชาก็ ตื่นเต้นดีออกค่ะ เดี๋ยวจิตช่วยพี่จักรคิดเอง ไม่ต้องห่วง”
       ระจิตมองจักรานัยน์ตาเป็นประกาย ตั้งใจจะทำให้จักราประทับใจมากที่สุด
       
       จักรานั่งนิ่งอยู่บนเตียงในห้องพัก คลิกดูรูปตัวเองที่ถ่ายคู่กับสุรเดช ในโทรศัพท์
       ที่หน้าจอ เป็นรูปจักรากับสุรเดชถ่ายคู่กัน หน้าตายิ้มแย้มทั้งคู่
       สีหน้าจักราเศร้าหมองลง คิดถึงน้องชาย
       “เดชแกต้องไม่ตายฟรี พี่จะสืบหาความจริงให้ได้”
       จักราครุ่นคิดหนัก แล้วนึกบางอย่างได้
       “จริงสิ ตอนที่พี่เจอแก แกไม่ได้มีโทรศัพท์ติดตัวมาด้วย ถ้าพี่หาโทรศัพท์ของแกเจอ อาจจะรู้ก็ได้ว่าแกไปเจออะไรมา”
       จักรากดเข้าไปในลิสต์รายชื่อ เลื่อนไปที่ชื่อของสุรเดช แล้วกดโทร.ออกทันที ปรากฏว่าติดต่อไม่ได้ เสียงสัญญาณคล้ายกับว่าเครื่องของสุรเดชแบตหมด
       จักราอ่อนใจที่โทร. ไม่ติด แต่ยังไม่หมดหวังในการตามสืบเรื่องการตายของน้องชาย
       
       ที่แท้โทรศัพท์ของสุรเดชอยู่ในมือของไอ้พัน ซึ่งเก็บได้จากป่าใกล้ปากถ้ำ หลังคุ้มเชียงแมน ตรงบริเวณที่สุรเดชถูกไอ้โล้นใช้ไม้ตีหัวนั่นเอง
       
       ไอ้พันสงสัยกับสิ่งที่อยู่ในมือของมัน พยายามลูบคลำพลิกดูไปมา แต่ไม่รู้จักว่าคืออะไร
      


รุ่งเช้า บริเวณบ้านพักคนงานของคุ้มเชียงแมน เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวเรียงกันเป็นแถวยาว มีทั้งคนงานในไร่ชาและคนงานในคุ้ม เดินกันขวักไขว่
       
       โรจน์ หัวหน้าคนดูแลสวนเดินออกมาจากห้องพัก มองซ้ายมองขวา จนเห็นลูกน้อง 2 คน จึงเรียกมาสั่งงานก่อนไปกินข้าวเช้า
       “แกสองคนน่ะ มานี่ซิ”
       ลูกน้องเดินมาหา โรจน์สั่ง
       “เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้ว ไปแต่งไทรอินโด ตรงท้ายสวนนั่นหน่อยนะ กิ่งมันดูระเกะระกะไปหมดแล้ว ทำอะไรต้องให้ฉันสั่งทุกที คิดกันเองไม่เป็นเลย ถึงเกิดมาเป็นคนสวนอย่างนี้”
       “ครับพี่โรจน์” คนสวน 1 ก้มหน้ารับยิ้มๆ แต่ดูออกว่าเอือมระอา
       “ส่วนแก ไปพรวนดินแปลงหงอนไก่ตรงแถวๆ หน้าคุ้มนั่น ใส่ปุ๋ยรดน้ำให้เรียบร้อยด้วย อย่าอู้ล่ะ ไม่ควบคุมไม่ได้เลย เจ้าพวกนี้”
       “ครับพี่” คนสวน 2 หันไปมองตาเพื่อนอย่างรู้กัน
       โรจน์สั่งงานเสร็จก็เดินปร๋ออกไปทางโรงครัว คนสวนทั้งสองนินทาลับหลังอย่างหมั่นไส้
       “ไอ้เรื่องชอบสั่ง ชอบวางอำนาจนี่ยกให้เขาเลย” คนสวน 1 ว่า
       คนสวน 2 เสริม “นั่นสิ ทำมาว่าคนอื่นว่าเป็นคนสวน ตัวเองก็ไม่ได้ดีกว่าพวกเราเท่าไหร่หรอกวะ”
       
       โรจน์สั่งงานเสร็จ ก็เดินผิวปากชมนกชมไม้ไปที่โรงครัวเพื่อกินข้าวเช้าอย่างสบายอารมณ์ ไอ้พันเดินสวนมา ในมือถืออะไรบางอย่าง ไอ้พันมัวแต่ลูบคลำสนใจสิ่งนั้นอยู่ จึงไม่ได้ดูทาง จนเดินเฉี่ยวกับโรจน์ ของในมือไอ้พันตกไปที่พื้น
       โรจน์โมโห “เฮ้ย อะไรวะ เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเลย ไอ้บ้าพัน”
       โรจน์มองไปที่ของที่ตก เห็นเป็นโทรศัพท์มือถือทันสมัย ราคาแพง รีบหยิบขึ้นมาดู
       “ไอ้พัน เอ็งไปเอาโทรศัพท์นี่มาจากไหน”
       ไอ้พันชี้มือไปข้างหลัง “ถ้ำๆๆๆ” แล้วหันมาหาโรจน์ พยายามคว้าโทรศัพท์ในมือคืน “เอามาๆๆๆ”
       โรจน์โยกโทรศัพท์หลบ “ไม่ให้ ข้าจะเก็บไว้เอง เอ็งไม่รู้เรื่องอะไร” แล้วตะโกนไล่ “ไปไหนก็ไปเลย ไอ้บ้าพัน”
       ไอ้พันตกใจ วิ่งหนีไป โรจน์พลิกดูโทรศัพท์มือถือทันสมัย อยากได้เป็นของตัวเอง
       
       ระหว่างเดินไปที่โรงครัว โรจน์ลองกดปุ่มโทรศัพท์มือถือทุกปุ่ม แต่มันก็ไม่ติด
       “เสียรึเปล่าวะ รึแบตหมด แล้วจะไปเอาที่ชาร์ตที่ไหนละนี่” โรจน์คิดได้ “ไปถามกระถินดีกว่า ท่าทางจะรู้เรื่องมากกว่าคนอื่นๆ”
       โรจน์เปลี่ยนใจไม่กินข้าว เดินตามหากระถิน จนเห็นกระถินเดินสวนทางมาพอดี
       “อ้าว กระถิน เจอพอดีเลย” โรจน์ ยื่นโทรศัพท์ให้ดู “ไอ้นี่มันเสียรึเปล่าวะ”
       กระถินรับโทรศัพท์มา พลิกดู ลองกดปุ่ม “ไม่น่าจะเสียนะพี่ คงแบตหมด แล้วพี่ไปเอามาจากไหนละเนี่ย รุ่นใหม่ล่าสุดเชียวนะ” กระถินเห็นรุ่นราคาแพงก็นึกสงสัย
       “เอ่อ...เจอตกในสวนโน้น ไม่รู้ใครทำตกไว้ เลยอยากจะลองเปิดดู เผื่อจะรู้ว่าของใคร ได้เอาไปคืนเขาไง” โรจน์โกหก
       “งั้นต้องหาที่ชาร์ตก่อน โทรศัพท์แพงๆ แบบนี้ ไม่ค่อยมีใครใช้หรอก”
       “แล้วจะไปเอาที่ไหนล่ะ”
       กระถินนึกได้ “นึกออกละ ฉันเห็นเจ้าดาเรศใช้เหมือนแบบนี้ เดี๋ยวจะลองไปถามเจ้า ขอยืมที่ชาร์ตให้”
       
       เจ้าดาเรศนั่งแต่งตัวอยู่หน้ากระจก เตรียมจะออกไปกินข้าวเช้า ได้ยินเสียงเคาะประตู
       “เข้ามาได้”
       กระถินเปิดประตูเข้ามา
       “อาหารเช้าพร้อมแล้วค่ะเจ้า”
       “ขอบใจนะ”
       โฉมสุรางค์เดินผ่านมาได้ยินพอดี จึงยืนแอบฟังอยู่หลังประตู
       “เอ่อ เจ้าคะ เจ้ามีที่ชาร์ตแบตไอโฟนไหมคะ กระถินจะขอยืมหน่อยค่ะ”
       “มีสิ กระถินจะเอาไปชาร์ตโทรศัพท์ที่ไหนเหรอ” เจ้าดาเรศนึกสงสัย
       “คือ พี่โรจน์ หัวหน้าคนสวนเขาเก็บไอโฟนได้น่ะค่ะ แต่แบตมันหมด เลยไม่รู้ของใคร”
       “ได้สิ” เจ้าดาเรศหันไปหยิบที่ชาร์ตตรงหน้ากระจกให้ “เอาไปชาร์ตดู ได้รู้ว่าเป็นของใคร”
       โฉมสุรางค์อยู่ข้างนอกห้อง สงสัยว่าโรจน์เก็บโทรศัพท์ราคาแพงมาจากไหน แล้วก็คิดได้ว่าอาจเป็นโทรศัพท์ของสุรเดช
       ภาพเหตุการณ์ในป่าใกล้ถ้ำ ผุดซ้อนขึ้นมา
       ตอนนั้นมือสุรเดชเกือบจะจับถึงมืออนิลทิตาแล้ว แต่เสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะขึ้นมาก่อน สุรเดชสะดุ้งสุดตัว หลุดจากมนต์สะกด รู้สึกตัว เสียงโทรศัพท์ขาดหายไป เพราะสัญญาณไม่ดี
       อนิลทิตาชะงัก ตกใจ ถอยห่างออกมา สุรเดชมองอนิลทิตาด้วยความงุนงง แล้วมองเลยไปเบื้องหน้าเห็นปากถ้ำมืดมิด สุรเดชรู้สึกถึงความลี้ลับและอันตราย อนิลทิตาหันหลังเดินเข้าไปในถ้ำ
       สุรเดชยกมือร้องถาม “เดี๋ยวคุณ ที่นี่ที่ไหน”
       สุรเดชละล้าละลังจะเดินตามเข้าไป เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง สุรเดชหยุดรับโทรศัพท์
       
       ฝ่ายกระถินเอาที่ชาร์ตมาให้ที่หน้าห้องพักของโรจน์
       “นี่จ้ะ พี่โรจน์” กระถินส่งที่ชาร์ตให้ “ฉันยืมที่ชาร์ตของเจ้าดาเรศมาให้ละ ลองชาร์ตดู”
       “ขอบใจนะกระถิน”
       กระถินเดินออกไป โรจน์ไม่สนใจปิดประตู รีบเอาที่ชาร์ตเสียบปลั๊ก ต่อกับโทรศัพท์ด้วยความอยากรู้และอยากได้
       โทรศัพท์ขึ้นรูปแบตกำลังชาร์ต โรจน์พยายามเปิด แต่ยังเปิดไม่ได้ สักพักหนึ่ง โรจน์จึงเปิดได้ หน้าจอขึ้นมาเป็นรูปชายหนุ่มสองคนกอดคอกัน นั่นคือ จักราและสุรเดช
       
       ฝ่ายจักราวิ่งหน้าตาตื่นดีใจเข้ามาหารชากับระจิต ที่นั่งอยู่ในคอฟฟี่ช็อปรีสอร์ท
       “พี่ชา ระจิต มาดูอะไรนี่เร็ว”
       รชารีบลุกเข้ามาใกล้ ระจิตตามมาด้วย จักรายื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้สองคนดู
       “มีคนเปิดเครื่องไอ้เดชแล้วครับ”
       รชากับระจิต จ้องที่หน้าจอโทรศัพท์เป็นข้อความว่า “หมายเลข 0894421387 ติดต่อได้แล้วในขณะนี้”
       ระจิตดีใจ “พี่จักรรีบโทรกลับไปเลยสิคะ”
       รชาร้องห้ามทันควัน
       “อย่าเพิ่ง ถ้าไอ้เดชถูกทำร้ายจริงๆ แล้วเราโทรไปตอนนี้ เดี๋ยวคนร้ายจะไหวตัวทัน”
       จักราครุ่นคิด เชื่อรชา ระจิตนึกออก
       “เอาอย่างงี้มั้ยคะ เราโทร.ไปที่เครือข่าย แล้วให้เขาเช็คสัญญาณให้ว่าเครื่องอยู่ที่ไหน เราจะได้ตามไปถูก”
       “ดีเหมือนกันระจิต”
       จักรารีบกดโทรศัพท์ออกไปทันที
       
       ขณะเดียวกันโฉมสุรางค์เดินเข้ามาในห้องพักของโรจน์พอดี
       “นายโรจน์”
       โรจน์กำลังก้มหน้าก้มตาดูโทรศัพท์อยู่ เงยหน้าขึ้นมา เห็นว่าเป็นโฉมสุรางค์ก็ตกใจ
       “ครับ คุณโฉม”
       โฉมสุรางค์มองไปที่โทรศัพท์ เห็นหน้าจอเป็นรูปจักราและสุรเดช ก็ตกใจแต่เก็บอาการ ถามเสียงดุกลบ
       “นั่นโทรศัพท์ใคร ไปเอามาจากไหน”
       “เอ่อ ไม่รู้ครับ” โรจน์แต่งเรื่องโกหก กลัวโฉมสุรางค์จะริบเอาโทรศัพท์ไป “ผม...เก็บได้ที่ท้ายสวน แถวๆ ดงนางพญาเสือโคร่ง ผมเลยเอามาลองชาร์ตดู เผื่อได้รู้ว่าของใครครับ”
       โฉมสุรางค์รู้ว่าโรจน์โกหก “มีใครรู้บ้างว่าเธอเก็บมันได้”
       “เอ่อ...มีแต่ผมกับกระถินครับ”
       “งั้นบ่ายๆ เธอพาฉันไปดูตรงที่เก็บโทรศัพท์หน่อย เผื่อฉันจะช่วยคิดได้ว่าใครมาทำตกไว้ เอ่อ เอาโทรศัพท์ไปด้วยล่ะ แถวๆดงนางพญาเสือโคร่งใช่ไหม”
       โรจน์รู้สึกแปลกใจนิดๆ “ครับ คุณโฉม”
       “แต่ถ้าหาเจ้าของไม่ได้ ก็ถือว่าเป็นของเธอแล้วกัน”
       โรจน์ยิ้ม ด้วยความโลภ อยากได้ จึงไม่ได้เอะใจว่าทำไมโฉมสุรางค์ถึงมาวุ่นวายกับเรื่องโทรศัพท์เครื่องนี้
       
       โรจน์เดินนำโฉมสุรางค์มาที่ดงนางพญาเสือโคร่งท้ายสวนตามที่คุยไว้ โรจน์ชี้มั่วๆ บอกว่า ตนเก็บโทรศัพท์ได้ที่ใต้ต้นนางพญาเสือโคร่งต้นหนึ่ง
       “ผมเจอตรงนี้แหละครับ คุณโฉม” พลางควักโทรศัพท์ออกมาดู
       โฉมสุรางค์รู้ว่าโรจน์โกหก เพราะไม่ใช่ที่ที่สุรเดชโดนตีหัว “แน่ใจหรือ ไกลขนาดนี้ ใครจะมาทำตกไว้”
       “ไม่รู้สิครับ ผมว่าไม่น่าจะใช่ของคนงาน เพราะคนงานคงไม่มีปัญญาซื้อของแพงขนาดนี้ใช้” โรจน์ตาลุกวาว อยากได้เต็มทน
       “ถ้าไม่ใช่ของคนงานในคุ้ม ก็ถือว่าเป็นของคนที่เจอมันแล้วกัน”
       โรจน์ดีใจ “ขอบคุณครับคุณ...”
       ไม่ทันขาดคำ ท่อนไม้ขนาดใหญ่ก็ฟาดลงไปที่ท้ายทอยของโรจน์เต็มแรง โรจน์ล้มลง หมดสติ โทรศัพท์กระเด็นไป
       มือใครคนหนึ่งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ที่แท้เป็นไอ้โล้น มือหนึ่งถือโทรศัพท์ อีกมือถือไม้ โล้นวางโทรศัพท์ตรงรากไม้ เอาเท้ากระทืบจนพัง
       โฉมสุรางค์ยิ้มสะใจ
       “จัดการให้เรียบร้อย อย่าให้เหลือหลักฐานอะไรอีกล่ะ ไอ้โล้น”
       
       ตอนกลางคืน ในราวป่าหลังคุ้มเชียงแมน กองไฟกำลังลุกไหม้อยู่ ไอ้โล้นยืนอยู่ข้างๆ โยนโทรศัพท์มือถือของสุรเดชเข้าไปในกองไฟ อมนุษย์สมุนคู่ใจของอนิลทิตา มองผลงานอย่างพอใจ โทรศัพท์ของสุรเดชถูกไฟลุกไหม้จนไม่เหลือซาก
       
       จักรากับรชาดีใจเดินกลับเข้ามาที่เมาเทนรีสอร์ท
       “อย่างน้อยเราก็รู้ว่าโทรศัพท์ของไอ้เดชตกอยู่ในพื้นที่ของคุ้มเชียงแมน”
       จักราสงสัย “แต่แปลก ทำไมอยู่ดีๆสัญญาณก็หายไป”
       “นั่นน่ะสิ แต่เอาเป็นว่าเบาะแสชิ้นสำคัญและชิ้นเดียวของเราอยู่ที่คุ้มเชียงแมน”
       จักราครุ่นคิดหนัก
       
       จักรานอนลืมตาโพลงบนเตียงคิดถึงเรื่องสุรเดช ได้ยินเสียงเคาะประตู จักราลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู เห็นระจิตในชุดนอนกางเกงบางๆ ขาสั้น สวมเสื้อกล้ามเปลือยไหล่ ถืออะไรแอบอยู่ข้างหลัง จักรารู้สึกว่าไม่ควรให้เข้ามาในห้อง จึงยืนขวางประตูไว้ ระจิตเลยต้องยืนคุยกับจักราอยู่ตรงหน้าประตู
       “พี่จักรคะ จิตเจอนี่ในอินเตอร์เน็ท เลยเอามาให้พี่ดู”
       ระจิตส่งกระดาษที่ซ่อนไว้ให้จักรา
       จักรารับกระดาษ อ่านดู “คุ้มเชียงแมนรับสมัครผู้จัดการไร่ชา 1 ตำแหน่ง”
       “พี่ชาบอกว่าพี่จักรเรียนจบเกษตรมา จิตว่าไปสมัครเป็นผู้จัดการไร่ชา ท่าทางจะแนบเนียนดีนะคะ” ระจิตบอกอย่างภูมิใจ
       จักรานิ่งคิดว่าเข้าท่าเหมือนกัน “ขอบใจมาก... ดึกแล้ว จิตไปนอนเถอะ”
       ระจิตไม่ยอมแพ้ กระเง้ากระงอดใส่ “แต่จิตยังไม่ง่วงนี่คะ อยากคุยกับพี่จักรต่อ”
       จักรารู้ทันจึงตัดบทว่า “พี่เหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อน ฝันดีนะ”
       
       จักราปิดประตูห้องทันที ระจิตฮึดฮัดขัดใจ ค้อนควักกับประตูด้วยความเสียดาย



วันนี้จักราตื่นแต่เช้า เขาแต่งตัวเสร็จแล้ว และกำลังจะออกไปข้างนอก รชาเดินมาเข้ามาในห้องพอดี มองเพื่อนรุ่นน้องด้วยความสงสัย
       
       “แต่งตัวไปไหนวะ จักร”
       “ผมจะไปสมัครงานที่คุ้มเชียงแมนครับพี่ เขาเปิดรับพอดี”
       “เดี๋ยวฉันไปด้วย ปล่อยแกไปคนเดียว เกิดหายไปอีกคนจะทำไงวะ” รชานึกเป็นห่วง
       จักรายิ้ม “ไม่ขนาดนั้นหรอกพี่ วันนี้แค่ไปลองสมัครงานหยั่งเชิงก่อน พี่ไม่ต้องไปหรอก เสียงานพี่เปล่าๆ”
       “ถึงงั้นก็เถอะ คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายนะโว้ย”
       “ขนกันไปหลายคน เดี๋ยวไก่ตื่นหมด ให้ผมไปดูลาดเลาก่อน ได้เรื่องยังไงเดี๋ยวเรามาปรึกษากันอีกที”
       “เออ เอางั้นก็ได้ แกเอารถจี๊ปฉันไปก็แล้วกัน ได้สะดวกหน่อย”
       จักรายอมตกลง ซึ้งในน้ำใจเพื่อนรุ่นพี่
       
       จักราขับรถเข้ามาในเขตไร่ชาเชียงแมน ถือโอกาสมองสำรวจไร่สองข้างทาง เขาเห็นต้นชาปลูกเป็นแถวยาวเรียงกันตามระดับความสูงต่ำของพื้นที่สุดลูกหู ลูกตา คนงานพากันทำงานในไร่อย่างขันแข็ง
       จักราขับรถเรื่อยๆ ไปตามทาง มองซ้ายมองขวา สังเกตไร่ชาด้วยความอยากรู้อยากเห็น และพยายามเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด จักราขับรถมุ่งหน้าไปทางซ้าย
       
       ขณะเดียวกันนั้นเจ้าดาเรศ เดินเข้ามาในบริเวณไร่จากทางด้านขวา หญิงสาวแต่งตัวทะมัดทะแมง เดินถ่ายรูปไร่ชาและคนงานด้วยความเพลิดเพลิน เจ้าดาเรศถ่ายรูปในมุมกล้องที่แปลกแต่สวยงาม มีชีวิตชีวา ดูออกว่าเธอมีฝีมือในการถ่ายรูป ด้วยเรียนจบด้านการถ่ายภาพมา
       
       จักราจอดรถหน้าอาคารออฟฟิศไร่ชาเชียงแมน แล้วก้าวลงจากรถ มองดูออฟฟิศเบื้องหน้าอย่างสังเกต แล้วเปิดประตูกระจกเข้าไปเจอเค้าน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
       “ผมมาสมัครงานน่ะครับ”
       “เชิญที่ห้องฝ่ายบุคคลทางโน้นค่ะ” พีอาร์สาวชี้ทางมือไปทางขวา
       
       โฉมสุรางค์เดินเข้ามาในออฟฟิศนี้จากอีกทางหนึ่ง เดินตรงไปยังห้องทำงานของเธอ
       จักราเดินเรื่อยๆ มาตามทางที่ประชาสัมพันธ์บอก มองดูออฟฟิศ ก็ไม่พบเห็นว่าจะต่างจากที่อื่นๆ
       
       โฉมสุรางค์ เดินเข้ามาในออฟฟิศ มีพาร์ทิชั่นกั้นแบ่งแผนกทำงานเป็นสัดส่วน มีป้ายติดบอกว่าเป็นแผนกไหนให้เห็น พนักงานนั่งทำงานอยู่ เห็นโฉมสุรางค์ก็สวัสดีด้วยท่าทีนอบน้อม โฉมสุรางค์พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แล้วเดินเลี้ยวตรงไปที่ห้องทำงานของตน
       จักราเปิดประตูเข้ามาในโซนนี้พอดี เขาเห็นป้าย “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล” จึงเดินไปหาพนักงานที่ทำงานอยู่
       “ผมมาสมัครงาน ตำแหน่งผู้จัดการไร่ชาครับ”
       “สักครู่นะครับ” ฝ่ายบุคคลค้นเอกสารที่ลิ้นชักข้างๆ โต๊ะทำงาน ยื่นให้จักรา “คุณกรอกใบสมัครนี่นะครับ ติดรูป แล้วก็เตรียมเอกสารตามนี้”
       
       พนักงานฝ่ายบุคคลชายวัยกลางคน
       จักรากรอกไปสมัครไป ชวนพนักงานชายวัยกลางคนคุยไปเนียนๆ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับไร่เชียงแมนไปด้วย
       “มีคนมาสมัครตำแหน่งนี้เยอะไหมครับ”
       “หลายคนอยู่ครับ”
       “ที่นี่มีคนงานเยอะไหมครับ” ชายหนุ่มทำเป็นกระซิบ “แล้ว...มีสาวๆสวยๆบ้างไหมครับ”
       ฝ่ายบุคคลยิ้ม “คนงานที่นี่มีห้าสิบหกสิบคน ส่วนที่สาวๆ สวยๆ ก็พอมีอยู่ครับ”
       จักราลองหยั่งเชิง “มีใครชื่ออนิลทิตาไหมครับ”
       ฝ่ายบุคคลแปลกใจ “ชื่ออะไรนะครับ”
       “อ้อ ไม่มีอะไรครับ” จักรากรอกใบสมัครเสร็จพอดี “นี่ครับ” เขาส่งให้พร้อมหลักฐาน
       “แล้วทางเราจะติดต่อกลับไปนะครับ”
       “แล้วจะรู้ผลเมื่อไหร่ครับ คือตอนผมขับรถเข้ามาเห็นไร่ชาสุดลูกหูลูกตา รู้สึกประทับใจมาก อากาศก็บริสุทธิ์ ผมอยากทำงานที่นี่จริงๆ นะครับ” จักราทำท่ากระตือรือร้น
       ฝ่ายบุคคลขำความช่างพูดและท่าทีจักรา “อีกสองสามวันหมดเขตรับสมัคร แล้วทางเราจะรีบติดต่อนัดวันสัมภาษณ์ ขอให้โชคดีนะครับ”
       จักราเดินออกไป พนักงานฝ่ายบุคคลเอาใบสมัครของจักราขึ้นมาดู มองที่รูปของจักราอย่างสนใจ
       
       รูปจักราที่ติดอยู่ในใบสมัคร และใบสมัครนั้นอยู่ในมือของโฉมสุรางค์ ในเวลานี้ นางจ้องรูปจักราเหมือนมีชีวิต ยิ้มชื่นด้วยความดีใจ เอาใบสมัครที่มีรูปจักรามากอดแนบไว้กับอก หลับตาพริ้ม
       “ในที่สุดเธอก็กลับมาหาฉัน สินธุ ฉันจะไม่ยอมให้เธอจากฉันไปอีก”
       โฉมสุรางค์ลืมตาขึ้นทันที
       
       ทันใดนั้นเอง เสียงยางรถจักราระเบิดดังปัง! โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย จักราตกใจ รถเสียหลักส่ายไปมา เขาตัดสินใจจอดรถเข้าข้างทางทันที แล้วรีบลงไปดู พบว่าที่ล้อยางแบน
       เจ้าดาเรศอยู่ในไร่ชาไม่ไกลนัก ได้ยินเสียงยางรถระเบิดก็ตกใจ เธอมองหาที่มาของเสียง หันไปทางถนน เห็นรถจี๊ปจอดอยู่ โดยมีผู้ชายผมยาวดูยางรถ เจ้าดาเรศจึงเดินไปที่รถคันนั้น
       จักราหาอุปกรณ์ซ่อมรถอยู่พักหนึ่งก็เจอ เขาปลดยางอะไหล่ลงจากหลังรถ สอดแม่แรง แล้วลงมือเปลี่ยนยางรถ
       เจ้าดาเรศเดินเข้ามาใกล้ เห็นชายหนุ่มก้มเปลี่ยนยางรถอยู่ จึงถามขึ้นอย่างมีไมตรี
       “มีอะไรให้ช่วยไหมคะ”
       จักราหันหน้าไปทางเสียง เจอกับเจ้าดาเรศยืนมองมา ทั้งคู่ตะลึงแปลกใจกันอยู่ครู่หนึ่ง จึงอุทานออกมาพร้อมๆ กัน
       “คุณดา” / “คุณจักร”
       จักราลุกขึ้นยืน มองเจ้าดาเรศ ดีใจอยู่ลึกๆ แต่แสดงออกไม่มากนัก
       เจ้าดาเรศมองจักรา ตาเป็นประกาย ทักทายพร้อมส่งยิ้มร่าเริงให้
       “บังเอิญเจอกันอีกแล้วนะคะ คุณจักรมาอยู่นี่ได้ไงคะ”
       “ผม เอ่อ มาสมัครงานที่ไร่ชาน่ะครับ แล้วคุณดาล่ะครับ”
       เจ้าดาเรศยิ้มฉงน กระชับกล้องในมือ “ดามาถ่ายรูปค่ะ” หญิงสาวมองไปรอบๆ “แล้วนี่ก็ไร่ชาของคุณแม่ดาเอง”
       จักราแปลกใจมากขึ้น “งั้น คุณแม่ของคุณดาก็คือ คุณโฉมสุรางค์”
       “ใช่ค่ะ คุณจักรรู้จักคุณแม่ของดาด้วยหรือคะ” เจ้าดาเรศนึกสงสัย
       “เคยได้ยินแต่ชื่อน่ะครับ แต่ยังไม่มีโอกาสได้พบตัวจริงเลย”
       
       โฉมสุรางค์รีบขับรถตามจักราออกมา มองไปเห็นรถจักราจอดอยู่ข้างทาง ยิ้มสมใจที่หยุดจักราไว้ได้ทัน โฉมสุรางค์จอดรถข้างทางด้านหลัง ทิ้งระยะห่างจากรถจักราไม่ไกลนัก เพื่อไม่ให้จักราสังเกตเห็น
       โฉมสุรางค์ลงจากรถ เดินตรงไปหา หยุดมองดูจักราที่กำลังเปลี่ยนยางรถอยู่อย่างทะมัดทะแมงด้วยแววตาดีใจและ ปลาบปลื้ม ที่ได้มาเจอจักราในที่สุด
       “สินธุ” อนิลทิตาในคราบโฉมสุรางค์ เอ่ยเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงโหยหา
       จักราหันไป ตะลึงในความงามสง่าของโฉมสุรางค์ ถามขึ้นด้วยได้ยินไม่ถนัด
       “คุณเรียกผมหรือครับ”
       เจ้าดาเรศช่วยจักราส่งเครื่องมืออยู่ข้างๆ แต่โฉมสุรางค์ไม่ทันเห็นด้วยร่างจักราบังอยู่ เมื่อได้ยินเสียง เธอก็รู้สึกคุ้นเสียงนั้น จึงเบี่ยงตัวออกมามองฉงน
       “อ้าว คุณแม่ เมื่อกี้คุณแม่เรียกชื่อใครคะ”
       โฉมสุรางค์ชะงักไป แล้วรู้สึกขัดใจที่เจ้าดาเรศมาอยู่ที่นี่ด้วย
       “ดาเรศ มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
       “รถคุณจักรยางแตกค่ะ ดาผ่านมาพอดีเลยมาช่วย” เจ้าหันไปทางจักรายิ้มให้ด้วยท่าทางสนิทสนม “คุณจักรคะ นี่คุณแม่ของดาค่ะ”
       จักราทำท่าจะพนมมือไหว้ แต่โฉมสุรางค์รีบเอามือจับห้ามไว้ จักราตกใจ จึงเอามือลง เจ้าดาเรศมองโฉมสุรางค์อย่างประหลาดใจ
       “ไม่ต้องไหว้หรอกค่ะ ฉันไม่ใช่คนมีพิธีรีตองอะไรมาก”
       จักราก้มหัวแทน “สวัสดีครับ คุณโฉม”
       “นี่รู้จักกันมาก่อนรึ” โฉมสุรางค์มองเจ้าดาเรศด้วยความสงสัย
       “เคยเจอกันสองสามครั้งค่ะคุณแม่” เจ้าดาเรศมองจักราน้ำเสียงร่าเริง
       โฉมสุรางค์พูดกับจักราในน้ำเสียงอ่อนหวาน “ไปคุยกันที่สำนักงานดีกว่าค่ะ ตรงนี้เริ่มร้อนแล้ว เรื่องยางรถเดี๋ยวให้คนงานมาจัดการให้ นะคะคุณจักร”
       
       โฉมสุรางค์พาจักราเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัว ทำทีเหมือนสัมภาษณ์งานจักรา
       “ฉันเห็นใบสมัครคุณแล้ว ตกลงรับคุณเข้าทำงาน ยินดีต้อนรับสู่ไร่ชาเชียงแมนค่ะ”
       “เอ่อ...รับแล้วเหรอครับ” จักราแปลกใจปนงง “ ขอบคุณครับ”
       โฉมสุรางค์ยิ้ม “แต่มีข้อตกลงข้อนึงนะคะ”
       จักราฉงน “ข้อตกลงอะไรหรือครับ”
       “คุณจะต้องย้ายมาพักที่คุ้มเชียงแมน เพื่อจะได้สะดวกในการทำงาน และทุ่มเทกับงานอย่างเต็มที่”
       จักราตัดสินใจทันที “ได้ครับ แต่ผมขอเวลาสามวัน จัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย แล้วผมจะย้ายเข้ามาครับ”
       “ค่ะ ดิฉันจะรอ” โฉมสุรางค์ยิ้มหวานแววตาดูลึกซึ้ง
       จักรามองอย่างไม่เข้าใจ ทั้งคำพูดและท่าทาง โฉมสุรางค์มองจักราด้วยแววตาวาดหวัง
       
       เจ้าดาเรศนั่งอ่านนิตยสารรออยู่ที่มุมรับรองแขกหน้าห้องโฉมสุรางค์ สักครู่หนึ่งจักราเปิดประตูออกมา เห็นเจ้าดาเรศเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ จักราจึงเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ
       “เป็นไงบ้างคะ”
       จักรายิ้ม “คุณแม่คุณรับผมเข้าทำงานแล้วครับ”
       เจ้าดาเรศยิ้มตอบ “ยินดีด้วยนะคะคุณจักร”
       “ขอบคุณครับ สงสัยผมโชคดีเพราะเจอคุณดา คงต้องเลี้ยงข้าวขอบคุณซะแล้ว”
       เจ้าดาเรศหัวเราะ
       โฉมสุรางค์เปิดประตูออกมา เห็นเจ้าดาเรศและจักราพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ก็ชักสีหน้าไม่พอใจ บอกกับจักราว่า
       “ขอโทษนะคะคุณจักรา” แล้วผินหน้ามาทางเจ้าดาเรศ “ดาเรศแม่มีเรื่องจะคุยด้วย”
       เจ้าดาเรศที่กำลังยิ้มอยู่ หุบยิ้มทันที
       
       โฉมสุรางค์นั่งคุยกับเจ้าดาเรศ ตรงโซฟาในห้องทำงาน
       “ไปรู้จักคุณจักราได้ยังไง ดูท่าทางสนิทกับเขานี้”
       “ดาบังเอิญเจอคุณจักรที่สนามบินน่ะค่ะ เลยรู้จักกัน”
       “เขากำลังจะมาเป็นผู้จัดการไร่ที่นี่ แม่ไม่อยากให้ไปสนิทสนมกับเขาให้มาก มันจะไม่งาม”
       เจ้าดาเรศงงที่ถูกตำหนิ “ดาก็ไม่ได้ไปสนิทหรอกค่ะ คุยกันตามประสาคนรู้จักกันเท่านั้น”
       โฉมสุรางค์ตัดบท “ดีแล้ว ทำตามที่แม่บอกก็แล้วกัน”
       “ค่ะ เอ่อ คุณแม่คะ วันก่อนดาทำเทอร์กี้โรลล์ให้คุณแม่ แต่คุณแม่ไม่อยู่ เมื่อเช้านี้ดาทำใหม่ อยากให้คุณแม่ลองทานน่ะค่ะ”
       “แม่ควบคุมอาหารอยู่ เธอกินเองไปก็แล้วกัน ออกไปได้แล้ว แม่จะทำงาน”
       
       เจ้าดาเรศเดินคอตกออกไปจากห้อง น้อยใจที่พยายามเอาใจแม่ แต่แม่ไม่สนใจเลย
       
       โฉมสุรางค์รีบร้อนกลับคุ้ม แล้วตรงดิ่งไปปรึกษาบันดาสาที่กระท่อมเรื่องที่เจอสินธุ แต่เขากลับไม่มีท่าทีว่าจะจดจำนางได้
       “พี่บันดาสา ฉันเจอสินธุแล้ว รูปร่างหน้าตาเขาเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่...เขาจำฉันไม่ได้”
       “การกลับมาเกิดในชาติใหม่ จะทำให้ลืมเรื่องราวในชาติก่อน หรืออาจจำได้บ้างแต่ก็เพียงรางๆเท่านั้น”
       “แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะ พี่บันดาสา” อนิลทิตาในรูปลักษณ์โฉมสุรางค์ร้อนรนใจ
       “แม่หญิงต้องทำให้เขารักให้ได้เจ้าค่ะ ข้าคิดว่าการที่เขาได้มาเจอแม่หญิงในวันนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่า สัญญาในชาติก่อนส่งผลให้มาเจอกันอีกครั้ง”
       “ฉันจะทำให้เขารัก ขอฉันแต่งงาน ครองคู่กันให้ได้” โฉมสุรางค์ยิ้มเพ้อฝัน
       “แต่ถ้าแต่งงานกันไป เขาแก่ลง แต่เห็นว่าแม่หญิงไม่แก่ล่ะ แม่หญิงจะทำยังไง แล้วยังความลับของเราอีก” บันดาสากังวลแทน
       โฉมสุรางค์กลัดกลุ้มสุดจะประมาณ แต่สุดท้ายตัดความกลุ้มใจนั้นทิ้งไปบอกอย่างมุ่งมั่น “ไม่รู้ล่ะ ให้ถึงเวลานั้นค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้ ฉันจะทำทุกทางให้สินธุกลับมาเป็นของฉันให้ได้”
       
       จักรากลับมาที่รีสอร์ท นั่งปรึกษารชาและระจิต อยู่ในคอฟฟี่ช็อปสามคน
       รชาทักท้วง “ทำไมต้องให้พักที่คุ้มเชียงแมนด้วย ฉันว่ามันแปลกๆ ว่ะ”
       “คุณโฉมเค้าว่าเพื่อความสะดวกในการทำงาน แต่ก็ดีเหมือนกัน พักที่นั่น ผมได้สืบเรื่องเดชได้สะดวก หน่อย” จักราไม่รู้สึกกลัวสักนิด
       ระจิตกระเง้ากระงอดใส่ตามเคย “แต่จิตกลัวพี่จักรหายไปอีกคนน่ะสิคะ”
       จักราหันไปทางระจิต ยิ้มให้ “ไม่ต้องกลัวหรอกน่า พี่ดูแลตัวเองได้”
       “ต้องไปพักอยู่กับใครก็ไม่รู้ แถมยังต้องไปสืบโน่นสืบนี่อีก มันไม่น่าไว้ใจอยู่ดี”
       ระจิตไม่อยากให้จักราไปอยู่ที่อื่น
       “ก็ไม่เชิงนะ มีคนรู้จักอยู่ที่นั่นด้วย” จักราคิดถึงเจ้าดาเรศ แล้วเผลอยิ้มออกมา
       รชาฉงน “คนรู้จักรึ ใครกัน”
       “คุณดาเรศ คนที่เจอที่สนามบินไง จำได้รึเปล่าพี่”
       “จำได้สิ สวยน่ารัก ซะขนาดนั้น”
       “ใครกันคะพี่จักร” ระจิตถามหยั่งเชิง
       “คุณดาเรศเป็นลูกสาวของคุณโฉม เจ้าของคุ้มเชียงแมน”
       “บังเอิญขนาดนั้นเลย แล้วคุณโฉมหน้าตาท่าทางเป็นไง”
       “ก็ดูไม่มีอะไรนะ เพิ่งเจอแป๊บเดียว คุณโฉมยังดูสาวและสวยอยู่มาก เดาไม่ถูกเลยว่าอายุเท่าไหร่แล้ว เทียบกับคุณดาเหมือนเป็นพี่น้องกันมากกว่า”
       จักราพูดโดยไม่รู้สึกติดใจสงสัยอะไรเลย
       
       แต่รชากับระจิตกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ดูแปลกๆ แต่สองพี่น้องก็บอกไม่ถูกว่าคืออะไร



ในตอนเช้าวันถัดมา นายชด คนขับรถคุ้มเชียงแมนพากระถินออกมาซื้อของสดที่ตลาดตามปกติ วนรถหลายรอบ แต่ก็ยังหาที่จอดรถไม่ได้สักที กระถินเลยบอกว่า
       
       “ไม่มีที่จอดเลย เดี๋ยวฉันลงตรงนี้ละ น้าชดลองวนหาที่จอดดู ถ้าฉันซื้อของเสร็จแล้วจะมารอแถวๆ นี้ล่ะ”
       “ได้จ้ะ กระถิน”
       
       เวลาผ่านไปอีกไม่นานนัก เห็นกระถินหอบหิ้วผลไม้มาพะรุงพะรัง ทั้งสตรอว์เบอร์รี่ ส้ม พลับ แอปเปิล กระถินเดินออกมาจากตลาด หยุดอยู่ข้างทางมองหารถของคุ้ม
       กระถินมองเห็นรถจอดอยู่อีกฝั่งของถนน จึงรีบร้อนข้ามไป โดยไม่ได้ดูทางให้ดี จังหวะนี้เองรถมอเตอร์ไซค์ของรชาวิ่งมาอย่างรวดเร็ว เขาเห็นกระถินวิ่งพรวดออกมา จึงเบรกสุดตัว พยายามควบคุมรถไม่ให้เสียการทรงตัว และไม่ให้ชนคน แต่สุดท้ายเฉี่ยวกระถินไปนิดหนึ่ง จนกระถินเสียหลักล้มลง ข้าวของกระจายเต็มถนน
       กระถินตกใจร้อง “ว้าย”
       รชาจอดรถ ลงมาดูด้วยอารมณ์โมโหสุดๆ แต่ก็รีบเข้าไปช่วยประคองกระถินให้ยืนขึ้นมา
       “อยากตายรึไง อยู่ดีๆก็วิ่งพรวดพราดตัดหน้ารถอย่างนี้”
       กระถินตกใจที่โดนรถเฉี่ยว แถมยังโดนด่า เลยโมโหมาก “แล้วคุณขี่รถภาษาอะไร ในที่ชุมชน ใครเขาขี่เร็วขนาดนี้ ชนคนอื่นแล้วยังมาโทษเขาอีก” กระถินรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อศอก ยกขึ้นมาเอามือคลำดู “โอ๊ย”
       รชาเห็นเลือดไหลที่ข้อศอก สงสาร “เลือดออก รีบไปโรงพยาบาลกันเถอะคุณ”
       กระถินเห็นเลือดออกเยอะ ตกใจ แต่ปากแข็ง “ไม่เป็นไร ไม่ต้องยุ่ง”
       “อย่าทำเป็นเก่งน่า หน้าซีดเป็นไก่ต้มแล้ว” รชาขำท่าทางเอาเรื่องของกระถิน
       
       ไม่นานต่อมา คุณหมอถือชาร์ตคนไข้ คุยกับกระถิน มีรชายืนดูอยู่ข้างๆ ด้วยความเป็นห่วง กระถินนั่งอยู่บนเตียงในห้องฉุกเฉิน ที่ข้อศอกมีผ้าผันแผล ตามตัวมีรอยฟกช้ำสามสี่แห่ง
       “ไม่เป็นอะไรมากครับ มีแค่แผลภายนอกกับรอยฟกช้ำ”
       “ขอบคุณค่ะคุณหมอ” กระถินยกมือไหว้
       คุณหมอเขียนใบสั่งยา “เดี๋ยวให้ญาติไปรับยาที่ห้องจ่ายยานะครับ”
       คุณหมอเดินออกจากห้องไป
       รชามองสำรวจร่างกาย “โชคดีนะผมเบรกทัน ไม่งั้นคุณเจ็บมากกว่านี้”
       “โชคดีที่ได้มานอนโรงพยาบาลงั้นสิ ขอให้คุณโชคดีบ้าง” กระถินประชด
       “จะมาแช่งอะไรผม” รชาพูดอย่างจริงใจ “เอาเป็นว่าผมขอโทษก็แล้วกัน ที่ทำให้คุณเจ็บตัว”
       “รู้จักขอโทษ ฉันก็ให้อภัย” กระถินประทับใจที่รชาเป็นคนตรงไปตรงมา
       
       กระถินเดินออกจากโรงพยาบาลพร้อมรชา สองคนเดินมาที่ลานจอดรถ
       “เอ่อ แล้วคุณจะกลับยังไง ให้ผมไปส่งไหม”
       “ไม่ต้อง ฉันกลับของฉันเองได้” กระถินเสียงแข็ง
       “กลับดีๆ ล่ะคุณ อย่าซุ่มซ่ามตัดหน้ารถใครอีกล่ะ” รชายิ้มกวนๆ
       กระถินค้อนใส่รชา รีบเดินไปที่จอดรถคุ้มเชียงแมน
       ชดยืนรอกระถินอยู่ข้างรถ เตรียมเปิดประตูให้กระถิน
       “กระถิน...เป็นยังไงบ้าง”
       “ไม่เป็นไรมากจ๊ะน้าชด”
       รชากำลังเดินไปที่รถมอเตอร์ไชค์ ได้ยินชดเรียกชื่อ “กระถิน” จึงหันไปมอง เขาเห็นกระถินขึ้นรถออกไป ท้ายรถมีสติ๊กเกอร์ “คุ้มเชียงแมน”
       รชาตกใจ “เฮ้ย! คุ้มเชียงแมน คนของคุ้มเชียงแมนเหรอเนี่ย”
       
       ตอนบ่าย จักรากับระจิต มาดูแลความเรียบร้อยของงานศพสุรเดชที่วัด ก่อนถึงเวลาสวดศพ หลวงพ่อเจ้าอาวาสเดินเข้ามาพร้อมกับสัปเหร่อโกรง
       จักราไหว้ “นมัสการครับ หลวงพ่อ”
       ระจิตพนมมือไหว้หลวงพ่อด้วยความเคารพ นึกดีใจที่ได้ยืนคู่กับจักรา
       “เจริญพรเถอะโยม ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะ”
       ระจิตรีบตอบแสดงตัวเป็นเจ้าของงานคู่จักรา “ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องค่ะ กราบขอบพระคุณหลวงพ่อมากเลยค่ะ”
       “แล้วตกลงโยมจะสวดกี่คืนล่ะ”
       “ผมก็ไม่มีญาติพี่น้องที่นี่ คิดว่าจะสวดหกคืน ครบเจ็ดวันแล้วก็เผาเลยครับ” จักราว่า
       “มีอะไรขาดเหลือก็บอกสัปเหร่อโกร่งนะ” หลวงพ่อหันไปพูดกับสัปเหร่อโกร่ง “เดี๋ยวปรึกษากับคุณๆเขาเรื่องวันเผา ได้เตรียมงานให้เรียบร้อย”
       “ครับ”
       จักรา กับระจิต ไหว้ หลวงพ่อเจ้าอาวาสเดินออกไป
       
       ครู่ต่อมา จักรากับระจิตคุยอยู่กับสัปเหร่อโกร่งเรื่องการเตรียมงานวันเผาสุรเดช รชาเดินเข้ามาพอดี
       “พี่ชาหายไปไหนมาคะ ทำไมถึงมาช้าจัง” ระจิตต่อว่า
       “เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะ พี่ขี่มอเตอร์ไซค์เฉี่ยวคน”
       จักราเป็นห่วง “เฉี่ยวใครครับ มีใครเป็นอะไรรึเปล่า”
       “คนของคุ้มเชียงแมนน่ะ แต่เขาไม่เป็นอะไรมาก พักนี้พวกเราท่าจะดวงสมพงศ์กับคนในคุ้มนั้นนะ นายจักรก็กำลังจะเข้าไปทำงานที่นั่น”
       สัปเหร่อโกร่งออกอาการตกใจเมื่อได้ยินชื่อคุ้มเชียงแมน
       “อะไรนะ ใครจะไปทำงานที่คุ้มเชียงแมนนั่น”
       “ผมครับ ที่นั่นมีอะไรหรือครับ” จักราสงสัยครามครัน
       สัปเหร่อโกร่งบอก “อย่าไปยุ่งกับคนที่นั่น มันอันตราย”
       “อันตรายอะไรคะ บอกเรามาเถอะค่ะ” ระจิตซักไซ้
       “อย่าให้พูดเลย อยากรู้อะไรไปถามเพื่อนผม มันเคยทำงานในคุ้มเชียงแมนตั้งแต่หนุ่มๆ แต่ลาออกมาเมื่อสามสี่ปีนี้เอง มันรู้เรื่องในคุ้มนั้นดีที่สุด”
       “เพื่อนลุงชื่ออะไรครับ” รชาถาม
       สัปเหร่อโกร่งบอก “มันชื่อ บุญโฮม”
       
       บ้านของบุญโฮมเพื่อนของสัปเหร่อโกร่ง เป็นกระท่อมเก่า สภาพทรุดโทรม ตั้งอยู่ในป่าทึบอันรกครึ้ม รอบบริเวณเต็มไปด้วยต้นไม้ขึ้นสูงใหญ่
       บุญโฮม ซึ่งบัดนี้กลายเป็นชายสูงวัย อยู่ในชุดม่อฮ่อมประจำตัว นั่งอยู่ในบ้าน มีเสียงงูเลื้อยผ่านใบไม้แห้งดังกรอบแกรบใกลเข้ามา บุญโฮมเงี่ยหูฟัง รับรู้ว่าศัตรูกำลังมาเยือน บุญโฮมนั่งขัดสมาธิ เปิดขวดแก้วข้างตัว หยิบว่านเป็นหัวกลมๆ ออกมาพนมมือ หลับตาท่องคาถางึมงำ
       เสียงงูเลื้อยเริ่มดังขึ้น เร็วขึ้น และใกล้กระท่อมเข้ามาเรื่อยๆ
       ท่องคาถาเสร็จ บุญโฮมก็ลืมตา กำว่านไว้ตรงปาก เป่ามนต์ไปที่ว่านนั้น เกิดแสงส่องวาบออกมาจากว่าน แสงค่อยๆ ขยายออกกลายเป็นกำแพงแก้วล้อมรอบบ้าน
       ที่แท้เป็น เจ้าตองเหลือง งูเหลือมยักษ์สมุนคู่ในของอนิลทิตานั่นเอง มันเลื้อยมาถึงบริเวณบ้าน แล้วพุ่งตัวเข้าชนกำแพงแก้ว แต่ไม่สามารถผ่านไปได้
       
       อนิลทิตาในรูปลักษณ์โฉมสุรางค์ ซึ่งเวลานี้นั่งสมาธิหลับตานิ่งอยู่ในห้องลับ มองเห็นจากทางในว่า ตองเหลืองผ่านกำแพงเข้าไปไม่ได้ จึงท่องคาถาภาษาประหลาด แล้วเป่าออกมาเป็นควันสีดำ
       
       เจ้าตองเหลืองมีแสงแวบขึ้นมาที่ลำตัว มีแรงเพิ่มขึ้น มันชนกำแพงแก้วอีกครั้งจนกำแพงแตกเป็นช่อง ตองเหลืองเลื้อยเข้าไปต่อ อยู่ที่บริเวณนอกชาน และกำลังจะคืบคลานเข้าบ้าน
       บุญโฮมได้ยินเสียงเลื้อยอีกครั้งก็ตกใจ รู้ว่างูยักษ์ทะลุกำแพงเข้ามาได้แล้ว จึงรีบลุกเดินไปที่หน้าต่าง กระโดดหนีทันที
       บุญโฮมลงมาถึงพื้น หันหลังมองกลับไปดู เห็นเจ้าตองเหลืองเลื้อยชูคอมาตรงหน้าต่างพอดี
       ชายสูงวัยรวบรวมเรี่ยวแรงวิ่งหนีสุดชีวิต แต่อารามรีบร้อนและตกใจ จึงสะดุดข้าตัวเองหกล้มกลิ้งไปกับพื้น บุญโฮมเห็นเท้าคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา และได้ยินเสียงเรียกดังก้อง
       “บุญโฮม”
       บุญโฮมตกใจสุดขีด ทำท่าจะวิ่งหนีไปอีกทางตามสัญชาตญาณ แต่พอเขม้นมองร่างนั้นชัดๆ ก็ยิ้มดีใจออกมา
       “พี่นายิกี”
       เป็น นายิกี พี่สาวผู้มีอาคมของบุญโฮมนั่นเองที่แวะมาช่วย ด้วยรับรู้จากญาณว่าน้องชายกำลังถูกปองร้าย นายิกีมองข้ามหัวบุญโฮมไปทางด้านหลัง เห็นเจ้าตองเหลืองเลื้อยคลานเข้ามา
       “หลบไป เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
       บุญโฮมรีบไปหลบข้างหลังพี่สาวตามสั่ง นายิกีจ้องตาเป๋งไปที่เจ้าตองเหลือง
       
       ขณะเดียวกันนี้ รชาขับรถมาตามทางในป่า พร้อมกับจักรา สองหนุ่มมองไปเบื้องหน้าเห็นต้นไทรใหญ่ มีรากห้อยระย้า หนาตา ตรงตามที่สัปเหร่อโกร่งบอก รชาจอดรถ ทั้งคู่ลงจากรถ
       “น่าจะเป็นต้นไทรต้นนี้นะ” จักราแหงนมองดูต้นไทร
       “น่าจะใช่ สัปเหร่อโกร่งให้เดินตรงไปจากต้นไทรต้นนี้ ประมาณกิโลนึง”
       สองหนุ่มมองไปรอบๆ แล้วพากันเดินเข้าไปในป่าข้างทาง และเดินตรงไปเรื่อยๆ กลางสภาพป่าที่รกเรื้อ บรรยากาศแสนวังเวง
       
       ฝ่ายเจ้าตองเหลืองชูคอ เลื้อยตรงเข้าหานายิกีและบุญโฮมอย่างประสงค์ร้าย นายิกีล้วงมือเข้าไปในย่าม ควักสายสิญจน์ออกมา ปากท่องคาถาขมุบขมิบ เป่าพรวดลงไปที่เชือก แล้วขว้างออกไปในอากาศเบื้องหน้า
       น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก สายสิญจน์ได้กลายเป็นบ่วงไฟ ลอยไปรัดคอ เจ้าตองเหลือง งูยักษ์ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด ฟาดหางไปมา มันต่อสู้สุดชีวิต ใช้พลังเฮือกสุดท้าย เปล่งแสงวาบออกมาจากลำตัว จนทำให้บ่วงไฟขาดสะบั้นแล้วรีบเลื้อยหนีไปในราวป่า
       นายิกีเห็นบ่วงไฟกลายเป็นสายสิญจน์ ขาดออกจากกันก็โมโห
       “ฤทธิ์เยอะนัก ไอ้สมิงดงตัวนี้”
       จักรากับรชาเดินเข้ามาจากคนละทางกับที่ตองเหลืองหนีไป เห็นนายิกีกับบุญโฮม มีท่าทาง ตื่นเต้นเหมือนเจออะไรหนักหนามา
       นายิกีกับบุญโฮม มองไปที่ชายหนุ่มทั้งสองคนที่เข้ามาด้วยความแปลกใจ
       จักรารีบบอก “ผมมาหาพ่อเฒ่าบุญโฮมครับ”
       บุญโฮมถามกลับ “มีธุระอะไรกับข้ารึ เจ้าหนุ่ม”
       
       ในขณะที่ จักรา รชา นายิกี และ บุญโฮม คุยกันที่นอกชานกระท่อม เป็นเวลาเย็นย่ำแล้ว รอบบริเวณกระท่อมจึงดูวังเวง บรรยากาศลึกลับ
       จักราแนะนำตัวเป็นทางการ “ผมชื่อจักราครับ แล้วนี่เพื่อนผม...รชา” เขาหันไปทางรชาให้เป็นคนแนะนำเอง
       รชาก้มหัวเป็นเชิงทักทายอย่างสุภาพ “สัปเหร่อโกร่งบอกว่า พ่อเฒ่าเคยอยู่และรู้เรื่องที่คุ้มเชียงแมนดี ผมจะมาถามเรื่องคุ้มนั้นครับ”
       “อยากจะรู้เรื่องที่นั่นไปทำไม” บุญโฮมถาม
       “เพื่อนผมมันต้องเข้าไปทำงานที่นั่นครับ” รชาว่า
       นายิกีสวนทันที “อย่าได้เข้าไปที่นั่น มันมีมนต์ดำอำนาจมืดครอบคลุมอยู่”
       จักราตกใจ แต่ยังรั้น “มนต์ดำอำนาจมืดอะไรผมไม่รู้ แต่น้องผมหนีออกมาจากที่นั่น แล้วตายอย่างมีเงื่อนงำ ผมต้องรู้ให้ได้ว่าที่นั่นมันมีอะไร”
       บุญโฮมบอก “ข้าหนีออกมาจากที่นั่นหลายปีแล้ว ไม่อยากรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก”
       รชาฉงน “ที่นั่นมันมีอะไรกันแน่ครับ ถ้ามันมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากล เราก็น่าจะช่วยกันเปิดเผยมันนะครับ”
       “พวกเจ้าคนธรรมดาไม่มีทางจัดการกับมันได้” นายิกีบอก
       “ผมจะไม่ยอมให้น้องชายตายฟรี ผมแค่อยากรู้ว่าที่นั่นมีอะไร แค่บอกผมมา ได้หาทางรับมือถูก” จักราว่า
       บุญโฮมส่ายหัว “ไม่มีทางสู้กับมันได้หรอก ขนาดพี่สาวข้ามีวิชายังเอาชนะมันไม่ได้เลย ถึงเล่าไปก็คงไม่เชื่อ”
       รชาอยากรู้มากพอๆ กับจักรา “มีอะไรก็บอกมาเถิดครับ พวกผมอยากรู้”
       นายิกีตัดบทเสียงเข้ม “กลับไปเสียเถอะ จำไว้อย่างเดียว อย่าไปเกี่ยวข้องกับคุ้มเชียงแมนเป็นอันขาด”
       จักรากับรชาเห็นบุญโฮมและนายิกีไม่ยอมบอกท่าเดียว จึงลาจากมาด้วยความสงสัย แต่ดูออกว่าจักรา เขาไม่ยอมแพ้
       
       ค่ำคืนนั้น โฉมสุรางค์เดินชมสวนอยู่เพียงลำพัง รอบกายมีกลิ่นดอกไม้หอมอบอวลลอยมา สักครู่ จักราปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง เรียกเสียงหวาน
       “อนิลทิตา ยอดรักของข้า”
       โฉมสุรางค์หันมาเห็นเป็นสินธุ ก็ยิ้มดีใจเดินเข้าไปหา
       “สินธุ ข้ารอคอยเจ้ามานานเหลือเกิน ในที่สุดเจ้าก็กลับมาหาข้า”
       “ข้าสัญญาไว้กับเจ้าแล้ว ข้าต้องกลับมา” จักรายกมือจับใบหน้าโฉมสุรางค์อย่างอ่อนโยน
       “เจ้าจำข้าได้แล้ว ข้าดีใจจริงๆ”
       
       จักรากอดโฉมสุรางค์แนบแน่น โฉมสุรางค์กอดตอบแววตาวามวามสุขล้น

AppleBEE (Member)

อนิลทิตา ตอนที่ 5
       
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น เสียงนั้นปลุกโฉมสุรางค์ที่นอนอยู่บนเตียงให้ลืมตาตื่นจากฝันหวาน โฉมสุรางค์นิ่งคิดสักพัก จึงรู้ตัวและให้รู้สึกเสียดายนักว่าเมื่อครู่นี้เป็นเพียงความฝันเท่านั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีก ตามด้วยเสียงเจ้าดาเรศ
       
       “ดาเองค่ะคุณแม่”
       โฉมสุรางค์หงุดหงิดทันที ลุกขึ้นด้วยความรู้สึกขัดใจเป็นอย่างยิ่ง
       “เข้ามาได้”
       เจ้าดาเรศเปิดประตูเข้ามา โฉมสุรางค์ถามเสียงขุ่น
       “มีอะไรรึดาเรศ”
       “ดาจะมาชวนคุณแม่ไปทำบุญให้เจ้าพ่อที่วัดพรุ่งนี้น่ะค่ะ”
       “ที่วัดรึ” โฉมสุรางค์ไม่อยากเข้าวัด อึกอักอยู่ครู่หนึ่งจึงบอกปฏิเสธ “เอ่อ...แม่ไม่ว่าง ลูกไปเถอะ”
       เจ้าดาเรศเสียงอ่อยๆ “ค่ะ คุณแม่”
       “วันนี้แม่เหนื่อย อยากพักผ่อน”
       “งั้นดาไม่กวนแล้วค่ะ ฝันดีนะคะ”
       เจ้าดาเรศจ๋อยสนิทเดินออกมาจากห้องไป รู้สึกน้อยใจว่าทำอะไรก็ไม่ถูกใจแม่
       
       เจ้าดาเรศเดินกลับไปที่หน้าห้องนอนตัวเอง ทำท่าจะเปิดประตูเข้าห้องตัวเอง แต่เกิดเปลี่ยนใจ ปิดประตูลง เดินออกมานั่งคนเดียวที่ระเบียงบันได ในมุมมืดพอดี เจ้าดาเรศนั่งมองดวงดาวอยู่ที่ระเบียงนั้น ใจลอยไปไกล
       
       สักครู่ใหญ่ๆ เจ้าดาเรศได้ยินเสียงเปิดประตู จึงดึงสติกลับมา มองหาที่มาของเสียง จนเห็นโฉมสุรางค์เดินออกมาจากห้อง งับประตูปิดลงอย่างเบามือที่สุด พร้อมกับเหลียวซ้ายแลขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น จากนั้นก็รีบลงจากเรือน เดินหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
       เจ้าดาเรศมองออกมาจากในมุมมืด เห็นทุกอย่าง เธอมองตามท่าทีลุกลี้ลุกลนของโฉมสุรางค์ ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ
       เจ้าดาเรศตัดสินใจแอบเดินตามไปอย่างเงียบๆ โดยที่โฉมสุรางค์ไม่รู้ตัว
       
       เจ้าดาเรศเดินตามมาโดยไม่รู้ทิศทาง อยู่ดีๆ โฉมสุรางค์ก็หายตัวไป ครั้นพอเหลียวมองไปรอบๆ ก็เห็นแต่ความมืด เจ้าดาเรศรู้สึกหวาดกลัวโดยประหลาด
       เจ้าดาเรศพยายามตั้งสติ มองไปรอบๆ อีกครั้ง จนมองเห็นแสงไฟริบหรี่ๆ ลอดมาจากข้างหน้า จึงตัดสินใจเดินไปทางนั้น เดินไปสักพักก็เห็นกระท่อมหลังหนึ่ง ดำตะคุ่มๆ อยู่ในความมืด มีแสงไฟส่องออกมา เจ้าดาเรศจดเท้าวเดินตรงไปที่กระท่อมทันที
       
       อนิลทิตา ในคราบโฉมสุรางค์ร้อนใจ มาปรึกษาบันดาสาให้ช่วยเรื่องสินธุอีกครั้ง
       “พี่บันดาสา ข้าจะทำยังไงให้สินธุกลับมารักข้าเหมือนเดิม”
       “แม่หญิงต้องใช้เวลา ค่อยๆทำให้เขารัก ข้าเชื่อว่าเขามีจิตผูกพันกับท่านมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ในชาตินี้เขาคงรักท่านได้ไม่ยาก”
       โฉมสุรางค์บอก “ข้าไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว ข้ารู้พี่ต้องมีวิธีช่วยข้า”
       บันดาสานิ่งคิด “ข้ามีมนตรา มหาพิศวาส ทำให้จดจำความผูกพันจากชาติปางก่อนได้ แต่แม่หญิงต้องบำเพ็ญตบะสองชั่วยาม ห้ามออกจากตบะเด็ดขาด แม่หญิงจงท่องคาถานี้”
       โฉมสุรางค์นั่งเข้าสู่สมาธิ ท่องมนตรา บำเพ็ญตะบะตามที่บันดาสาสอน
       
       ส่วนนอกกระท่อมตอนนี้ เจ้าดาเรศค่อยๆ ย่องขึ้นมาบนเรือนบันดาสา เธอค่อยๆ เดิน ไม่ให้เกิดเสียงดัง สายตาเจ้าดาเรศมัวแต่มองไปที่ประตูกระท่อม ไม่ได้ดูทาง จึงสะดุดกระบอกไม้ไผ่ล้ม
       บันดาสาได้ยินเสียง รู้ว่ามีคนมาแอบดูแน่ เหลียวมองดูโฉมสุรางค์ที่บำเพ็ญตบะอย่างเป็นกังวล กลัวใครมาทำลายตบะผู้เป็นนาย จึงหยิบกริชที่แท่นบูชา แล้วเดินย่องออกไปที่ประตู
       ที่นอกกระท่อมเจ้าดาเรศเดินตรงไปยังหน้าประตู ยกมือจะเคาะ แต่เกิดลังเล ชักมือกลับ
       บันดาสาประตูเปิดผลัวะออกมาพอดี เจ้าดาเรศตะลึง เห็นยายแก่หน้าตาน่ากลัว แถมถือกริชในมืออยู่ตรงหน้า
       ก่อนที่เจ้าดาเรศจะร้องกรี๊ด บันดาสารีบเอามือปิดปากทันควัน เพราะกลัวโฉมสุรางค์จะตบะแตก แต่เจ้ากลับยิ่งตกใจกลัว ด้วยคิดว่าบันดาสาจะฆ่าตัวเอง
       บันดาสามองเจ้าดาเรศชัดๆ แล้วจำลูกได้ รีบทิ้งกริชลง เอามือนั้นจับข้อมือเจ้าดาเรศไว้ เจ้าดาเรศตกใจที่โดนจับและโดนปิดปาก ดิ้นหนีสุดชีวิต บันดาสาเห็นเจ้าดาเรศตื่นกลัวมาก จึงคลายมือ เจ้าดาเรศฉวยโอกาสวิ่งหนีไป
       บันดาสาเสียใจร่ำไห้ น้ำตาไหลรินที่ลูกกลัวตนขนาดนี้ ยกมือมากุมหน้าครวญคร่ำเบาๆ
       “ลูกแม่”
       
       บันดาสารทรุดตัวลง ปิดปากร้องไห้เงียบๆ อยู่หน้าประตูกระท่อมนั่นเอง



ฝ่ายเจ้าดาเรศขวัญกระเจิงวิ่งหนีมาด้วยความตกใจกลัวสุดขีด เหลียวหน้าเหลียวหลัง หันกลับไปมองหลังว่าหญิงแก่คนนั้นจะตามมาหรือเปล่า ระหว่างที่หันไปมองนี้เอง เจ้าดาเรศชนกับใครคนหนึ่งล้มกลิ้งไป เจ้าดาเรศรีบลุกขึ้นมาจะวิ่งหนีต่อ
       
       “เจ้าคะ นี่กระถินเอง” ที่แท้เป็นกระถิน เธอจับตัวเจ้าดาเรศ เรียกสติ
       เจ้าดาเรศตั้งสติได้ เพ่งมอง “กระถินเหรอ”
       “เจ้าหนีอะไรมาคะ” กระถินตกใจในท่าทีของผู้เป็นนาย
       
       กระถินพาเจ้าดาเรศกลับขึ้นมาบนเรือนใหญ่ ทั้งสองนั่งอยู่ตรงระเบียงห้องนอน ท่าทางเจ้าดาเรศยังตกใจไม่หาย กระถินสำรวจดูตามร่างกายว่าเจ้าบาดเจ็บตรงไหนไหม
       “เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ”
       “ฉันไม่เป็นไร” เจ้าดาเรศยังตกใจและงงกับเหตุการณ์เมื่อกี้อยู่
       “เจ้าไปเจออะไรมา ถึงตกใจขนาดนี้”
       “ฉันเดินตามคุณแม่ไปในป่าท้ายสวน แต่คุณแม่เดินหายไป ฉันเลยหลงทาง เดินไปเจอกระท่อมเก่าๆ หลังหนึ่ง ฉันแอบขึ้นไปดู เจอยายแก่คนหนึ่งถือมีดรึอะไรสักอย่าง ยายแก่คนนั้นจับมือฉันไว้ ฉันสะบัดหลุดหนีออกมาได้นี่แหละ”
       “โชคดีนะคะที่เจ้าไม่เป็นอะไร แต่เอ...ยายแก่นั่นเป็นใครกัน กระถินไม่เคยรู้ว่ามีกระท่อมยายแก่อยู่แถวๆคุ้มด้วย”
       “มีจริงๆ นะกระถิน ตรงชายป่าโน่น ยายแก่คนนั้นเป็นคนที่เคยแอบดูฉันเมื่อครั้งก่อน เขาเหมือนจะรู้จักฉันด้วย”
       กระถินนิ่งคิดแต่ก็คิดไม่ออกด้วยคนรุ่นใหม่ๆ ในคุ้มไม่มีใครรู้เรื่องบันดาสา
       “ยายแก่ที่รู้จักเจ้าหรือคะ ใครกัน นึกไม่ออก”
       “ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเขาเป็นใคร”
       
       นัยน์ตาเจ้าดาเรศเป็นประกาย มุ่งมั่นมาดหมายยิ่งนัก ที่จะสืบค้น หาความจริงเรื่องลับเร้นนี้
       
       เช้าวันนี้ โฉมสุรางค์นั่งรับประทานอาหารอยู่กับเจ้าดาเรศ มีกระถินคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ เจ้าดาเรศมองหน้าแม่จะถามแต่ก็ลังเล เหลียวมองหน้ากระถินเป็นเชิงหารือ กระถินสบตาเจ้าดาเรศ ส่งสายตาให้กำลังใจ เจ้าดาเรศตัดสินใจถาม
       “เมื่อคืน...คุณแม่ ไปไหนมาหรือคะ” น้ำเสียงเจ้าดาราศเกรงใจ แต่ก็อยากรู้
       โฉมสุรางค์สะดุ้ง ตกใจ “นี่ตามแม่ไปเหรอ ดาเรศ” พลางถามอย่างร้อนรน “เธอตามแม่ไปถึงไหน”
       “คือ...ดาเห็นคุณแม่เดินไปคนเดียว ดาเป็นห่วง เลยตามไปจนถึงเจอกระท่อมหลังนึง”
       โฉมสุรางค์ยิ่งตกใจมากขึ้น “แล้วเห็นอะไร แค่ไหน”
       “ดาเจอคุณยายหน้าตาน่ากลัวคนนึงคะ ดาตกใจเลยวิ่งหนีออกมา เอ่อ คุณยายคนนั้นเขาเป็นใครหรือคะคุณแม่”
       โฉมสุรางค์โล่งอกที่เจ้าดาเรศไม่เห็นอะไรมาก
       “คนเก่าคนแก่น่ะ ทำอะไรไม่ไหวแล้ว ก็เลยเอาเลี้ยงไว้”
       “แล้วทำไมให้คุณยายไปอยู่ที่กระท่อมคนเดียวละคะ”
       โฉมสุรางค์ตัดบท “แกชอบของแกอย่างนั้น” ทำเป็นดุกลบเกลื่อน “เราก็อย่าเที่ยวเดินไปไหนค่ำๆ มืดๆ อีก เดี๋ยวงูเงี้ยวกัดเอาจะยุ่ง เข้าใจไหม”
       “ค่ะ คุณแม่” เจ้าดาเรศจ๋อย
       โฉมสุรางค์รวบช้อน ลุกขึ้น เดินออกไปเลย เจ้าดาเรศมองตาม ทั้งสงสัยและไม่เข้าใจ
       กระถินมองเจ้าดาเรศอย่างเห็นใจและยิ้มให้กำลังใจ
       
       เจ้าดาเรศบ่นกับกระถินที่ศาลาพักร้อนในสวนสวย
       “คุณแม่ห้ามไม่ให้ฉันไปยุ่งกับคุณยาย แต่ตัวเองกลับไปทำไมล่ะ กระถิน” เจ้าดาเรศปรารภขึ้นด้วยความสงสัย
       กระถินคิดปราดเดียว “นั่นสิคะ คุณโฉมบอกว่าคนเก่าคนแก่ กระถินอยู่ที่นี่มาหลายปี ไม่ยักรู้จัก”
       “คุณยายคนนั้นเคยมาแอบดูฉัน ท่าทางเขาเหมือนรู้จักฉันด้วย ฉันอยากรู้ว่าเขาเป็นใครกันแน่”
       “เราก็ไปดูให้รู้เลยสิคะเจ้า” กระถินนึกสนุก “เอาไว้ตอนที่คุณโฉมไม่อยู่ เราแอบไปกันค่ะ”
       
       สองสาวยิ้มให้กันอย่างหมายมั่น



เช้าวันเดียวกันนี้ จักรา รชา และระจิต นั่งปรึกษากันเรื่องอนิลทิตา และ คุ้มเชียงแมนอยู่ตรงระเบียงบ้านพักในรีสอร์ท
       
       “ผมลองเลียบเคียงถามฝ่ายบุคคลที่ไร่ชาดูแล้ว ดูท่าจะไม่รู้จักคนชื่อ อนิลทิตา เลย” จักราเอ่ยขึ้น
       “แหม ชื่ออลังการขนาดนี้ มันไม่ใช่คนงานในไร่อยู่แล้ว ฉันว่า ถ้าจะมี ก็ต้องเป็นญาติยัยคุณโฉมสุรางค์” รชาว่า
       “อนิลทิตา... ชื่อประหลาด ฟังดูเก่าๆ โบราณๆ ยังไงก็ไม่รู้” ระจิตนึกได้ “อาจจะเป็นพวกเจ้าสาย ณ เชียงแมนก็ได้นี่คะ”
       “จริงสิ” จักรามีหวัง “ผมจะลองไปสืบทางคุณดาดู ว่าเขามีญาติชื่ออนิลทิตาบ้างหรือเปล่า”
       “งั้นพี่ไปจะสืบจากคนในคุ้มช่วยอีกแรง ช่วยกัน” รชาบอก
       “จิตช่วยด้วยคนค่ะ ถ้ายัยอนิลทิตานี่มีตัวตนจริง เราต้องหาเจอจนได้แน่ๆ”
       ทุกคนยิ้มให้กัน สีหน้าดูมีความหวังขึ้นมา
       
       เจ้าดาเรศรับโทรศัพท์อยู่ในห้องนอน
       “สวัสดีค่ะ”
       เป็นจักราที่โทรศัพท์มาหาเธอ จากห้องพักที่รีสอร์ท
       “คุณดาเหรอครับ เที่ยงนี้ว่างไหมครับ”
       เจ้าดาเรศตอบเสียงใส “ว่างค่ะ คุณจักรมีอะไรให้ดาช่วยหรือคะ”
       “ผมจะเลี้ยงข้าวฉลองที่ผมได้งาน อย่างที่บอกคุณดาไว้ไงครับ”
       “เอ่อ...” เจ้าดาเรศลังเล คิดถึงเรื่องที่แม่ห้าม ไม่รู้จะเอาไงดี เลยเงียบไป
       “นะครับคุณดา ถ้าคุณดาไม่รังเกียจ แค่ท่านข้าวเอง”
       เจ้าดาเรศตัดสินใจรับปาก กลัวเสียมารยาท “ก็ได้ค่ะ คุณจักร”
       จักรายิ้มดีใจ “ผมไปรับที่คุ้มตอนสิบเอ็ดโมงครึ่งนะครับ”
       “ค่ะ” เจ้าดาเรศนึกได้ กลัวโฉมสุรางค์เห็นเข้าเลยรีบบอกว่า “อุ๊ย คุณจักรไม่ต้องเข้ามาที่คุ้มดีกว่าค่ะเดี๋ยวดาไปพบที่ร้านอาหารเอง...ค่ะ เจอกันค่ะ”
       เจ้าดาเรศวางสาย ด้วยสีหน้าตื่นเต้น
       
       เหนือประตูทางเข้าคุ้มเชียงแมน มีป้ายบอกชื่อ “คุ้มเชียงแมน” เด่นหรา แขวนอยู่ มันทำด้วยแผ่นไม้สลักสวยงาม เข้มขลัง ประตูคุ้มเปิดออก เจ้าดาเรศออกมากับกระถิน
       “ไม่ให้รถที่คุ้มไปส่งล่ะคะ เจ้า”
       “อย่าเลย เดี๋ยวคุณแม่รู้ ฉันจะโดนว่า”
       กระถินยิ้ม ล้อขำๆ “รักแท้นี่อุปสรรคเยอะจริงๆ”
       เจ้าดาเรศเขิน ตีแขนกระถิน “พูดดีๆ ความรักอะไร เขาจะเลี้ยงขอบคุณฉันเฉยๆ ไปล่ะ”
       
       รถสองแถวประจำทางจอดหน้าคุ้ม เจ้าดาเรศวิ่งขึ้นไปทันที รถเคลื่อนตัวออกไป กระถินยิ้มขำ จะเดินกลับ ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังมาจากด้านหลัง จึงเหลียวมองไป เธอเห็นรชาใส่แว่นดำขี่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่มาจอดตรงหน้ากระถินพอดี รชาถอดแว่น ยิ้มหล่อทัก กระถินค้อน
       “แผลฉันเพิ่งหาย จะมาชนฉันใหม่อีกรอบหรือไง คุณ”
       “ผมมาเยี่ยมดีๆ แท้ๆ มาหาความกันได้”
       รชารูดซิบแจ๊คเก็ต หยิบช่อดอกไม้ที่ซ่อนไว้มามอบให้
       “สำหรับคุณครับ คุณกระถิน”
       กระถินหมั่นไส้ แต่ก็รับมา แอบอมยิ้ม “รู้ชื่อฉันได้ยังไง คุณ...”
       “ผมชื่อรชาครับ ขี่รถมาตั้งไกล” รชากระแอม “หิวน้ำจัง”
       กระถินค้อนขวับ
       
       มุมหนึ่งในสวนคุ้มเชียงแมน รชานั่งรออยู่บริเวณนั้น เขามองสำรวจคุ้มเชียงแมนเป็นการเก็บข้อมูล สักครู่กระถินนำน้ำเย็นมาวางตรงหน้า
       “อ้ะ รีบกินแล้วก็รีบไป”
       “โห คนในคุ้มนี่โหดเหมือนคุณทุกคนหรือเปล่านี่” รชาตัดพ้อ
       “อย่ามาหลอกด่าฉันหน่อยเลย” กระถินเท้าสะเอว “คุณรู้ได้ไงว่าฉันอยู่ที่นี่”
       “ก็สติ๊กเกอร์ที่แปะท้ายรถวันนั้นไง ไม่เห็นจะยาก เอ่อ แผลคุณดีขึ้นแล้วยัง” รชาถามด้วยความเป็นห่วงจริงๆ
       กระถินปลื้มนิดๆ “ดีขึ้นแล้ว” เธอมองซ้ายมองขวา กลัวโฉมสุรางค์มาเห็น “คุณกินน้ำเสร็จก็กลับไปได้แล้ว ฉันยังมีงานต้องทำอีกเยอะ”
       รชาได้โอกาสหลอกถาม
       “เจ้านายคุณดุมากนักเหรอ...คุณอนิลทิตาน่ะ”
       “อนิลทิตาไหน” กระถินงงมาก
       “ก็...อนิลทิตา เจ้านายคุณไง เขาอยู่ในคุ้มนี้น่”
       “เจ้านายฉัน เจ้าของคุ้มนี้ เขาชื่อคุณโฉมสุรางค์ต่างหาก”
       รชาทำเนียน “อ้าว แล้วคนชื่ออนิลทิตาเขาเป็นใครล่ะครับผมเคยได้ยินว่าเขาอยู่ในคุ้มนี้”
       “ไม่มี คุณไปเอามาจากไหน ฉันเกิดมาไม่เคยได้ยิน”
       กระถินจ้องหน้ารชา ชักสงสัยว่ามาเขาสืบอะไรหรือเปล่า รชารีบตัดบทกลบเกลื่อน
       “โอเคๆ ไม่มีก็ไม่มี คุณไม่ต้องทำตาดุอย่างนั้นหรอกน่ะแค่นี้ผมก็กลัวจะตายแล้ว”
       
       กระถินค้อนควักรชา แต่แววตายิ้มชอบใจ



ฝ่ายโฉมสุรางค์กังวลหนัก จึงรีบแวะมาหาบันดาสาที่กระท่อมท้ายคุ้ม เพื่อสอบถามเรื่องที่เจ้าดาเรศแอบตามมาจนเจอบันดาสาเมื่อคืนนี้
       
       “ดาเรศเห็นพี่บันดาสาแล้ว ต่อไปก็ระวังตัวหน่อยนะพี่”
       “เอ่อ...แม่หญิง ไหนๆลูกก็เห็นข้าแล้ว ข้าขอเจอลูกอีกสักครั้งได้ไหมแม่หญิง”
       คุณโฉมมองบันดาสา สงสาร แต่ต้องทำใจแข็ง
       คุณโฉม อย่าเลยพี่ ดาเรศยิ่งช่างซักช่างถามอยู่ ฉันไม่อยากให้เขารู้อะไรไปมากกว่านี้ เดี๋ยวจะมาวุ่นวายเรื่องความลับของเรา
       “เจ้าค่ะ แม่หญิง”
       บันดาสาหน้าเศร้าสลดเห็นถนัดตา แต่ก็ยอมรับ โฉมสุรางค์มองบันดาสาอย่างเห็นใจ
       “รอหน่อยนะ พี่บันดาสา ถ้าฉันกับสินธุได้ครองคู่กันฉันอาจจะหาทางให้พี่ได้อยู่กับดาเรศ”
       บันดาสายิ้ม มีความหวัง
       
       โฉมสุรางกลับขึ้นเรือน และตรงเข้าห้องลับนั่งสมาธิอยู่ตรงหน้าเจ้าแม่กาลี ข้างหน้ามีขันเงินใบเขื่อง ใส่น้ำค่อนขัน โฉมสุรางค์หลับตาท่องมนต์ มีควันขาวลอยพวยพุ่งขึ้นมาจากขันนั้น โฉมสุรางค์ลืมตา จดสายตาจ้องไปที่ขัน ควันจางหายไป
       “ตอนนี้สินธุ ทำอะไรอยู่นะ” โฉมสุรางค์เยื้อนยิ้ม ด้วยความคิดถึง
       โฉมสุรางค์เห็นภาพเหตุการณ์ในขัน เป็นภาพจักราเปิดประตูรถจี๊ปก้าวลงมา โฉมสุรางค์ยิ้มชื่น แต่แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นบึ้งตึง แววตาไม่พอใจทันที
       จักราเดินไปที่หน้าร้านอาหาร เจ้าดาเรศเดินมาเจอ ทั้งสองเดินเข้าร้านไปด้วยกัน
       
       โฉมสุรางค์เปิดประตูออกมาทันที หน้าตาโกรธจัด กระถินเดินมาเจอ
       “คุณโฉมจะไปไหนคะ”
       “กระถิน ไปบอกนายชดให้เตรียมรถ ฉันจะไปธุระข้างนอก เดี๋ยวนี้”
       
       จักรากับเจ้าดาเรศนั่งทานอาหารอยู่ที่โต๊ะตรงมุมสวยของร้าน จักราพยายามชวนคุยเลียบเคียงถาม
       “คุณดาอยู่อังกฤษมาตลอดเลยหรือครับ”
       “ดาไปอยู่ตั้งแต่หกขวบน่ะค่ะ พอคุณพ่อเสีย คุณย่าก็เลยพาดาไปอยู่อังกฤษด้วย”
       “ผมเสียใจด้วยนะครับ”
       “เรื่องมันนานแล้วค่ะ พอเรียนจบ ดาก็กลับมาอยู่กับคุณแม่”
       จักราเข้าเรื่อง “คุณดารู้จักใครในคุ้มที่ชื่ออนิลทิตาไหมครับ”
       “อนิลทิตาหรือคะ” เจ้าดาเรศนิ่งคิด “เอ ไม่มีนะคะ แต่ดาก็ไม่ได้อยู่ที่นี่นานแล้วนะคะ อาจจะรู้จักคนไม่ทั่ว คุณจักรไม่ลองถามคุณแม่ดูละคะ”
       
       โฉมสุรางค์เดินเข้ามาในร้านอาหาร หยุดยืนตรงประตู มองหาจักรากับเจ้าดาเรศ เมื่อเห็นจึงเดินตรงไปหาทันที
       โฉมสุรางค์เรียกเสียงเข้ม “คุณจักร ยายดา”
       “คุณแม่” เจ้าดาเรศตกใจ
       จักราไม่รู้เรื่องที่โฉมสุรางค์สั่งห้ามเจอกัน เลยยิ้มทักทาย
       “สวัสดีครับคุณโฉม”
       โฉมสุรางค์ยิ้มให้จักรา
       “สวัสดีค่ะ ฉันนึกไม่ถึงว่าจะเจอคุณที่นี่” โฉมสุรางค์หันไปพูดกับดาเรศ แสร้งทำเสียงหวาน “ดาเรศ ออกมาจากคุ้มก็ไม่บอก แม่ตามหาตั้งนาน”
       เจ้าดาเรศหวั่นเกรง “คุณแม่ตามหาดาทำไมหรือคะ”
       “มีธุระสำคัญจ๊ะ” โฉมสุรางค์จับข้อมือดาเรศดึงไป “ไปกับแม่หน่อย” แล้วหันมายิ้มให้จักรา “ฉันต้องขอตัวยายดาไปก่อนนะคะ”
       โฉมสุรางค์จูงเจ้าดาเรศออกไป ทิ้งให้จักรามองอย่างประหลาดใจ
       
       ที่ลานจอดรถตอนนี้ โฉมสุรางค์ยืนต่อว่าเจ้าดาเรศน้ำเสียงขุ่น
       “แม่บอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าไปยุ่งกับเขา”
       “คือคุณจักรเขาเลี้ยงฉลองที่ได้เขาได้งานที่คุ้มน่ะค่ะ ดาไม่กล้าปฏิเสธ กลัวเขาเสียน้ำใจ”
       “ทั้งที่มันขัดคำสั่งแม่นี่นะ” โฉมสุรางค์ดุ
       เจ้าดาเรศเถียงเสียงอ่อน “ดาก็ไม่เห็นว่ามันเสียหายอะไรนี่คะ”
       “อย่าเถียง แม่สั่งอะไร ให้ทำตาม เข้าใจไหม”
       “ค่ะ คุณแม่”
       โฉมสุรางค์พาเจ้าดาเรศขึ้นรถ แล้วขับกลับไปเลย
       
       ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยในเชียงรายเวลานี้ ระจิตนั่งค้นสารบัญข้อมูลหนังสือที่จอคอมพิวเตอร์ เสิร์ชชื่อ คุ้มเชียงแมน คอมพิวเตอร์ขึ้นชื่อหนังสือมาเล่มเดียว คือ หนังสืออนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ เจ้าพงษ์สุริยัน ณ เชียงแมน
       “เจ้าพงษ์สุริยัน ณ เชียงแมน”
       ระจิตเดินไปหยิบหนังสือในชั้นที่ระบุมานั่งเปิดอ่าน
       “เจ้าก่อวงศ์ ณ เชียงแมน เป็นผู้สร้างคุ้มเชียงแมน”
       ระจิตพลิกต่อไป เป็นหน้าที่ระบุชื่อคนในตระกูลเชียงแมน
       “รายชื่อคนในตระกูล ณ เชียงแมน” ระจิตไล่นิ้วชี้ไปตามรายชื่อในหนังสือ “อนิลทิตา อนิลทิตา...ไม่เห็นมีในตระกูล ณ เชียงแมนเลย เธอเป็นใครกันนะ ลึกลับจริงๆ” หญิงสาวออกอาการหงุดหงิดนิดๆ
       เมื่อหาชื่อ อนิลทิตา ไม่เจอ ระจิตเลยเปิดดูหนังสือไปจนจบ สะดุดตากับรูปหนึ่งในหนังสือ เป็นรูปคู่บ่าวสาวในชุดแต่งงานในพิธีล้านนาสุดอลังการ ระจิตจ้องรูปเจ้าสาวที่ทั้งสวยทั้งสง่า
       ระจิตเลื่อนสายตาดูที่ใต้ภาพ เขียนบรรยายว่า พิธีมงคลสมรส เจ้าพงษ์สุริยัน และ โฉมสุรางค์ ณ เชียงแมน
       “นี่เอง คุณโฉมสุรางค์ นายจ้างพี่จักร...สวยจริงๆ” ระจิตดูวันที่ “ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ตอนนี้คงแก่หงำเหงือกแล้วมั้ง เอาไปให้พี่จักรดูเล่นดีกว่า”
       
       ระจิตรู้สึกสนใจ เลยใช้ไอแพดถ่ายรูปแต่งงานนั้นไว้ ตั้งใจจะเอาไปให้จักราดู



ร่างอนิลทิตาวูบกลับเข้าสู่กายโฉมสุรางค์ในห้องพิธีกรรม แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น บอกตัวเองด้วยแววตามุ่งมั่น
       
       “ข้าต้องทำให้สินธุกลับมารักข้าให้เร็วที่สุด ก่อนที่คนอื่นจะมาทำให้เขาสงสัยในตัวข้า”
       
       อีกมุมหนึ่งในคุ้มเชียงแมนคืนนี้ แลเห็นร่างตะคุ่มๆ อยู่ในเงามืดคล้ายคนสองคน ครั้นพอแสงไฟจากกระบอกไฟฉายสว่างขึ้น จึงพบว่าเป็นกระถินกับเจ้าดาเรศ สองสาวนัดแนะจะไปสืบเรื่องหญิงชราท้ายคุ้ม
       “ไปทางไหนคะ เจ้า” กระถินถาม
       “ทางนี้ ฉันจำได้”
       สองสาวย่องตามกันออกไปในความมืด
       
       ครั้นมาถึงตรงดงไม้ระหว่างทางไปกระท่อมทั้งสองคนหยุดยืนกระซิบกระซาบคุยกัน
       “กระถินเคยมาแถวนี้นะคะ ไม่เห็นเคยเจอกระท่อม”
       “ไม่ใช่ตรงนี้” เจ้าดาเรศชี้มือไปทางหนึ่ง “เลยอีก หลังดงไม้โน่น”
       “อุ๊ย แถวนั้นเห็นคุณแม่บอกว่างูชุมค่ะ ไม่ให้ใครไปยุ่มย่าม” กระถินทักท้วง
       “แต่คุณแม่ก็ไปนะ ไปตอนมืดๆ ด้วย มันต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ” เจ้าดาเรศบอกอย่างมั่นใจ
       ทันใดนั้นเอง ร่างทะมึนของไอ้โล้นก็โผล่ออกมาในระยะประชิดใกล้ ส่งเสียงคำรามน่ากลัว
       สองสาวร้อง “ว้าย” พร้อมๆ กัน
       เจ้าดารเศกลัวมาก แต่กระถินพอเห็นหน้าไอ้โล้นถนัดตา ก็ตวาดแหว
       “ไอ้โล้นบ้า โผล่มาทำไม”
       ไอ้โล้นชี้มือไปทางคุ้ม “กลับไป”
       “นี่ฉันเอง โล้น ฉันเจ้าดาเรศไง” เจ้าบอก
       ไอ้โล้นหาสนใจไม่ “กลับไป”
       กระถินฉุนกึก เท้าสะเอวหมับ “นี่แกกล้าสั่งเจ้าเหรอ ไอ้โล้น”
       ไอ้โล้นไม่สน แววตาแข็งกร้าว “กลับไป ห้ามเข้า นายสั่ง”
       กระถินกับเจ้าดาเรศมองหน้ากัน หมดหนทาง
       
       กระถินกับเจ้าดาเรศกลับเข้าห้องนอนของเจ้า กระถินขัดใจนักบ่นกระปอดกระแปด
       “เพราะไอ้โล้นคนเดียว แสลนนัก”
       เจ้าดาเรศครุ่นคิด “ที่กระท่อมนั่นต้องสำคัญมากๆ คุณแม่ถึงกับให้โล้นมาคอยเฝ้าไม่ให้ใครเข้าไป”
       “แล้วเจ้าจะเอายังไงต่อคะ”
       เจ้าดาเรศยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาซุกซน “ยิ่งห้าม ฉันยิ่งต้องเข้าไปให้ได้”
       สองสาวยิ้มให้กัน พวกเธอดูจะไม่ยอมรามือง่ายๆ
       
       เช้าวันนี้โฉมสุรางค์แต่งตัวด้วยชุด สวยงาม ทรงสง่า ออกมายืนรออยู่ที่หน้าออฟฟิศไร่ชาเชียงแมนท่าทีตื่นเต้นแม้จะเก็บอาการแล้ว คุณโฉม ของลูกน้องชะเง้อชะแง้ดูที่ถนนทางเข้าออฟฟิศอย่างมุ่งหวัง
       สักครู่หนึ่ง จักราขับรถจี๊ปเข้ามาจอดที่ลานจอดรถ พอเขาลงจากรถก็เห็นโฉมสุรางค์ เดินตรงมาหา จักราแปลกใจนิดๆ ที่เธอมารอ แต่ก็ยอมรับว่าวันนี้โฉมสุรางค์สวยสดใสมากเป็นพิเศษ
       โฉมสุรางค์มองจักราด้วยแววตาเปี่ยมสุข ยิ้มปลื้มทัก จักรายิ้มตอบ
       “ยินดีต้อนรับอย่างเป็นทางการค่ะ คุณจักร”
       จักราแปลกใจไม่หาย “คุณโฉมออกมารับด้วยตัวเอง ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากเลยครับ”
       โฉมสุรางค์มองมายังจักราด้วยแววตาหลงใหล “ฉันรอคุณมานานเหลือเกิน”
       จักราไม่เข้าใจ “รอ...คุณโฉมออกมารอนานแล้วเหรอครับ”
       โฉมสุรางค์รู้สึกตัว รีบเปลี่ยนเรื่อง “เอ่อ...ฉันจะพาคุณไปเดินชมไร่ชา ไปกันเถอะค่ะ”
       
       จากนั้นโฉมสุรางค์เอามือแตะข้อศอกจักราเดินเคียงไปกับเขาอย่างมีความสุข เหมือนในโลกนี้มีกันอยู่สองคน



ฝ่ายระจิตนอนแบบอยู่บนเตียงคนไข้ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เห็นภาพเพดานห้อง จากแสงสลัวๆ แล้วค่อยๆ ชัดขึ้นๆ ระจิตหันมองซ้ายขวาก็รู้ว่าเป็นห้องพยาบาล
       
       ระจิตรู้สึกเจ็บแปลบที่หัว เอามือจับจึงรู้ว่ามีผ้าพันแผล เธอค่อยๆนึกทบทวนเหตุการณ์ จนจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
       “ผี...คุณโฉม” ระจิตร้องตะโกนลั่น เบ้ปากจะร้องไห้ “พี่ชา...พี่จักร ช่วยจิตด้วย จิตกลัว”
       
       โฉมสุรางค์เดินพาจักราชมไร่ชาอย่างอารมณ์ดี กลางหว่างบรรยากาศสดใส วิวทิวทัศน์ อันสวยงาม
       “เรามีไร่ชาทั้งหมดหกร้อยไร่ กินอาณาเขตภูเขาสามลูก” โฉมสุรางค์ชี้มือให้จักราดู
       “คุณโฉมทำไร่ชามานานแล้วหรือครับ”
       “ก็ประมาณยี่สิบกว่าปีน่ะค่ะ เจ้าพงษ์สุริยัน สามีฉันเป็นคนบุกเบิกที่นี่ พอเขาเสีย ฉันก็เป็นคนดูแลแทน”
       โฉมสุรางค์เจื้อยแจ้วพูดคุยตามสบาย ไม่ได้ระวังตัว แต่จักราฉุกคิด
       “โห ยี่สิบกว่าปี” เขามองหน้าโฉมสุรางค์ “ขอโทษนะครับ คุณโฉมแต่งงานตั้งแต่อายุเท่าไหร่เหรอครับ นี่ยังสาวอยู่เลย”
       โฉมสุรางค์ชะงัก ฝืนยิ้มแล้วเปลี่ยนเรื่องทันที ”อย่ามาคุยเรื่องฉันเลยค่ะ คุยเรื่องคุณจักรดีกว่า...บ้านอยู่กรุงเทพ เรียนที่กรุงเทพฯ ทำไมมาทำงานถึงนี่คะ”
       แววตาโฉมสุรางค์ที่มองมายังจักรา เต็มตื้นด้วยความหวัง อยากให้เขาจดจำอดีตได้
       “ฉันว่า... คงต้องมีอะไรดลใจแน่ๆ อาจจะเป็น…”
       เสียงโทรศัพท์จักราดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
       “ขอโทษนะครับ” เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง ดูเบอร์เห็นเป็นรชา “เพื่อนผมโทร.มาน่าจะมีเรื่องสำคัญ”
       “เชิญค่ะ”
       จักราเลี่ยงไปอีกทางรับโทรศัพท์กับรชา
       “มีอะไรครับพี่ชา”
       โฉมสุรางค์ยืนมองอยู่ไม่ห่าง จ้องตาเขม็ง ไม่อยากให้เขาคลาดสายตา
       
       รชากำลังเดินไปที่จอดรถรีสอร์ท พูดสายในท่าทีอันเร่งร้อน
       “ยายจิตฟื้นแล้ว แกเรียกหาเราสองคน มาที่โรงพยาบาลด่วนเลยนะจักร”
       “ได้ครับพี่ เดี๋ยวผมออกไปเลย”
       จักรายืนคุยสายอยู่บนถนนในไร่ชา เขากดวางสายโทรศัพท์ หันไปหาโฉมสุรางค์ พบว่าเธอมองมาด้วยดวงตาวาววับ จักรารู้สึกแปลกๆ เดินกลับไปหาพยายามสลัดความรู้สึกนั้นทิ้ง
       “เอ่อ คือ คุณโฉมครับ ผมมีธุระด่วน อยากจะขอลาวันนี้อีกวันนะครับ”
       โฉมสุรางค์สงสัย “มีอะไรหรือคะ ฉันช่วยได้ไหม”
       “น้องสาวเพื่อนสนิทผมตกบันไดเมื่อคืน เพิ่งฟื้น แล้วพี่ชาบอกว่าแกเรียกหาผม”
       โฉมสุราง์ตกใจจริงๆ “เหรอคะ” แล้วคิดได้ว่าเป็นระจิตจึงเปิดปากอนุญาต “ค่ะ งั้นเชิญค่ะ ฉันเองก็มีธุระต้องรีบจัดการเหมือนกัน”
       
       รชาขับรถมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลอย่างรีบร้อน ทันใดนั้น ก็มีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมา กิ่งไม้ข้างทางหักโค่นลงมาขวางหน้าโดยไม่มีวี่แววมาก่อน
       “เฮ้ย”
       รชาตกใจ หักหลบทันที รถเสียหลักลงข้างทาง
       
       เป็นฝีมือของโฉมสุรางค์ ที่เวลานี้เธออยู่ในห้องพิธีกรรม และกำลังหักกิ่งไม้เป็นสองท่อน มีเจ้าตองเหลืองเลื้อยอยู่ข้างๆ โฉมสุรางค์ลืมตาโพลงขึ้น แววตาสมใจ ที่ขวางทางจักราได้สำเร็จ
       “ตองเหลือง ไปจัดการนังเด็กคนนั้นที่โรงพยาบาลให้เรียบร้อย”
       เจ้าตองเหลืองแวบหายไปทันที โฉมสุรางค์เข้าสู่สมาธิหลับตาปากท่องมนตราประหลาด ถอดกายอนิลทิตาตามไปดูเหตุการณ์ที่โรงพยาบาล
       
       ในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลตอนนี้ ระจิตกระสับกระส่ายจะลุกขึ้น แต่ถูกพยาบาลจับตัวห้ามไว้
       “ฉันจะไปหาพี่ชายฉัน ปล่อยฉันนะ”
       “ไม่ได้นะคะ คุณเพิ่งฟื้น เดี๋ยวแผลจะกระเทือน ฉันโทรบอกพี่ชายคุณแล้วค่ะ เขากำลังรีบมา”
       “ฉันมีเรื่องสำคัญ ฉันต้องบอกเขาให้เร็วที่สุด คุณพยาบาลช่วยโทรอีกครั้งได้ไหมคะ”
       พยาบาลอ่อนใจ “ได้ค่ะ แต่คุณต้องนอนรอนิ่งๆ นะคะ ห้ามลุก ฉันจะออกไปโทร.เดี๋ยวนี้ละค่ะ”
       
       เห็นระจิตสงบลง พยาบาลจึงออกไป ระจิตนอนมองที่ประตูอย่างร้อนใจ อยากให้พี่ชายและจักรามาถึงไวๆ



ผ่านไปอีกสักระยะ ระจิตยังคงเฝ้ามองไปที่ประตูรอคอยรชากับจักรา ด้วยท่าทีกระสับกระส่าย โดยไม่ทันเห็นว่าที่กำแพงด้านตรงข้ามประตูเข้า เจ้าตองเหลืองปรากฏตัวขึ้น ดวงตาของมันจ้องมายังระจิตเขม็ง
       
       ระจิตสังหรณ์ใจทันทีว่ามีสิ่งผิดปกติอยู่ในห้องด้วย จึงหันไปมอง เห็นเป็นงูตัวใหญ่ ก็ตกใจสุดขีด แหกปากร้องตะโกน
       “ช่วยด้วยๆ งูๆๆๆๆ”
       เจ้าตองเหลืองค่อยๆ เลื้อยเข้ามา ระจิตอยู่บนเตียง ไม่กล้าลง ตองเหลืองเลื้อยเข้ามาใกล้เตียง
       ระจิตคว้าเหยือกน้ำตรงโต๊ะหัวเตียงขว้างใส่ แต่พลาดไป เหยือกน้ำแตกเสียงดัง ระจิตกรี๊ดสุดเสียง
       “ช่วยด้วยย.....”
       
       จักราประตูเปิดพรวดเข้ามา เห็นระจิตอยู่บนเตียง และมีงูตัวใหญ่ผิดปกติ อยู่ที่พื้น
       “เฮ้ย งู...”
       “พี่จักร ช่วยจิตด้วย”
       ตองเหลืองชะงัก ตาวาว เปลี่ยนทิศหมายทางจะเล่นงานจักราแทน จักราพุ่งเข้าไปหาระจิตที่เตียง คว้าเสาน้ำเกลือมา หลอกล่อตองเหลือง
       “จิตวิ่งไหวไหม พี่จะล่อมันไว้ แล้วจิตวิ่งออกไปจากห้อง”
       “จิตกลัว มันจะฆ่าจิต” จิตรากอดจักรา ตัวสั่นสะท้าน
       “ไม่ต้องกลัว...พี่นับ 123 แล้วออกไปเลยนะ 1...2”
       เจ้าตองเหลืองโยกตัวสูงขึ้นมาชูคอ จักราโยนเสาน้ำเกลือใส่มัน ระจิตวิ่งออกไปแต่ดันพลาดหกล้ม จักราต้องกระโดดไปประคองปกป้อง
       “จิต”
       ตองเหลืองปราดเข้ามาหาจักราที่โอบกอดระจิตอยู่ หากมันฉกลงมาเห็นท่าว่าจักราคงไม่รอดแน่
       
       จังหวะนี้โฉมสุรางค์ออกจากสมาธิลืมตาโพลง สีหน้าตื่นตกใจ ส่งกระแสจิตไปทันที
       “อย่า ตองเหลือง”
       
       เจ้าตองเหลืองชะงักค้าง ตาหรี่แสงลง รชาเปิดประตูเข้ามาพอดี ตกใจมาก
       “เฮ้ย...”
       รชาเห็นคาใจว่าเป็นงูเหลือมยักษ์เลื้อยทะลุกำแพงหายไปต่อหน้าต่อตา เช่นเดียวกับจักราเองก็งงเป็นไก่ตาแตก
       รชาถลาเข้าไปกอดระจิต “จิต เป็นไงบ้าง” เขาหันมาถามจักรางงๆ “นั่นมันอะไรวะ จักร”
       “งู งูผี ฮือๆๆๆๆ มันจะมาฆ่าจิต” ระจิตสติแตก ลนลานขนาดหนัก
       “จิตๆๆ พี่อยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัว” รชากอดปลอบเรียกสติน้อง
       จักราตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น แทบไม่เชื่อตาตัวเอง
       
       ไม่นานต่อมาหมอเจ้าของไข้กับพยาบาลยืนอยู่ข้างเตียงด้านหนึ่ง อีกข้างเป็นจักรากับรชา
       “หมอให้ยานอนหลับไปแล้วครับ คนไข้ได้พักผ่อน อาการเห็นภาพหลอน นี่อาจจะเป็นอาการข้างเคียงจากที่สมองกระทบกระเทือน ยังไงหมอจะขอตรวจคลื่นสมองอีกทีนะครับ”
       รชากับจักรามองตากัน ไม่กล้าเล่าเรื่องงูให้หมอฟัง เพราะไม่รู้จะอธิบายยังไง
       “ขอบคุณครับ อีกนานไหมครับกว่าน้องสาวผมจะฟื้น”
       “สามสี่ชั่วโมงครับ หมอขอตัวนะครับ”
       หมอกับพยาบาลเดินออกไป รชาหันไปหาจักรา
       “แกก็เห็นเหมือนที่ฉันเห็นใช่ไหม จักร”
       “ใช่พี่ งูยักษ์เลื้อยเข้าไปในกำแพง”
       รชากุมมือระจิตด้วยความรักและเป็นห่วง
       “มันมาจากไหนวะ แล้วมันทำไมต้องมาทำร้ายน้องฉัน”
       “ถ้าให้ผมเดา มันอาจจะเกี่ยวกับเรื่องที่จิตจะบอกกับพวกเรา” จักราบอก
       ร่างอนิลทิตายืนอยู่หน้าห้อง รับรู้เหตุการณ์ด้วยความกังวล
       
       บ่ายแก่ๆ วันเดียวกันนี้ นายิกีนั่งสมาธิอยู่ที่บริเวณถ้ำธารลอดในป่าลึก ปากท่องมนตรา บูชาพญานาค สักครู่ น้ำในลำธารก็เดือดปุดๆ มีสิ่งที่ลักษณะเป็นเปลวไฟสีแดงเจิดจ้าขดเป็นวงกลมลอยขึ้นจากใต้น้ำ มาถึงผิวน้ำด้านบน
       นายิกีลืมตาขึ้น แบมือสองข้างออก ขดเปลวไฟนั้นลอยมาอยู่บนมือของแม่หมอ แล้วกลายกลับเป็นเชือกสีดำธรรมดาหนึ่งเส้นที่ขดฟั่นเป็นวงเหมือนสายสิญจน์
       “ในที่สุดข้าก็ทำพิธีชุบเชือกนาคบาศสำเร็จ เสร็จข้าแน่ ไอ้สมิงดง”
       นายิกีดีใจยิ่งนัก กับเครื่องรางแห่งล้านนาที่จัดว่าเป็นสุดยอด มีพุทธคุณเด่นในการป้องกันภัยร้าย
       
       กระท่อมบุญโฮมตกอยู่ในแสงยามเย็น บุญโฮมมองเชือกอย่างเลื่อมใส
       “นี่นะเหรอ นาคบาศ...ได้มาจากพญานาคจริงๆ งั้นเหรอ”
       “งั้นสิ ข้าบำเพ็ญภาวนาถอดจิตไปถึงบาดาล ถึงได้มันมา”
       “อันเล็กนิดเดียว หน้าตาก็เชือกธรรมดาเส้นนึง จะมีจริงรื้อ”
       “นาคบาศอาบด้วยพิษแห่งพระยานาคราช มีอำนาจเหนืองูทุกชนิด เอ็งคอยดูเถอะ ไอ้บุญโฮม เวลาแห่งการแก้แค้นของเรามาถึงแล้ว”
       
       โฉมสุรางค์ร้อนรุ่มในใจ ที่ปรึกษามีเพียงคนเดียวนั่นคือบันดาสา
       “ข้าจะทำยังไงดี พี่บันดาสา ถ้านังเด็กนั่นมันฟื้นขึ้นมาพูดว่าข้าทำร้ายมัน สินธุต้องโกรธข้าแน่”
       บันดาสาถอนใจ ไม่อยากทำบาป โฉมสุรางค์เซ้าซี้
       “พี่บันดาสา ช่วยข้าหน่อยซี อย่าให้เวลานับร้อยปีของข้าต้องเสียเปล่า”
       บันดาสาทนการอ้อนวอนไม่ไหว พูดออกมา
       “วิธีปิดปากคนไม่ให้พูดมันก็มีอยู่ แต่ว่า...”
       โฉมสุรางค์ยิ้ม ดีใจ “บอกข้ามา...”
       
       รชานอนฟุบหน้าอยู่ข้างเตียง มือหนึ่งกุมมือระจิตอยู่ที่เก้าอี้ข้างเตียง ระจิตรู้สึกตัว ลืมตาขึ้น รชารู้สึกว่ามือระจิตขยับ จึงลืมตาตื่นขึ้นเมื่อเห็นว่าน้องฟื้นก็ดีใจ
       “จิตฟื้นแล้ว...เป็นไงบ้าง”
       ระจิตขยับจะพูด แล้วชะงัก ตกใจ
       “จิต เป็นยังไงบ้าง” รชาเห็นระจิตหน้าตื่นก็ฉงนฉงาย “เจ็บตรงไหนบอกพี่สิ”
       ระจิตจะอ้าปากพูด แต่กลับอ้าปากไม่ได้แม้ว่าจะพยายามถึงขีดสุด เธอจึงตกใจสุดขีด
       “อื่อๆๆๆๆ”
       “จิต น้อง...น้องเป็นอะไร” รชาตกใจ วิ่งออกไปตามหมอ “หมอครับ หมอ น้องผมเป็นอะไรไม่รู้”
       รชาวิ่งออกไป ระจิตอยู่บนเตียง อ้าปากไม่ได้ มีแต่เสียงอื้ออ้าอยู่อย่างนั้น
       
       ที่แท้เป็นฝีมือโฉมสุรางค์ ที่ตอนนี้อยู่ในห้องลับมีตุ๊กตาผ้าดิบตัวเล็กๆ ในมือ ส่วนอีกมือจับเข็มที่ร้อยด้ายสีดำแทงเข็มเย็บตรงปากตุ๊กตา พร้อมกับท่องมนตราไปด้วย
       
       ระจิตตกใจสุดขีด ร้องไห้ น้ำตาไหลพราก รชากับจักราพาหมอเข้ามา
       “คุณหมอครับ ช่วยน้องผมด้วย แกเป็นอะไรก็ไม่รู้”
       ระจิตจับมือหมอ ร้องไห้ ชี้ที่ปาก พยายามพูด “อื่อๆๆๆๆๆ”
       “เหมือนแกอยากพูด แล้วพูดไม่ได้น่ะครับ” จักราบอกหมอ
       ระจิตร้องไห้ฟูมฟายคลุ้มคลั่ง จักรากับรชาช่วยกันจับ
       กายทิพย์ของอนิลทิตายืนมองจากด้านนอกเข้ามา ด้วยแววตาพึงใจ
       
       รชาแตะถังขยะตรงทางเดินจนกระเด็นด้วยความโกรธ
       จักราปลอบ “ใจเย็น พี่ ใจเย็น...โมโหไปก็ช่วยระจิตไม่ได้นะพี่”
       “มันเกิดบ้าบออะไรกับน้องฉันวะ จักร ระจิตไม่เคยทำอะไรใครทำไมเรื่องบ้าๆ นี่ต้องมาเกิดกับน้องฉัน”
       จักราชะงัก “หรือว่า...” เขานึกบางอย่างได้ “จริงสิ ทั้งน้องผม น้องพี่ ทั้งลุงบุญโฮม ทุกคนตกอยู่อันตราย ตั้งแต่ไปเกี่ยวข้องกับคุ้มเชียงแมน”
       “ไอ้คุ้มนั่นต้องมีอาถรรพ์ชั่วร้ายอะไรแน่ๆ” รชาแค้น
       “ไปกันเถอะพี่ ชา เราไปหาลุงบุญโฮมกัน คราวนี้ แกอาจจะยอมช่วยเราก็ได้”
       ทั้งสองหนุ่มเดินออกประตูไป ตรงไปยังลานจอดรถ
       
       โฉมสุรางค์อยู่ในห้องทำพิธี ลืมตาโพลงขึ้นมา พร้อมกับคำรามในลำคออย่างโกรธแค้น
       
       “ไอ้บุญโฮม ไอ้คนปากมาก”



ขณะที่บุญโฮมนั่งสูบบุหรี่ใบจากอยู่หน้ากระท่อม นายิกีเปิดประตูพรวดออกมา สะพายย่ามจะออกไปข้างนอก
       
       บุญโฮมมองอย่างแปลกใจ “จะออกไปไหนละพี่”
       แม่หมอนายิกีสีหน้ามุ่งมั่น มั่นใจ
       “ถึงเวลาแก้แค้นของเราแล้ว เอ็งอยู่ทางนี้ระวังตัวด้วย”
       “ข้าจะระวังตัว พี่เองก็ระวังตัวด้วยล่ะ”
       บุญโฮมมองตามนายิกีที่เดินออกไปด้วยความมั่นใจ แต่ตัวเองกลับกังวลใจอยู่ลึกๆ
       
       ฟากโฉมสุรางค์นั่งสมาธิถอดจิต สักครู่หนึ่งอนิลทิตาในอาภรณ์สตรีเขมรโบราณ ก็ลุกออกจากร่างแล้วหายวับไป
       
       นายิกีนั่งสมาธิอยู่ที่กลางป่าริมลำธาร หยิบคัมภีร์ใบลานออกมาจากย่าม แล้วเปิดไปที่หน้าหนึ่ง
       นายิกีอ่านพึมพำ “มนต์เรียกสมิงดง”
       นายิกีพนมมือมีคัมภีร์ใบลานอยู่ระหว่างนิ้วโป้งสองข้าง ท่องมนตราเรียกสมิงดงหรือเจ้าตองเหลือง
       ตองเหลืองนอนขดอยู่ในห้องทำพิธีของโฉมสุรางค์ อยู่ดีๆ ก็ดิ้นไปดิ้นมาอย่างร้อนรนทนไม่ได้ มีแสงเรืองรองขึ้นที่ตัวของมัน พริบตานั้นเองเจ้าตองเหลืองหายวับไป
       
       ตองเหลืองปรากฏตัวต่อหน้านายิกีบริเวณริมลำธาร มันผงกหัวขึ้นตั้งท่าสู้เต็มอัตรา นายิกีวางคัมภีร์ ยิ้มอย่างพอใจ หยิบนาคบาศขึ้นมา
       “คราวนี้แกไม่รอดแน่ ไอ้สมิงดง”
       เจ้าตองเหลืองมองนายิกีอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตาของมันเป็นสีแดงเจิดจ้า
       
       อีกฟาก จู่ๆ ที่บริเวณรอบกระท่อมบุญโฮม ก็เกิดลมกรรโชกแรง ต้นไม้ไหวเอนลู่ไปตามแรงลม บุญโฮมที่นั่งสูบยาอยู่สงสัย แหงนหน้ามองท้องฟ้า เห็นเมฆดำลอยมาบดบังดวงอาทิตย์ จากแสงสว่างจ้า กลับมืดครึ้มลงทันที
       
       “อากาศวิปริตอะไรกันนี่ อยู่ดีๆก็มืดไปหมด”
       ลมพัดแรงจนใบจากและยาสูบปลิวว่อน บุญโฮมลุกเดินตามเก็บ จังหวะที่บุญโฮมก้มเก็บใบยาสูบ สายตาก็เห็นเท้าใครคนหนึ่งใส่กำไลเท้ายืนอยู่ตรงหน้า ชายสูงวัยเงยหน้าขึ้นมองแล้วตกใจ ตาค้าง
       “เฮ้ย นั่นมัน...”
       เป็นอนิลทิตาที่มองมายังบุญโฮมด้วยสายตาอันโกรธแค้น
       “ปากมากนักใช่มั้ยไอ้บุญโฮม”
       บุญโฮมได้ยินเสียงแล้วจำได้ นึกไม่ถึง “คุณโฉม...”
       บุญโฮมได้สติรีบหนี อนิลทิตาเคลื่อนตัวดักหน้าบุญโฮมอย่างรวดเร็ว
       “อยู่ดีไม่ว่าดีมาแส่ยุ่งเรื่องของข้า”
       บุญโฮมปฏิเสธเสียงแข็ง
       “ข้าไม่รู้...ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”
       บุญโฮมรีบหันหลังเตรียมวิ่งหนี อนิลทิตาเพ่งมองไปยังร่างบุญโฮม พลังดันร่างบุญโฮมพุ่งไปชนเสาแล้วหล่นลงกองกับพื้น บุญโฮมเจ็บปวดสุดจะประมาณ
       อนิลทิตาเพ่งมองร่างบุญโฮมแล้วใช้มนต์ยกร่างบุญโฮมลอยขึ้นเหนือพื้น บุญโฮมดิ้นทุรนทุราย
       “นางปีศาจ”
       ฉันพลันนั้นเอง ร่างบุญโฮมถูกฟาดลงกับพื้นอย่างแรง
       “คนที่รู้ความลับของข้ามันต้องตาย”
       อนิลทิตายื่นมือไปทำท่าบีบคอบุญโฮม ร่างบุญโฮมลอยขึ้นเหนือพื้นอีกครั้ง บุญโฮมพยายามดิ้นเอาตัวรอด อนิลทิตาบีบคอบุญโฮมแรงขึ้น
       “ช่วยด้วย...ช่วยข้าด้วย”
       บุญโฮมมีเลือดไหลออกจากปาก ดิ้นทุรนทุรายอย่างน่าสงสาร
       
       ฝ่ายเจ้าตองเหลืองพุ่งตรงเข้าหานายิกีหมายจะรัด นายิกีม้วนตัวหลบได้ทัน แล้วโยนนาคบาศใส่ตองเหลือง
       นาคบาศสีดำเปลี่ยนเป็นรัศมีสีแดงก่อนจะกลายเป็นเชือกไฟที่รัดเจ้าตองเหลืองไว้ทั้งตัว มันดิ้นทุรนทุรายไปมา
       
       “ไอ้สมิงดง แกทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”
       เจ้าตองเหลืองเลื้อยหายไป
       นายิกีเหลียวมองไปรอบๆ แต่ไม่พบ สักครู่หนึ่งเจ้าตองเหลืองพุ่งออกมาจากด้านหลัง รัดร่างนายิกีล้มลงไปกับพื้น
       นายิกีดิ้นหนี พร้อมกับล้วงมีดหมอออกมาจากย่าม แล้วปักเข้าที่ลำตัวของมัน เจ้าตองเหลือง
       หยุดชะงักคลายตัวออกจากนายิกีแล้วรีบเลื้อยหนีไป
       นายิกียืนขึ้น หยิบนาคบาศในย่ามออกมาอีกครั้ง พนมมือหลับตาท่องมนต์ นาคบาศในมือเรืองแสงเป็นสีแดงเจิดจ้า นายิกีขว้างออกไป
       นาคบาศลอยไปในอากาศ แล้วกลายเป็นเชือกไฟ ตรงเข้ารัดเจ้าตองเหลืองไม่ให้หนี งูเหลือมยักษ์ดิ้นรนด้วยความทรมาน นายิกีมองอย่างสมใจ
       “ทีนี้ล่ะ ข้าจะได้รู้ซะทีว่าใครเป็นคนส่งเจ้ามา”
       ตองเหลืองดิ้นทุรนทุรายอย่างเจ็บปวด มันรวบรวมพลังส่งกระแสจิตไปถึงอนิลทิตาให้มาช่วย
       
       อนิลทิตายังคงบีบคอบุญโฮมอยู่ โดยที่บุญโฮมดิ้นด้วยรนความทรมาน และใกล้จะหมดแรงแล้ว เลือดไหลออกจากปากไม่หยุด
       จิตของอนิลทิตารับรู้กระแสจิตที่สมุนส่งมา นางเห็นภาพตองเหลืองถูกรัดด้วยนาคบาศก็ตกใจและเป็นห่วง
       “ตองเหลือง”
       อนิลทิตายอมปล่อยร่างบุญโฮมตกลงกองกับพื้น แล้วร่างอนิลทิตาก็เลือนหายไปทันควัน
       
       อนิลทิตาปรากฏตัวขึ้นต่อหน้านายิกีทันที และเห็นเจ้าตองเหลืองถูกรัดด้วยเชือกไฟและกำลังดิ้นอย่างทรมาน
       “ตองเหลือง”
       นายิกีสมใจที่ล่ออนิลทิตาออกมาได้
       “เจ้านี่เอง นังปีศาจที่เป็นเจ้าของไอ้งูชั่วตัวนี้”
       อนิลทิตาเหลียวขวับไปมองนายิกีอย่างโกรธแค้น ก่อนจะพนมมือท่องคาถา กลายเป็นลมพัดเชือกไฟดับวูบลง เจ้าตองเหลืองรอดตาย แต่มีรอยไหม้ดำตามลำตัวของมัน
       นายิกาตะลึงไป นึกไม่ถึงว่าอนิลทิตาจะกำจัดนาคบาศได้อย่างง่ายดาย
       อนิลทิตาแค้นคั่ง มองนายิกีด้วยดวงตาวาวโรจน์
       “เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาทำร้ายงูของข้า”
       แม่หมอนายิกีสู้สายตาอนิลทิตาอย่างไม่หวั่นเกรง มั่นใจในวิชาของตน
       “ข้าก็คือนายิกี...ผู้ที่ทำให้นังปีศาจอย่างเจ้าปรากฏตัวออกมาได้ยัง ไงล่ะ...เจ้าจะต้องได้รับโทษที่ส่งงูชั่วตัวนั้นมาฆ่าคนบริสุทธิ์”
       “ข้าไม่เคยคิดจะฆ่าใครก่อน นอกจากคนที่คิดร้ายกับข้า...และทีนี้...ก็ถึงคราวของเจ้าแล้ว นางเฒ่า”
       “เจ้านั่นแหละนางปีศาจ ที่จะต้องถึงจุดจบ”
       อนิลทิตาตวาดดังลั่น
       “ก็เอาสิ ข้า อนิลทิตา ไม่เคยกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น”
       
       อนิลทิตากำทรายที่พื้นขึ้นมา ท่องคาถาแล้วปาทรายออกไป เกิดเป็นไฟลุกขึ้นล้อมรอบตัวนายิกีอย่างรุนแรง นายิกีตั้งสมาธิ หยิบเกล็ดพญานาคออกมาจากย่ามที่สะพายอยู่ โยนขึ้นไปบนฟ้า เกิดฟ้าคะนอง พริบตานั้นเองฝนก็ตกลงมา ไฟดับมอดไป
       ทันทีที่ไฟดับ นายิกีก็ฉวยโอกาสหยิบลูกยางในย่ามขว้างออกไปเป็นกงจักรลอยเข้าหาอนิลทิตา อย่างรวดเร็ว อนิลทิตาฉากหลบ เอามือกันหน้า กงจักรบาดหลังมือเป็นแผลยาว
       “โอ๊ย...”
       “เจ้าหนีข้าไม่รอดแน่ๆ นางปีศาจ”
       ฉับพลันทันใดนั้น อนิลทิตาก็ดึงปิ่นที่มวยผม ปาออกไปทันที นายิกีชะล่าใจจึงหลบไม่ทัน ปิ่นปักเข้าที่ไหล่ของนายิกี เลือดไหลอาบลงมา
       อนิลทิตาฉวยโอกาสนี้เร้นตัวหายวับไปพร้อมกับสมุน นายิกีดูที่แผลพบว่าปิ่นหายไปแล้ว แต่เป็นแผลลึกเลือดไหลไม่หยุด
       “ร้ายกาจนัก นางปีศาจ”
       นายิกีแค้นกุมแผลด้วยความเจ็บใจ
       
       รถของจักราแล่นเข้ามาจอดที่ชายป่าสุดถนน ก่อนที่สองหนุ่มจะลงจากรถเดินตรงไปที่กระท่อมบุญโฮม
       “พี่แน่ใจเหรอว่าพ่อเฒ่าจะรู้เรื่องคุณโฉม”
       “แน่ใจสิ จำได้มั้ยที่สัปเหร่อโกร่งเคยบอกเราว่าพ่อเฒ่าบุญโฮมเคยทำงานอยู่ในคุ้ม เชียงแมน...อย่างน้อยพ่อเฒ่าก็น่าจะรู้อะไรเกี่ยวกับเจ้านายของตัวเองบ้าง”
       
       จักรากับรชาเดินเข้ามาในอาณาบริเวณหน้ากระท่อม บุญโฮมนอนจมกองเลือด หายใจรวยรินอยู่ลานหน้าบ้าน จักรากับรชาเห็นสภาพของบุญโฮมก็ตกใจ ปราดเข้าไปหา
       รชาตกใจ “พ่อเฒ่า นี่เกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไรพ่อเฒ่า”
       จักรามีสติ “รีบพาพ่อเฒ่าไปหาหมอเถอะ”
       บุญโฮมอ่อนแรงเต็มที “ไม่ต้อง...ข้ารู้ตัวว่าข้าคงไม่รอดแน่ๆ”
       นายิกีเดินกลับมาถึงด้วยท่าทางอ่อนแรง ยังมีรอยบาดเจ็บที่ไหล่อยู่ เมื่อเห็นสภาพบุญโฮมก็ตกใจสุดขีด ลืมความเจ็บปวดของตัวเอง ผวาเข้าไปหาน้องชาย
       “บุญโฮม เอ็งเป็นอะไร ใครเป็นคนทำร้ายเอ็ง”
       บุญโฮมบอกเสียงกระท่อนกระแท่น “คุณ...โฉม...”
       สองหนุ่มตะลึง จักราตกใจ แต่ไม่อยากเชื่อ “อะไรนะ”
       นายิกีเข้าไปประคองศีรษะน้อง ใช้มือแตะที่คอบุญโฮม และเห็นภาพอนิลทิตาบีบคอบุญโฮมก็ผงะด้วยความตกใจ
       “คนที่ทำร้ายบุญโฮมก็คือนังปีศาจอนิลทิตา เจ้าของงูตัวนั้น”
       บุญโฮมบอกย้ำ “คุณโฉม คือ อนิลทิตา...มันเป็นปีศาจ”
       จักราอึ้ง ไม่เชื่อ
       “ไม่น่าเชื่อ พ่อเฒ่าเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า”
       “เชื่อข้าเถอะพ่อหนุ่ม รีบไปซะ..ไปให้ไกลจากผู้หญิงคนนี้ มันน่ากลัว น่ากลัวเหลือเกิน”
       
       “น่ากลัวยังไงพ่อเฒ่า บอกผมมาเถอะ” จักราจ้องหน้ารอฟัง อยากรู้เต็มที่

AppleBEE (Member)

อนิลทิตา ตอนที่ 6
       
       เหตุการณ์ในคุ้มเชียงแมนเมื่อราว 20 ปี ก่อน ถูกเล่าจนเห็นเป็นภาพ มันออกมาจากปากของพ่อเฒ่าบุญโฮม
       
       เรื่องแปลกๆ เริ่มจากพิธีแต่งงานของโฉมสุรางค์กับเจ้าพงษ์สุริยันที่ถูกจัดขึ้นอย่างรีบ ร้อน ท่ามกลางความแปลกใจของทุกคนในคุ้ม โดยวันนั้นสองคนกำลังเข้าพิธีแต่งงานแบบล้านนา มีบันดาสายืนอยู่ด้านหลัง
       อีกมุมบรรดาคนใช้อันประกอบด้วย แอ๋วสาวใช้ อิ่ม แม่ครัว และบุญโฮมในวัยหนุ่มแน่น ยืนมองอยู่อีกมุม แอ๋วเข้าไปกระซิบกับบุญโฮม
       “ท่าทางเจ้าจะหลงคุณโฉมมากนะพี่บุญโฮม จัดงานเสียใหญ่โต เชิญแขกเกือบทั้งจังหวัด”
       “ก็นั่นน่ะสิ ผู้หญิงทั้งเวียงมีให้ท่านเลือก ท่านไม่สนใจกลับไปแต่งกับใครก็ไม่รู้ ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วัน”
       “แถมยังเร่งจัดงานกะทันหัน ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายผู้หญิงก็ไม่มีซักคน พิกลจริงๆ” อิ่มว่า
       บุญโฮมมองเจ้าพงษ์สุริยันและโฉมสุรางค์ด้วยความสงสัยเช่นกัน เจ้าพงษ์สุริยันยิ้มแย้มมีความสุขล้น แต่เจ้าสาวกลับมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก และที่แปลกไปกว่านั้นด้านหลังบ่าวสาวเห็นบันดาสายืนนิ่งมองเจ้าพงษ์สุริยัน อย่างหลงใหล
       
       เสียงบุญโฮมเล่าต่ออย่างอ่อนระโหยโรยแรงว่า
       “ตั้งแต่เจ้าพงษ์สุริยันแต่งงานกับคุณโฉม คุ้มเชียงแมนก็เปลี่ยนไป มันดูอึมครึมไปหมด ห้าหกปีหลัง จากนั้น เจ้าพงษ์สุริยันรถคว่ำตาย คุณโฉมก็กลายเป็นเจ้าของคุ้มเชียงแมน”
       ทุกคนอยู่หน้ากระท่อมบุญโฮม รับฟังเรื่องราวอย่างสนใจ โดยเฉพาะสองหนุ่ม
       จักราถามเรื่องคาใจขึ้น “แล้วทำไมคุณโฉมถึงตามล่าพ่อเฒ่า”
       “เพราะข้ารู้ความลับของมัน”
       รชาซักทันที “ความลับอะไรครับ”
       สีหน้าพ่อเฒ่าบุญโฮมหวนคิดถึงสิ่งเลวร้ายที่เจอมาเมื่อหลายสิบปีก่อน
       
       เย็นวันหนึ่ง
       บุญโฮมขี่จักรยานจะกลับบ้านพัก บังเอิญว่าโซ่จักรยานขาด บุญโฮมจอดรถลงมาซ่อม จังหวะนั้นมีเหยื่อคนหนึ่งที่หนีตายจากพิธีอาบน้ำเลือดอมฤตของอนิลทิตา วิ่งร้องโวยวายออกมาจากถ้ำใกล้ๆ
       “ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...”
       บุญโฮมชะเง้อไปดู เห็นไอ้โล้นวิ่งตามเหยื่อมาติดๆ บุญโฮมรีบจูงจักรยานหลบทันที โดยไม่ให้ไอ้โล้นเห็น และแอบดูเหตุการณ์ต่อ
       ภาพที่ปรากฏในสายตาของบุญโฮม เป็นไอ้โล้นใช้ไม้พลองที่ติดมือมาด้วยฟาดท้ายทอยเหยื่อเต็มแรง ร่างเหยื่อทรุดลงหมดสติไป จากนั้นไอ้โล้นก็เข้าไปแบกร่างเหยื่อเดินย้อนกลับไปทางถ้ำ
       บุญโฮมตกใจมาก แต่ตัดสินใจแอบตามไปด้วยความอยากรู้
       
       บุญโฮมสืบเท้าแอบตามมาเรื่อยๆ เห็นไอ้โล้นแบกร่างเหยื่อแล้วหยุด หันกลับมาเหลียวมองรอบๆ คล้ายดูว่ามีใครตามมาหรือไม่ บุญโฮมฉากหลบลงซุกตัวแนบพื้น สักครู่จึงค่อยๆ ชะโงกหัวขึ้นดูอีกครั้ง แต่กลับไม่เห็นไอ้โล้นกับร่างของเหยื่อแล้ว
       บุญโฮมงง เดินตรงไปยังบริเวณหน้าปากถ้ำที่เห็นไอ้โล้นและเหยื่ออยู่เป็นครั้งสุดท้าย บุญโฮมกวาดตามองจนทั่วเห็นมีแต่ก้อนหิน ยิ่งงงว่าไอ้โล้นแบกเหยื่อหายไปทางไหน เพราะไม่มีทางเข้า บุญโฮมหันไปมองอีกทาง กำลังจะหันกลับ แต่แล้วเห็นเงาไอ้โล้นฟาดไม้พลองลงมาบุญโฮมหลบวูบ จึงโดนแค่เฉี่ยวๆ ไหล่ บุญโฮมผลักไอ้โล้นเต็มแรงจนไอ้โล้นล้มตึงลงแล้วรีบวิ่งหนีออกมา
       
       พ่อเฒ่าบุญโฮม เล่าเรื่องจบลงในท่าทีอันเหนื่อยล้าและกิริยาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
       “ข้าต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ จากการตามล่าของคนในคุ้มที่ข้าไปรู้ความลับของมัน...มันไม่ใช่คนธรรมดา”
       นายิกีพูดเสริมด้วยความแค้น
       “นังอนิลทิตามันถอดจิตได้ พลังของมันเข้มแข็ง และฝีมือของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าข้า”
       บุญโฮมหันไปทางจักรากับรชา
       “เชื่อข้าเถอะ ถ้าพวกเจ้ายังไม่อยากตาย รีบออกไปให้ห่างจากคุณโฉมและคุ้มเชียงแมน”
       พูดได้เท่านั้นบุญโฮมก็กระอักเลือดออกมาแล้วแน่นิ่งไป นายิกีตกใจเขย่าร่างเรียกน้องชาย
       “บุญโฮม...บุญโฮม”
       บุญโฮมสิ้นใจตายแล้ว นายิกีเสียใจแต่ไม่ร้องไห้ฟูมฟาย ความรู้สึกโกรธและอาฆาตแค้นปะทุขึ้นในใจสุดจะประมาณ
       
       ร่างอนิลทิตาลอยวูบมาเข้ากายโฉมสุรางค์ที่นั่งสมาธิอยู่ พริบตานั้นเองโฉมสุรางค์ลืมตาขึ้น ยกหลังมือขึ้นดูเห็นเลือดยังไหลออกมาไม่หยุด เอามือจับแผล ปากท่องคาถา มีแสงวาบขึ้น เลือดหยุดไหล แผลสมานกัน แต่ไม่สนิท ยังมีรอยแดงเหวอะหวะดูน่ากลัวให้เห็นอยู่
       โฉมสุรางค์มองแผลอย่างกังวล
       “ข้าจะทำยังไงดีนะ”
       
       เย็นวันเดียวกันนั้น จู่ๆ กระถินก็ร้องกรี๊ดๆ วิ่งเตลิดเข้ามาในเขตป่าท้ายคุ้ม ท่าทางหวาดกลัวสุดขีด ไอ้โล้นกำลังเอนหลังเคลิ้มหลับอยู่ใต้ต้นไม้ สะดุ้งตื่น
       กระถินวิ่งมาแล้วแกล้งสะดุดล้มตรงหน้าไอ้โล้น
       “โอ๊ย”
       ไอ้โล้นถามเสียงเข้ม “เป็นอะไร”
       กระถินทำน้ำเสียงตกใจ
       “ก็งูน่ะสิ! งูมันไล่ฉันมา”
       ไอ้โล้นชะเง้อชะแง้แลหา รอบๆ เห็นแต่ต้นไม้ไม่มีงูสักตัว
       “ไม่มีงู กลับไปซะ”
       กระถินใช้มือจับข้อเท้า “ขาเจ็บ จะกลับได้ยังไง”
       ไอ้โล้นมองขากระถินอย่างลังเล ไม่เชื่อนัก
       กระถินพยายามจะลุก “โอ๊ย ฉันเดินไม่ไหวจริงๆ”
       อมนุษย์หัวโล้นตวัดเสียงบอก “แต่อยู่ตรงนี้ไม่ได้”
       “ก็คนมันเดินไม่ไหวจะให้ทำยังไงล่ะ”
       ไอ้โล้นไม่ตอบ คิดไม่ออก
       “เอางี้...ถ้าอยากให้ฉันกลับไปนัก ก็อุ้มฉันไปได้มั้ยล่ะ”
       ไอ้โล้นลังเลเห็นได้ชัด
       กระถินบอกอีก “หรือแกจะให้ฉันค่อยๆ ถัดไปเองจนถึงคุ้ม”
       “ก็ได้”
       ไอ้โล้นรับปากไม่เต็มใจนัก แล้วเข้ามาอุ้มกระถินขึ้น กระถินแกล้งทำเป็นตะโกนซะดังเพื่อให้ใครอีกคนที่แอบฟังอยู่ได้ยิน
       “ไปส่งให้ถึงคุ้มนะ”
       ไอ้โล้นทั้งรำคาญ และหงุดหงิด
       “เออ...แล้วอย่ากลับมาอีกล่ะ”
       ไอ้โล้นอุ้มกระถินเดินออกไป
       อีกมุมหนึ่งไม่ไกลนัก แลเห็นเจ้าดาเรศแอบอยู่หลังต้นไม้ มองไอ้โล้นที่กำลังอุ้มกระถินออกไป อย่างพอใจ ก่อนจะมองซ้ายขวา วิ่งออกไปในราวป่าท้ายคุ้ม ขณะที่ความมืดโรยตัวเข้าครอบคลุมทั่วบริเวณ
       
       เจ้าดาเรศวิ่งมาจนถึงทางไปกระท่อมบันดาสา แลเห็นหลังคากระท่อมอยู่ลิบๆ ตา เจ้าตัดสินใจวิ่งต่อไปอย่างหมายมาด
       เมื่อมาถึงเจ้าดาเรศค่อยๆ เดินย่องไปที่ประตู เปิดปากร้องเรียก
       “มีใครอยู่มั้ยคะ หนูเข้าไปได้มั้ย”
       เงียบกริบ ไม่มีเสียงตอบ เจ้าดาเรศค่อยๆ เปิดประตูแล้วเดินเข้าไปด้านใน
       
       มองผ่านความมืดมิดเข้าไป เมื่อสายตาคุ้นชิน เจ้าดาเรศพบว่าสภาพภายในเป็นเพียงห้องเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้แห้งวางอยู่ ใกล้ๆ มีครก โกร่งบดยา และมีใบไม้แห้งห้อยลงมาจากหลังคา
       เจ้าดาเรศมองไปอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ก่อนจะไปชนกับโต๊ะตัวหนึ่ง เจ้าก้มลงมอง เห็นโหลแก้วใส่ตะขาบ แมงป่อง คางคก แมงมุม วางอยู่บนโต๊ะตัวนั้น เจ้าดาเรศถอยหลังกรูดด้วยความตกใจ
       ทันใดนั้นก็มีมือเหี่ยวๆ ข้างหนึ่งเอื้อมมาแตะที่บ่า เจ้าดาเรศสะดุ้งสุดตัว หันไปเห็นเป็นบันดาสายืนอยู่ก็ตกใจสุดขีดร้องกรี๊ดสุดเสียง
       “อ๊ายยย”
       เจ้าดาเรศผงะไปข้างหลังชนกิ่งไม้ที่วางอยู่ล้มลง
       บันดาสาตะลึงมองเจ้าดาเรศด้วยความรักสุดหัวใจ ความดีใจที่ได้เจอลูกใกล้ๆ โดยไม่คาดฝันทำให้บันดาสาน้ำตารื้นด้วยความเศร้าแกมปีติ หญิงชราจอมอาคมเดินเข้าไปใกล้ๆ ลูกอีก
       “หนู...”
       เจ้าดาเรศกลัวจนตัวสั่น พูดไม่ออก
       บันดาสายิ้มทั้งน้ำตา
       “อย่ากลัวฉันเลย ฉันไม่ทำอะไรหนูหรอก”
       เจ้าดาเรศเพ่งมองอย่างพิจารณา แล้วต้องฉงนฉงาย เมื่อพบว่าดวงตาบันดาสาที่มองมา ไม่มีความอาฆาตมาดร้าย
       
       แหละมันมีแต่ความรักความปรารถนาดีในนั้น



บันดาสาเห็นลูกสาวมีท่าทีลังเล จึงรีบพูดย้ำให้เจ้าดาเรศมั่นใจ
       
       “ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัวนะ...”
       เจ้าดาเรศเห็นความรักและห่วงใยในสายตาของบันดาสาจึงคลายความกลัวลง
       “ยายเป็นใคร ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”
       บันดาสานิ่ง
       
       สองแม่คุยกันอยู่ในกระท่อม บันดาสาเปิดปากตอบคำถามว่า
       “ฉันเป็นข้าเก่าข้าแก่ของคุณโฉม”
       เจ้าดาเรศ สงสัยไม่หาย “แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียวล่ะคะ”
       บันดาสามองลูกด้วยด้วยแววตาเอื้อเอ็นดูในความมีน้ำใจ
       “ยายแก่แล้ว อยากอยู่เงียบๆ ไม่อยากอยู่ร่วมกับใคร”
       เจ้าดาเรศมองไปรอบๆ บ้านอย่างสนใจ
       “ที่นี่ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่คะ แล้วทำไมคุณแม่ถึงไม่อยากให้ใครเข้ามาที่นี่ล่ะ”
       
       ขณะเดียวกันโฉมสุรางค์เดินเข้ามาหน้ากระท่อม ร้องเรียกมาแต่ไกล
       “พี่บันดาสา พี่บันดาสาอยู่หรือเปล่า”
       บันดาสากับเจ้าดาเรศที่อยู่ในกระท่อมออกอาการตกใจ โดยเฉพาะเจ้า
       “คุณแม่”
       “คุณโฉม” บันดาสาหันรีหันขวาง “เจ้ารีบกลับไปก่อน ถ้าคุณโฉมเห็นล่ะก็ ต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่”
       เจ้าดาเรศพยักหน้าเข้าใจ กำลังจะเดินกลับไปทางประตู
       “อย่า...เจ้าจะออกทางนั้นไม่ได้”
       บันดาสาเดินไปที่ประตูที่อยู่ด้านหลัง เปิดออก ส่งเสียงเรียกไอ้พันเบาๆ
       “ไอ้พัน...ไอ้พัน”
       
       ไอ้พันนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้หลังกระท่อม
       “ไอ้พัน...ไอ้พัน” บันดาสาเรียกอีก
       ไอ้พันสะดุ้งตื่น พรวดพราดลุกขึ้น วิ่งไปตามเสียง
       
       ไอ้พันโผล่เข้ามาจากอีกทางหนึ่ง พอเห็นเจ้าดาเรศ แววตาไอ้พันก็เป็นประกายเจิดจ้าด้วยความดีใจ
       “ลูก...ลูก”
       บันดาสาร้อนใจ “ไอ้พัน มานี่เร็วเข้า พาเจ้าหลบคุณโฉมไปทางอื่นก่อน”
       เจ้าดาเรศมองไอ้พันอย่างหวาดกลัว
       “ยายคะ ให้หนูไปกับนายพันหรือคะ”
       “ไม่ต้องกลัวหรอกเจ้า ไปกับไอ้พัน ไอ้พันมันไม่ทำร้ายเจ้า”
       ไอ้พันมองเจ้าดาเรศอย่างเป็นห่วง พยักหน้าให้เจ้าเข้ามาหา พลางชี้ไปที่ประตูด้านหลัง
       “ลูก...ไป...หนี...”
       
       โฉมสุรางค์เปิดประตูด้านหน้าเข้ามาเฉียดฉิว
       “พี่บันดาสา”
       เห็นบันดาสาลนลานออกมาจากประตูหลังกระท่อม โฉมสุรางค์แปลกใจมองอย่างจับจ้อง
       “พี่ไปทำอะไรตรงนั้นน่ะ”
       “ไม่มีอะไรหรอกแม่หญิง...”
       บันดาสาตัดบท สายตามองไปเห็นแผลน่ากลัวที่หลังมือนายก็ตกใจ
       “นั่นใครทำอะไรแม่หญิง”
       “ก็นางเฒ่า...พี่ไอ้บุญโฮมน่ะสิ มันมีอาคม มันบังอาจมาลองดีกับฉัน”
       
       บันดาสาเอาสมุนไพรมาพอกให้ตรงรอยแผล โฉมสุรางค์มองแผลที่หลังมือของตนอย่างเป็นกังวล
       “เมื่อไหร่แผลฉันจะหาย”
       “แผลลึกเช่นนี้ กว่าจะหายก็คงใช้เวลานาน”
       โฉมสุรางค์กลุ้มใจ มองมือที่เริ่มเหี่ยวย่นก่อนจะเลื่อนมือมาแตะที่หน้าเบาๆ
       “แล้วยังหน้าข้าอีก” โฉมสุรางค์ร้อนรนใจ “ข้าจะทำอย่างไรดี พี่บันดาสา”
       บันดาสาครุ่นคิดก่อนจะตอบด้วยเสียงหนักแน่น
       “แม่หญิงต้องฝึกกรรมฐาน เพื่อให้พลังในร่างกายกลับสู่สภาพปกติ”
       “ไม่ทันแล้วล่ะพี่บันดาสา สินธุจะมาที่คุ้มพรุ่งนี้แล้ว และข้าก็จะพบเค้าในสภาพแบบนี้ไม่ได้”
       โฉมสุรางค์ร้อนรนใจไม่คลาย
       
       ศพบุญโฮมถูกนำมาเผาที่วัดเดียวกับสุรเดช ในตอนเย็นวันนี้ บนเชิงตะกอนไฟกำลังโหมไหม้โลงศพบุญโฮม นายิกีส่งวิญญาณน้องชายโดยพิธีเรียบง่าย มีหลวงพ่อและสัปเหร่อโกร่งยืนห่างออกมาท่าทีสงบนิ่ง
       จักรา กับ รชา ยืนอยู่ข้างๆนายิกี ที่ขรึมเศร้า นิ่ง สงบ
       นายิกีมองไปยังเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ร่างน้องชายด้วยแววตาเศร้าปนเจ็บปวด
       “บุญโฮม ข้าจะไม่ให้เจ้าตายเปล่า”
       สัปเหร่อโกร่งยังไม่รู้เรื่อง นึกสงสัย “หมายความว่ายังไง นายิกี”
       “บุญโฮมตายด้วยฝีมือของปีศาจ และข้าจะไม่ปล่อยมันไว้ เจ้าเองก็ระวังตัวให้ดี ตอนนี้คนที่รู้เรื่องคุ้มเชียงแมน ล้วนมีภัย”
       สัปเหร่อโกร่งอึ้ง กลืนน้ำลายลงคอ แล้วเดินออกห่างไป
       “พ่อเฒ่าบุญโฮมไปสบายแล้ว แม่เฒ่าอย่าเป็นห่วงเลย” จักราปลอบ
       “ข้าห่วงอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องนางปีศาจและสมิงดงตัวนั้น ข้าคิดว่านางปีศาจนั่นต้องอยู่ในคุ้มเชียงแมน” แม่หมอบอกอย่างมั่นใจ
       จักรานิ่งคิด
       “พรุ่งนี้ผมจะไปอยู่ที่คุ้มเชียงแมนแล้ว หวังว่าคงจะสืบอะไรได้ง่ายขึ้น”
       นายิกีกำชับ “ข้าอยากให้เอ็งจับตาดูนางเจ้าของคุ้มให้ดี เพราะมันเป็นคนเดียวกันกับอนิลทิตา”
       จักรายังไม่ปักใจเชื่อเรื่องนี้
       “คุณโฉมน่ะหรือครับ จากที่ผมเคยเจอเธอไม่เห็นเหมือนคนที่เล่นไสยศาสตร์มนต์ดำอะไรเลย”
       รชาทักท้วง “พี่ว่าน่าจะลองเชื่อแม่เฒ่าดู เพราะจิตเคยพูดชื่อคุณโฉมออกมาตอนที่ตกบันได แต่ทางที่ดีอย่าไปที่คุ้มเลยดีกว่า”
       จักราบอกอย่างจริงจัง
       “มาถึงขั้นนี้แล้ว ผมไม่ยอมถอยง่ายๆ หรอก ผมต้องรู้ให้ได้ว่าในนั้นมันมีอะไรกันแน่”
       
       เช้าวันถัดมา รถจี๊ปที่รชาขับแล่นเข้ามาจอดหลบหลังพงหญ้าไกลออกไปจากประตูทางเข้าคุ้ม เชียงแมน มันเป็นบริเวณที่คนในคุ้มเปิดประตูออกมาแล้วจะมองไม่เห็น
       “อย่าลืมทำตามแผนที่เราคุยกันไว้” รชาหันมาทางเบาะข้างตัวที่จักรานั่งมาด้วย
       “ครับ ตามนั้น”
       
       จักราเดินมากดกริ่งหน้าประตูคุ้ม สักครู่ประตูเปิดออก โดยฝีมือกระถิน ที่เป็นคนเปิดจากข้างในคุ้ม
       “ผมชื่อจักราครับ คุณโฉมนัดให้ผมมาพบที่นี่”
       กระถินพยักหน้ารับรู้ “อ๋อ...คุณจักรา ผู้จัดการไร่คนใหม่ใช่มั้ยคะ เชิญค่ะ คุณโฉมสั่งไว้แล้วว่าคุณจะมา”
       “เอ่อ...ไม่ทราบว่าพอจะให้ใครแถวนี้มาช่วยยกของของผมเข้าไปหน่อยได้มั้ยครับ”
       กระถินมองหากระเป๋าเสื้อผ้า และข้าวของที่จักราพูดถึงแต่ก็ไม่เห็นมีอะไร
       “ของอะไรคะ”
       จักราเหลียวมองไปที่ริมถนนใหญ่ต่อกับถนนลูกรังที่ทอดเข้ามาถึงประตู คุ้ม กระถินมองตามเห็นกระเป๋าหลายใบกองอยู่บนถนนลูกรังห่างจากประตูออกไปพอประมาณ
       กระถินตกใจที่เห็นข้าวของมากมาย “นั่นกระเป๋าของคุณทั้งหมดเลยเหรอคะ”
       “ครับ พอดีผมเอาโน้ตบุ๊คส่วนตัว กับตำรับตำราเกี่ยวกับการปลูกชามาด้วย...ข้าวของก็เลยเยอะหน่อย”
       จักราเล่าต่อท่าทีขำๆ “รถรับจ้างส่งผมตรงนั้น แล้วก็รีบขับออกไปเลย”
       “มาค่ะ ดิฉันไปช่วยขนเอง”
       “ครับ ขอบคุณมากนะครับ”
       รชาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้มองดูเหตุการณ์อยู่ เขาเห็นกระถินเปิดประตูรั้วทิ้งไว้ และออกเดินไปที่กองกระเป๋า เขาเหลียวมองกลับไปยังประตูคุ้มที่จักรายืนอยู่ ยิ้มนิดๆ สมใจที่แผนของเขากับจักราลุล่วง
       ขณะกำลังออกเดิน รชาดันเกิดพลาดเหยียบใบไม้จนทำให้เกิดเสียง กระถินได้ยินเสียงนั้น เธอชะงักเหลียวขวับ ไปทางเสียง
       “เอ๊ะ เสียงอะไร”
       แต่เห็นทุกอย่างดูปกติ จักราตกใจเล็กน้อย
       “ผมไม่เห็นได้ยินอะไรเลยนะครับ”
       กระถินมองไปรอบๆ ให้ไม่แน่ใจ
       “ไปเถอะครับ เดี๋ยวคุณโฉมจะรอนาน”
       กระถินหันมาทางจักราอย่างเกรงใจ จักราเดินนำไปที่กองกระเป๋า กระถินรีบเดินตามไป
       
       รชาฉวยโอกาสในจังหวะนั้น พุ่งตัวจากที่ซ่อนแล้วเข้าไปในคุ้มอย่างรวดเร็ว



โฉมสุรางค์บรรจงเลือกชุดสวยสง่ามาสวมใส่ เพื่อให้จักราประทับใจ ส่องกระจกดูใบหน้าตัวเองอย่างกังวลเมื่อเห็นรอยเหี่ยวย่นที่ใบหน้า และปอยผมสีขาวบางๆ ในที่สุดโฉมสุรางค์เลือกผ้ามาคลุมศีรษะปกปิดใบหน้า แต่ยังคงมองสภาพตัวเองด้วยความกลุ้มใจ
       
       “เวลาที่ข้ารอคอยมาสามร้อยปีกำลังจะมาถึง ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้สินธุจากข้าไปไหนอีก”
       
       กระถินเดินเข้ามาเคาะประตูห้องโฉมสุรางค์
       “คุณโฉมคะ คุณโฉม คุณจักรามาแล้วค่ะ”
       โฉมสุรางค์มองสารรูปตัวเองด้วยความร้อนรน กระวนกระวายใจอยู่อย่างนั้น รำพึงรำพันออกมาว่า
       “แต่ข้าจะออกไปเจอสินธุในสภาพนี้ได้อย่างไร”
       ฝ่ายกระถินไม่ได้ยินเสียงตอบของคุณโฉมก็เคาะประตูอีก
       “คุณโฉมคะ นี่กระถินนะคะ คุณจักรามาถึงแล้วค่ะ”
       โฉมสุรางค์ยิ่งร้อนรนใจหนัก มองตัวเองในกระจกอย่างหาทางออกไม่ได้
       กระถินตัดสินใจเคาะประตูดังมากขึ้นไปอีก
       “คุณโฉมคะ...”
       เสียงเคาะประตู และเสียงกระถินเรียกชื่อยังดังไม่หยุดหย่อน โฉมสุรางค์ที่กำลังร้อนรน กลุ้มใจหนัก ด้วยคิดหาทางปิดบังสภาพตัวเอง ทนไม่ได้กับเสียงนั้น เลยตวาดออกไปอย่างหงุดหงิด
       “หยุดเคาะประตูได้แล้ว เดี๋ยวฉันออกไปเอง”
       โฉมสุรางค์สำรวจร่างกายตัวเอง ใช้ความคิดอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรดี
       
       ขณะที่จักรายืนหันหลังรออยู่ ในห้องรับแขกคุ้มเชียงแมน
       เสียงหวานๆ ของโฉมสุรางค์ดังขึ้น “คุ้มเชียงแมนยินดีต้อนรับอีกครั้งค่ะคุณจักร”
       จักราหันหน้ามาเห็นโฉมสุรางค์ก็แปลกใจ เมื่อพบว่าเธอสวมแว่นดำอันใหญ่ปิดบังใบหน้าไว้กว่าครึ่ง และมีผ้าสีสวยห่มคลุมไว้เกือบทั้งตัว
       “สวัสดีครับคุณโฉม...นี่คุณโฉมไม่สบายหรือเปล่าครับ”
       โฉมสุรางค์ลงนั่งที่โซฟา เยื้อนยิ้มให้ พูดด้วยเสียงปกติ
       “อยู่ดีๆ วันนี้ดิฉันก็แพ้อากาศ ตาแดง ผื่นขึ้นเต็มตัวไปหมด”
       จักรามองนายจ้าง อดเป็นห่วงไม่ได้
       “ถ้าอย่างนั้นคุณโฉมพักผ่อนก่อนดีมั้ยครับ”
       “ไม่เป็นไรค่ะ เราไปที่ไร่กันเลยดีกว่า”
       โฉมสุรางค์ลุกจะเดินนำออกไป แต่แล้วผ้าคลุมรุ่มร่ามนั้นเกิดไปเกี่ยวกับพนักวางแขนเกือบจะหลุดจากตัว โชคยังดีที่โฉมสุรางค์จับไว้ทัน แต่เห็นหลังมือตัวเองมีรอยเหี่ยวย่นเพิ่มมากขึ้น ก็ชะงักงัน ท่ามกลางสายตาจักราที่มองมาอย่างฉงนฉงาย
       “คุณโฉมเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
       โฉมสุรางค์รีบหันหลังให้จักราทันที
       “ขอโทษนะคะ ฉันคงไปไม่ไหวแล้ว วันนี้คุณไปที่ไร่คนเดียวก่อนก็แล้วกันนะคะ”
       พูดจบโฉมสุรางค์ก็รีบเบี่ยงตัวหลบออกไปทันที ไม่เปิดโอกาสให้จักราถามอะไรอีก จักรามองตามอย่างแปลกใจ
       
       จักรากำลังเดินออกไปที่หน้าประตูคุ้ม เจ้าดาเรศขับรถมาจอดที่หน้าคุ้มพอดี พอเห็นจักรา เธอก็ยิ้มให้ ทักทายด้วยน้ำเสียงแจ่มใส
       “อ้าว คุณจักร...มาเริ่มงานตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
       จักรายิ้มดีใจเช่นกันที่ได้เจอหน้าเจ้าดาเรศ “วันนี้เองครับ”
       “แล้วนี่จะไปเหรอคะ”
       “กำลังจะเข้าไปในไร่ครับ”
       “งั้นขึ้นมาเลยค่ะ เดี๋ยวดาพาไปเอง”
       จักราก้าวขึ้นไปนั่งเคียงข้างดาเรศบนรถด้วยความรู้สึกดีในมิตรภาพ
       
       ฝ่ายกระถินเดินถือตะกร้าผ้าออกจากเรือนคนใช้ จะเอาไปซัก จู่ๆ มือรชาก็ยื่นมาปิดปากเธอหมับ กระถินตกใจดิ้นรนสุดกำลัง ร้องโวยวาย แต่เสียงอู้อี้ๆ รชารวบตัวกระถินออกไปอีกมุมหนึ่งในคุ้ม
       รชาลากกระถินถูลู่ถูกังออกมาโดยไม่ถนัด เพราะกระถินดิ้นหนีสุดแรง และพอเป็นอิสระกระถินก็หันมาต่อยเปรี้ยงเข้าที่หน้ารชาเต็มแรง
       รชาเอามือกุมหน้าร้องลั่น “โอ๊ย”
       “นี่แน่ะ แกเป็นใคร คิดจะทำอะไรฉัน”
       รชาเอามือออกจากหน้า “คุณกระถิน นี่ผมเอง”
       กระถินตกใจ “คุณรชา...คุณมาที่นี่ทำไม”
       
       สองคนอยู่ตรงมุมลับตาในคุ้มเชียงแมน รชาเปิดปากก่อนว่า
       “ผมมาตามหางูตัวนึง คุณอยู่ที่คุ้มเชียงแมน เคยเห็นงูตัวใหญ่ๆบ้างหรือเปล่า”
       กระถินอึ้ง ไม่คิดว่ารชาจะถามถึงเรื่องงู
       “คุณถามทำไม”
       “เพราะผมเคยเห็นงูตัวนึงกำลังจะทำร้ายน้องผม และมีคนบอกว่าเป็นงูจากคุ้มนี้”
       กระถินเถียงสวนออกไปทันที
       “เป็นไปไม่ได้ งูตัวนั้นจะออกไปทำร้ายใครได้ยังไง”
       รชามองกระถินอย่างคาดคั้น
       “คุณยอมรับแล้วใช่มั้ยว่าที่คุ้มนี่มีงูอยู่จริง”
       กระถินตอบตรงๆ ไม่เห็นว่าจะต้องปิดบัง
       “ใช่.
       รชาหมายมาด “แล้วงูตัวนั้นอยู่ที่ไหน ผมอยากเห็น”
       กระถินชักโกรธที่รชาตั้งหน้าตั้งตาจับผิด และกล่าวหางูของเจ้านาย
       “เอ๊ะคุณนี่ยังไง จะมากล่าวหาคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ได้ยังไง ที่นี่มีงูก็จริง แต่ร้อยวันพันปีมันก็ไม่เคยออกมาจากห้อง แล้วจะเป็นไปได้ยังไงที่มันจะไปทำร้ายน้องคุณ...”
       “แต่ผมแน่ใจว่าเป็นงูของที่นี่”
       “พูดไม่รู้เรื่องเหรอ ก็ฉันบอกแล้วว่าเป็นไปไม่ได้ คุณรีบออกไปจากที่นี่เลยนะก่อนจะมีใครมาเห็นเข้า”
       กระถินกำลังจะเดินออกไป รชาคว้าแขนเอาไว้หมับ
       “เดี๋ยวก่อน ถ้าคุณแน่ใจอย่างนั้น ก็ถ่ายรูปงูของคุณมาให้ผมดูสิ ผมเคยเห็นมันกับตา ผมจำมันได้ไม่ผิดแน่ๆ”
       กระถินชะงักไป คิดเครียดในใจเมื่อนึกว่า “ชั้นต้องแอบไปถ่ายรูปไอ้งูยักษ์ตัวนั้นในห้องคุณโฉมเนี่ยนะ”
       รชาแกล้งมองกระถินอย่างรู้ทัน และท้าทายอยู่ในที
       “หรือว่าคุณกลัวผมจะจับได้ว่างูของคุณไปทำร้ายน้องผมจริงๆ”
       กระถินยืดอกรับคำท้าอย่างมั่นใจ
       “ก็ได้ ฉันจะถ่ายรูปงูตัวนั้นมาให้คุณดูเอง”
       รชายิ้มในสีหน้าอย่างพอใจ
       
       ทางด้านเจ้าดาเรศกำลังถ่ายรูปวิวทิวทัศน์อยู่ในไร่ชา จักราเดินตามมา เจ้าหันไปเจอ
       “อ้าว คุณจักร เป็นไงบ้างคะ ได้พบหัวหน้าแผนกทุกแผนกหรือยัง”
       “เรียบร้อยแล้วครับ ผมก็เลยอยากมาเดินดูให้รอบๆ ก่อนจะเริ่มลงมือทำงานจริงๆ”
       เจ้าดาเรศรู้สึกผิดที่ช่วยอะไรจักราเกี่ยวกับข้อมูลในไร่ไม่ได้
       “ดาขอโทษนะคะ ที่ช่วยอะไรคุณจักรไม่ได้เลย เพราะดาก็เพิ่งจะกลับมาอยู่ที่นี่ ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก”
       จักรามองมาอย่างเอ็นดู
       “ไม่ต้องช่วยอะไรหรอกครับ แค่อนุญาตให้ผมมาดูคุณถ่ายรูปก็พอแล้ว”
       เจ้าดาเรศหันมายิ้มให้จักรา กิริยาน่ารัก เธอยั่วล้อเขาว่า “อนุญาตสิคะ”
       
       เจ้าดาเรศกับจักราเดินเคียงคู่กันไป จักราชี้ชวนให้ดูวิวสวยงามสำหรับถ่ายรูปตรงโน้นตรงนี้ เจ้าดาเรศถ่ายรูป เมื่อถ่ายเสร็จเอารูปในกล้องมาเช็คดูด้วยกัน
       จักราเอียงหน้าเข้าไปดูรูป เกิดเป็นภาพสองหนุ่มสาวที่กระหนุงกระหนิง ชิดใกล้กันอยู่ท่ามกลางบรรยากาศสวยงามในไร่ชา ราวกับเป็นคู่รักกระนั้น
       
       โฉมสุรางค์นั่งสมาธิอยู่หน้าแท่นบูชาเจ้าแม่กาลีในห้องลับภายในห้อง นอน แต่ไม่มีสมาธิเอาเลย เพราะจิตใจฟุ้งซ่านมัวแต่พะว้าพะวังอยู่กับจักรา
       โฉมสุรางค์หมดความพยายามลืมตาขึ้นในที่สุด และลุกขึ้นเดินไปเดินมาอย่างกังวล
       “สินธุจะสงสัยหรือเปล่านะ”
       โฉมสุรางค์บีบมือตัวเองอย่างอึดอัดใจที่ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ แต่เมื่อสายตาของเธอมาสะดุดกับริ้วรอยความเหี่ยวย่น ที่ปรากฏอยู่ค่อนข้างชัดที่แขนและมือ โฉมสุรางค์มองอย่างสลดหดหู่
       “ข้ารอท่านมานานแสนนาน บัดนี้ แม้ได้พบ แต่ก็มิอาจได้ใกล้ชิด มันช่างทรมานเหลือเกิน”
       อนิลทิตาในคราบโฉมสุรางค์ถอนใจอย่างเศร้าสร้อย
       “ท่านกำลังทำอะไรอยู่นะ...สินธุ”
       โฉมสุรางค์นึกขึ้นมาได้ เดินกลับมานั่งลงที่หน้าแทนบูชา เพ่งมองน้ำในขันตรงหน้าเพื่อดูว่าจักราทำอะไรอยู่ และเห็นจักราเดินเคียงคู่กับเจ้าดาเรศ สองคนคุยกันอย่างสนิทสนมอยู่ในไร่ชา
       จากที่เศร้าสร้อยสีหน้าโฉมสุรางค์เปลี่ยนเป็นโกรธแค้น ปัดขันน้ำมนต์คว่ำลง ทนดูภาพนั้นอีกไม่ได้
       โฉมสุรางค์พึมพำด้วยความเจ็บใจ “ดาเรศ แม่ห้ามแล้วไม่ฟังใช่ไหม”
       
       สองนายบ่าวนั่งเครียดอยู่ในกระท่อม
       “พี่บันดาสาจะทำอย่างไรก็ได้ แต่ยังไงข้าก็ต้องได้อาบเลือดเดี๋ยวนี้ ข้าทนอยู่กับร่างกายที่เหี่ยวย่นแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”
       “ข้าบอกแล้วว่าให้แม่หญิงนั่งกรรมฐาน”
       “แต่ข้าทนเห็น...”
       โฉมสุรางค์เกือบจะหลุดปากพูดเรื่องเจ้าดาเรศกับจักราออกไป แต่ก็หยุดไว้ได้ทันด้วยเกรงใจบันดาสา
       “แต่ข้าทนดูสินธุอยู่ห่างๆแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”
       บันดาสามองคุณโฉมอย่างเห็นใจ แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง
       “แต่ยังไม่ถึงคืนเพ็ญ”
       โฉมสุรางค์ตัดบท พูดอย่างเด็ดขาด
       “ข้ารอไม่ได้ ยังไงคืนนี้ข้าต้องได้อาบเลือด”
       บันดาสาหนักใจ “แต่ข้าก็ยืนยันไม่ได้...ว่าจะได้ผลเหมือนการอาบในคืนเพ็ญหรือไม่”
       คุณโฉมตัดสินใจแน่วแน่
       “ไม่ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ข้าก็ต้องทำ”
       บันดาสาหนักใจเหลือเกิน
       
       มีเสียงหมาเห่า หมาหอนดังขึ้นรับกันป็นทอดๆ สัปเหร่อโกร่งนั่งสูบยาอยู่ในกระท่อม ในมือถือผ้าขาวม้าโบกไล่ยุงและแมลงรอบๆ ตัวไปมา
       “จะหอนอะไรกันนักวะ”
       เสียงหมาเห่ากระโชกดังผิดสังเกต สัปเหร่อโกร่งลุกไปหยิบไฟฉาย เปิดประตูเดินออกไป
       สัปเหร่อโกร่งเดินออกมาที่หน้ากระท่อม ฉายไฟไปทางเสียงหมาเห่า เห็นเงาคนตะคุ่มๆ อยู่หลังต้นไม้ใหญ่ หมาสี่ห้าตัวที่อยู่ใกล้เงานั้น เห่าไม่หยุด
       “ใครอยู่ตรงนั้นวะ”
       เงียบกริบ ไม่มีเสียงตอบ สัปเหร่อโกร่งนึกสงสัย เดินไปดู
       
       แสงจากไฟฉายส่องนำทางให้สัปเหร่อโกร่งเดินมาตรงบริเวณป่ารกชัฏหลัง วัด มองไปรอบๆ สัปเหร่อโกร่งเห็นแต่ความมืด จึงจะหันหลังกลับ ฉับพลันนั้นเอง มีบ่วงเชือกเส้นใหญ่เหวี่ยงมาคล้องคอไว้ทันที
       สัปเหร่อโกร่งตกใจสุดขีด เชือกนั้นรัดแน่นมากขึ้น สัปเหร่อชราปล่อยไฟฉายลง ใช้มือดึงเชือกนั้นออกจากคอ
       แต่เชือกถูกดึงแน่นจนตึง กระทั่งสัปเหร่อโกร่งล้มหงายหลังลงไปกับพื้น สัปเหร่อชราดิ้นทุรนทุราย พยายามเอาเชือกออกจากคอ เริ่มหายใจไม่ออก
       
       ร่างของสัปเหร่อโกร่งดิ้นรนอย่างทรมาน และถูกลากไปตามทางอย่างน่าเวทนา



ที่ห้องทำพิธีอาบน้ำอมฤตเวลานี้ ข้อมือสัปเหร่อโกร่งถูกมัดตรึงกับเสาหัวเตียงศิลา สัปเหร่อโกร่ง ขยับเปลือกตา ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นเป็นภาพพร่ามัว สัปเหร่อชรากระพริบตาถี่ๆ จนมองชัดขึ้น แต่ไม่คุ้นกับสถานที่ในกรอบสายตา
       
       ครั้นพอจะขยับร่างกายจึงพบว่าแขนตัวเองถูกมัดตรึงเป็นไม้กางเขน ขาก็ถูกมัด สัปเหร่อโกร่งกลัวมาก ดิ้นขลุกขลักให้หลุดพ้นจากการจองจำ
       “ที่นี่ที่ไหนวะ ปล่อยฉันนะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”
       สัปเหร่อโกร่งเห็นไอ้โล้นเดินเข้ามาพร้อมกับมีดในมือ ก็สะดุ้ง เด้งตัวหนี
       “แกเป็นใคร...จะทำอะไรฉัน”
       ไอ้โล้นไม่ตอบ มันแสยะยิ้มแล้วเดินไปลับมีดอีกมุม สัปเหร่อโกร่งยิ่งตกใจกลัวจนตาเหลือกลาน พยายามดิ้นรนสุดฤทธิ์ ปากตะโกนไม่หยุดไม่หย่อน
       “ช่วยด้วย...ช่วยฉันด้วย”
       โฉมสุรางค์เดินออกมาจากเงามืด ร่างชราถูกคลุมด้วยผ้าผืนใหญ่ มือที่จับผ้าคลุมเหี่ยวย่น มีปอยผมขาวลอดแนวผ้าออกมา โดยมีบันดาสาตามเข้ามาด้วย ก่อนจะเดินตรงไปเตรียมสมุนไพรที่หม้อขนาดใหญ่ข้างแท่นหิน
       “ไม่มีใครช่วยแกได้หรอก”
       “พวกแกเป็นใคร แล้วแกจะทำอะไรฉัน”
       โฉมสุรางค์บอกออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ท่าทีมุ่งมั่นมาดหมาย
       “ฉันก็ต้องการเลือดของแก...เพื่อมาทำเป็นยาให้ฉันน่ะสิ”
       ไอ้โล้นเดินตรงเข้าไปหาสัปเหร่อโกร่งแล้วเงื้อมือขึ้นสุดมือ เงาสะท้อนที่ผนังถ้ำ เห็นเป็นภาพเงาการกรีดข้อมือสัปเหร่อโกร่ง ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดทุกข์ทรมานถึงขีดสุด
       
       โฉมสุรางค์ยืนหันหน้าเข้าหาสระอาบน้ำโลหิต บันดาสายืนอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้ากังวล
       “แม่หญิง...การใช้มนต์ดำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่ในเมื่อเราตัดสินใจแล้วว่าจะใช้มัน เราก็ต้องทำตามคำสอนของครูบาอาจารย์อย่างเคร่งครัด หากผิดไปจากนั้น...”
       โฉมสุรางค์พูดขัดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
       “ข้าบอกพี่แล้วไงว่าข้ารอไม่ได้แล้ว”
       บันดาสาทักท้วงด้วยท่าทีหวั่นเกรง “แต่ผลที่จะตามมามันเกินกว่าที่ข้าจะหยั่งรู้...”
       โฉมสุรางค์ไม่แยแส “ข้าไม่กลัว มันจะเกิดอะไร...อย่างดีก็แค่ไม่สำเร็จ”
       “แล้วถ้ามันส่งผลร้ายต่อตัวแม่หญิงล่ะ”
       “ไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปกว่าสิ่งที่ข้าเป็นอยู่ตอนนี้อีกแล้ว”
       อนิลทิตาในคราบโฉมสุรางค์มองบันดาสา ท่าทีเด็ดเดี่ยว พูดอย่างหนักแน่น และมั่นใจ
       “อย่าห้ามข้าเลยพี่บันดาสา...จะอย่างไรข้าก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ”
       
       จังหวะนี้ โลหิตผสมน้ำสมุนไพรพุ่งออกมาจากปากงูศิลาทั้งสี่ทิศพร้อมๆ กัน
       โฉมสุรางค์ปลดผ้าคลุมกายออก ก้าวลงไปในสระ ร่างกายอันชราค่อยๆ จมลงในน้ำจนมิดศีรษะ
       
       บันดาสายืนลุ้นอยู่ริมสระ ด้วยสีหน้าหวั่นกลัว และกังวล ด้วยว่าครั้งนี้เป็นการฝืนตำราชุบชีวิตอมตะโดยสิ้นเชิง!
       
       กลางสระโลหิต รอยน้ำค่อยๆ กระเพื่อมเป็นวงต่อๆ กันไป สักครู่หนึ่ง โฉมสุรางค์ก็โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำ ผมสีดอกเลากลายเป็นผมดำขลับ ผิวพรรณเต่งตึงดังเดิม
       อนิจจา มันได้ผล บันดาสามองจ้องด้วยไม่อยากเชื่อสายตา
       โฉมสุรางค์ยกมือจับใบหน้าตัวเอง แล้วแลดูผมและแขนของตัวเอง ด้วยความพอใจ
       “เห็นมั้ยพี่บันดาสาว่าข้ากลับมาสวยอย่างเดิมแล้ว”
       โฉมสุรางค์หัวเราะเสียงใสอย่างมีความสุข
       บันดาสาฝืนยิ้มให้ แต่แววตาเป็นทุกข์เหลือแสน
       
       กลางดึกคืนนั้น เสียงจักจั่น เรไร ดังระงมไปทั่วผืนป่า บันดาสานั่งบดสมุนไพรอยู่บนแคร่หน้ากระท่อม สีหน้าเครียด กังวล คิดถึงเรื่องอนิลทิตาในวันนี้ ไอ้พันนั่งเล่น พับใบตอง อยู่คนเดียวที่พื้น
       “ไม่น่าเชื่อเลยว่าการอาบน้ำเลือดสมุนไพรจะได้ผลทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำในคืนเดือนเพ็ญ”
       ไอ้พันเห็นท่าทางบันดาสาเป็นทุกข์มาก ก็วางมือจากของเล่น มองอย่างแปลกใจ
       บันดาสารำพึงออกมาอีกว่า “นับแต่นี้ก็คงไม่มีสิ่งใดมาหยุดยั้งแม่หญิงได้อีก แล้วก็คงจะมีคนที่ต้องตกเป็นเหยื่อเพื่อเซ่นพลีให้แก่ความเป็นอมตะของแม่ หญิงเพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยเท่าพันทวี”
       บันดาสาน้ำตาซึมด้วยความทุกข์ ไอ้พันเข้ามาหา พยายามจะเล่นด้วยให้บันดาสาคลายทุกข์
       บันดาสายิ้มไม่ออก หันมามองไอ้พันด้วยสายตาหม่นเศร้า ไม่รู้จะไปพูดกับใครได้นอกจากสามีผู้ฟั่นเฟือนคนนี้เท่านั้น
       “ข้าทำผิดอย่างมหันต์ที่ถ่ายทอดมนต์ดำบทนั้นให้กับแม่หญิง ข้าทำให้มือแม่หญิงต้องเปื้อนเลือด ทำให้คนหลายคนต้องเดือดร้อน รวมทั้งเจ้าด้วย...ข้าเสียใจเหลือเกินในสิ่งที่ข้าได้ทำลงไป เจ้าได้โปรดให้อภัยข้าด้วยนะ”
       ไอ้พันฟังไม่รู้เรื่องใดๆ ได้แต่ฉีกยิ้มกว้างให้บันดาสา
       
       เช้าวันนี้ ภายในห้องประกอบอาหารที่เรือนครัว ในคุ้มเชียงแมน
       เจ้าดาเรศเดินเข้ามาในครัวนี้ อย่างอารมณ์ดี ยิ้มแย้ม แจ่มใส เอ่ยปากทักกระถิน
       “กระถิน ช่วยฉันจัดปิ่นโตหน่อยสิ”
       “เจ้าจะเอาไปทำอะไรคะ”
       “จะเอาไปให้คุณยายที่กระท่อมในป่าน่ะ” เจ้าว่า
       กระถินนึกขึ้นมาได้ ตื่นเต้น
       “จริงด้วย วันนั้นเจ้าแอบไปเจอยายแก่คนนั้นมาแล้วนี่ แล้วเป็นยังไงบ้างคะ แกเป็นใคร ท่าทางเป็นยังไง น่ากลัวหรือเปล่า”
       เจ้าดาเรศขำที่กระถินถามคำถามออกมาเป็นชุด
       “ไม่น่ากลัวเลย คุณยายเป็นคนเก่าแก่ของคุณแม่น่ะ...แกอยู่ที่นั่นคนเดียว ฉันก็เลยจะเอาของกินไปฝาก แกจะได้ไม่ต้องลำบากหุงหาเอง”
       กระถินอดเป็นห่วงไม่ได้ “แล้วเจ้าไม่กลัวคุณโฉมรู้เหรอคะ”
       เจ้าดาเรศกังวลขึ้นมานิดๆ แต่ก็ตัดสินใจเดินหน้าต่อ
       “กระถินก็อย่าบอกคุณแม่สิ”
       ด้านโฉมสุรางค์นั่งอยู่หน้ากระจกโต๊ะแต่งตัวส่วนในห้องนอน กำลังมองเงาตัวเองอย่างพึงพอใจ
       “ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะทำให้เจ้าระลึกให้ได้ว่าเราเคยรักกันขนาดไหน”
       
       เจ้าดาเรศจัดปิ่นโตเรียบร้อยปิดผาลงกับหู ยิ้มกริ่ม
       “ไม่ให้กระถินไปเป็นเพื่อนแน่เหรอคะเจ้า”
       “แน่สิ ฉันไปคนเดียวได้ เผื่อคุณแม่ถามหากระถินแล้วไม่เจอจะสงสัย”
       โฉมสุรางค์กำลังเดินตรงมาทางนี้ กระถินมองออกไปเห็นก็ตกใจ
       “ว้าย! คุณโฉม”
       เจ้าดาเรศหันมองตามเสียงกระถินตกใจพอกัน “คุณแม่”
       กระถินลุกลี้ลุลน
       “เจ้ารีบไปเถอะค่ะ ก่อนที่คุณโฉมจะเข้ามาเห็น”
       เจ้าดาเรศรีบคว้าปิ่นโตแล้ววิ่งออกไปทางประตูหลังครัว
       
       กระถินรีบออกมารับหน้า โฉมสุรางค์ที่เดินมาถึงประตูครัวแล้ว
       “คุณโฉมจะรับอะไรหรือเปล่าคะ ถึงได้ลงมาเอง”
       โฉมสุรางค์อารมณ์เบิกบาน สีหน้ายิ้ม แววตามีความสุข
       “เธอช่วยไปเก็บดอกกุหลาบมอญกับดอกอัญชันในสวนมาหน่อยนะ แล้วก็ไปเอาหญ้าฝรั่นที่ฉันเก็บไว้ในกลักเงินในห้องฉันมาด้วย ฉันจะเอามาทำขนม”
       กระถินพยักหน้ารับแต่ก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
       “ได้ค่ะ คุณโฉมจะทำขนมอะไรเหรอคะ ให้กระถินกับป้าอิ่มช่วยทำมั้ยคะ”
       หากถูกซักไซ้แบบนี้โฉมสุรางค์จะโกรธ แต่ครั้งนี้เธอกลับตอบอย่างอารมณ์ดี ดวงตาเปี่ยมแววฝัน
       “ไม่ต้อง ฉันจะทำด้วยมือของฉันเอง”
       กระถินมองท่าทางของคุณโฉมของเธออย่างแปลกใจ
       
       เวลาผ่านไปอีกหน่อย แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องเข้ามาในครัว ตกกระทบบนในหน้าโฉมสุรางค์ที่ยิ้มละไม แจ่มใส มีสุขล้น เธอกำลังนั่งคัดดอกไม้และใบไม้ เอาแต่เฉพาะดอกและใบที่สวยสมบูรณ์อย่างเบามือ มีทั้งดอกกุหลาบมอญ ดอกอัญชัน แล้วหยิบกลักเงินออกมาเปิด แล้วคีบหญ้าฝรั่นออกมา
       ข้างตัวมีแป้ง น้ำตาล มะพร้าวขูด วางอยู่
       โฉมสุรางค์รำลึกถึงช่วงเวลาที่เคยทำขนมไปให้สินธุทานเมื่อ 300 ปี ก่อน
       
       ตอนนั้นสินธุกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงในกระโจม ส่วนอนิลทิตานั่งอยู่ข้างๆ เอาห่อขนมออกมาจากตะกร้า แกะห่อผ้าออก มันเป็นขนมต้มสามสี ชมพู ม่วง และเหลือง อยู่ในกระทงใบตองประดิษฐ์ดูน่าทาน อนิลทิตาหยิบขนมป้อนสินธุ
       “ข้าตั้งใจทำขนมต้มสามสีนี้มาให้ท่าน หญิงชาวบันทายศิลาจะทำขนมชนิดนี้ด้วยตัวเองและเพียงครั้งเดียวในชีวิต เท่านั้น เพื่อมอบให้กับชายคนที่นางรัก”
       
       โฉมสุรางค์ยิ้มพรายดึงตัวเองกลับมา แววตาเป็นประกายเจิดจ้า คัดดอกไม้อย่างแจ่มใส มีความสุข
       “ขนมนี่อาจจะทำให้ท่านกลับมารักข้าเหมือนที่เคยรักกันเมื่อกาลก่อนก็ได้”
       
       ที่หน้าประตูห้องครัวยามนี้ อ๋อย และแอ๋วกำลังแอบมองคุณโฉม
       กระถินเดินเข้ามาสมทบ เห็นอ๋อยและแอ๋วแอบมองอย่างตั้งอกตั้งใจ จึงปราดเข้าไปลากแขนอ๋อยและแอ๋วออกมาก่อนที่โฉมสุรางค์จะหันมาเห็น
       
       กระถินลากอ๋อยและแอ๋วออกมาถึงมุมลับตาแห่งหนึ่ง เสียงดุใส่สองสาว
       “มาแอบดูเจ้านาย อยากหัวขาดกันหรือไง”
       อ๋อยสาวใช้ท่าทางก๋ากั่น ช่างเม้าท์ ไม่สนใจที่กระถินเตือน ถามถึงเรื่องที่ตัวเองข้องใจทันที
       “พี่กระถิน วันนี้คุณโฉมนึกยังไงขึ้นมา...ถึงได้ลงครัวเอง”
       แอ๋วเห็นด้วย “นั่นน่ะสิ ร้อยวันพันปีฉันก็ไม่เคยเห็นท่านเหยียบเข้ามาในครัวเลยซักครั้ง”
       กระถินเองก็รู้สึกแปลกๆอยู่เหมือนกัน
       กระถิน ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ดีๆคุณโฉมสั่งให้ฉันไปเก็บดอกไม้ บอกว่าจะเอามาทำขนม ฉันจะช่วยก็ไม่ยอม
       “แล้วคุณโฉมจะทำขนมไปทำไม”
       กระถิน แอ๋วและอ๋อย มองหน้ากันด้วยความสงสัย
       
       ฝ่ายเจ้าดาเรศเดินถือปิ่นโตมาตามแนวป่าตรงไปทางท้ายคุ้ม ห่วงหน้าระวังหลังกลัวใครมาเห็นเข้า
       เจ้าดาเรศเดินไปได้ระยะหนึ่ง เห็นไอ้โล้นกำลังเดินตรงมา เจ้าตกใจรีบฉากหลบหลังพุ่มไม้
       ไอ้โล้นเห็นพุ่มไม้ไหว สงสัยว่ามีอะไรอยู่หลังพุ่มไม้ จึงค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ เจ้าดาเรศถดตัวถอยหนีเหยียบกิ่งไม้ดังกรอบแกรบเธอยิ่งตกใจ ไอ้โล้นได้ยินเสียงรีบตรงเข้าไปดู
       เจ้าดาเรศเบี่ยงตัวหลบไปอีกทาง ในจังหวะเดียวกับที่ไอ้โล้นเข้ามาถึงจุดที่เจ้าซ่อนอยู่พอดี มันจึงเห็นแต่ความว่างเปล่าหลังพุ่มไม้
       เจ้าดาเรศนั่งเกร็งอยู่อีกมุมหนึ่งมีพุ่มไม้บัง หัวใจแทบหยุดเต้น ดูไอ้โล้นที่มองไปรอบๆ ให้แน่ใจ แต่พอไม่เห็นอะไรผิดปกติมันจึงเดินผ่านไป
       ดาเรศถอนหายใจใหญ่อย่างโล่งใจ แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นแมงป่องชูหางอยู่ไม่ไกลจากมือตัวเองที่วางยันพื้น อยู่ เจ้าผงะหงายล้มลงไปด้วยความตกใจ อันเป็นจังหวะเดียวกับที่แมงป่องวิ่งตรงเข้ามาหาพอดิบพอดี เจ้าดาเรศร้องกรี๊ด
       
       ขณะเดียวกัน ในครัวคุ้มเชียงแมน ขนมต้มสามสี ถูกจัดอยู่ในกระทงใบตองประดิษฐ์อย่างสวยงาม สีหน้าของโฉมสุรางค์แช่มชื่น ที่นั่งมองขนมอย่างภูมิใจในผลงานของตน ก่อนจะมัดห่อผ้าขนมต้มแล้วใส่ลงในตะกร้าสวย
       โฉมสุรางค์ถือตะกร้าขนมต้มเดินออกมาจากในครัว เจออ๋อยที่เดินผ่านมาพอดี
       “ดาเรศอยู่หรือเปล่า”
       อ๋อยคิดทบทวนครู่หนึ่ง
       “เอ...ไม่เห็นนะคะ จะให้อ๋อยไปตามให้มั้ยคะ”
       โฉมสุรางค์ยิ้มในสีหน้าอย่างพอใจ “ไม่เป็นไร”
       โฉมสุรางค์เดินออกไปเลย
       อ๋อยมองตาม เห็นตะกร้าก็รู้ทันทีว่าเป็นขนมที่โฉมสุรางค์ทำเองกับมือ
       
       โฉมสุรางค์ก้าวเข้าไปนั่งในรถ ก่อนจะวางตะกร้าขนมไว้ข้างตัวอย่างทะนุถนอมแล้วกดโทรศัพท์หาจักรา
       “คุณจักรหรือคะ ดิฉันมีธุระสำคัญจะคุยกับคุณ...คุณมาพบดิฉันที่ศาลาริมลำธารในไร่ได้มั้ยคะ ค่ะ รีบมานะคะ ฉันจะรอ”
       
       ประตูกระท่อมบันดาสาเปิดออก แสงจากด้านนอกส่องผ่านเข้ามา ในสายตาอันพร่ามัวของบันดาสา แลเห็นเงาเจ้าดาเรศยืนโงนเงนอยู่ที่ประตู บันดาสาคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นเจ้าดาเรศ แต่ไม่แน่ใจ
       “นั่นใครน่ะ”
       เจ้าดาเรศเดินเข้ามา หน้าซีด แต่ก็ยิ้มให้บันดาสา พยายามข่มความเจ็บปวด
       “ดาเองค่ะ ดาเอาข้าวมาให้ยายค่ะ”
       บันดาสามองปิ่นโตในมือเจ้าดาเรศ ปลื้มใจจนพูดไม่ออก น้ำตารื้น
       “โถ แม่คุณ เจ้าไม่เห็นต้องลำบาก”
       “ไม่ได้ลำบากอะไรเลยค่ะ”
       บันดาสากำลังจะรับปิ่นโตจากมือลูกสาว แต่แลเห็นรอยบวมแดงที่ข้างมือเจ้าดาเรศเสียก่อน บันดาสาตกใจด้วยความเป็นห่วง คว้ามือเจ้าดาเรศขึ้นมาดูใกล้ๆ
       ดาเรศซึ่งพยายามข่มความปวดไว้ หลุดปากร้องออกมา
       “โอ๊ย”
       “นี่เจ้าไปโดนอะไรมา” บันดาสาตกใจและเป็นห่วง
       “ดาโดนแมงป่องต่อยค่ะ เจ็บมากเลย”
       
       แม่ลูกนั่งอยู่ตรงแคร่หน้ากระท่อม เจ้าดาเรศกัดริมฝีปากสะกดกลั้นความเจ็บปวด บันดาสากำลังบดยาสมุนไพร ก่อนจะหยิบสมุนไพรขึ้นมาวางที่รอยบวมแดงที่มือลูกอย่างบรรจง
       บันดาสาพูดปลอบ “ทนหน่อยนะเจ้า เดี๋ยวก็หายแล้ว”
       บันดาสาท่องมนต์แล้วเป่าลงไปที่มือเจ้าดาเรศ เจ้ารู้สึกเย็นวูบที่มือ ความเจ็บปวดหายไปหมดสิ้น
       เจ้าดาเรศตื่นเต้น ไม่อยากเชื่อ “อุ๊ย...ดาหายปวดแล้ว ยายทำได้ยังไงคะ”
       บันดาสายิ้มชื่น ดีใจที่ลูกมีความสุข
       “ยายก็แค่ใช้สมุนไพรช่วยถอนพิษและสมานแผลเท่านั้นเอง”
       เจ้าดาเรศเห็นความนุ่มนวล อ่อนโยนของบันดาสาที่มีต่อตน แล้วสะเทือนใจเมื่อหวนคิดถึงความห่างเหินของโฉมสุรางค์ น้ำตารื้นขึ้นมาทันที
       “ยายดีกับดาเหลือเกิน ไม่เคยมีใครทำอะไรแบบนี้ให้ดามาก่อนเลย...ดาขอมาหายายบ่อยๆได้มั้ยคะ”
       บันดาสาทั้งสงสาร ทั้งรู้สึกผิดต่อลูกสาวเป็นอย่างมาก จนแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
       “ยายก็อยากให้เจ้ามา แต่ถ้าคุณโฉมรู้ เจ้าจะเดือดร้อนนะ”
       “ยายก็อย่าบอกคุณแม่สิคะ”
       บันดาสาอยากจะปฏิเสธเพราะไม่อยากให้เจ้าดาเรศถูกดุ แต่ก็พูดไม่ออกเพราะตนก็อยากพบหน้าลูกบ่อยๆ และนึกสงสารเจ้าดาเรศอีกด้วย
       เจ้าดาเรศเห็นบันดาสาดูลังเลก็มองมาด้วยสายตาวิงวอน ขอร้อง
       “นะคะ ให้ดามาหายายที่นี่อีกนะคะ...อยู่กับยายแล้วดามีความสุข” เจ้านึกสะเทือนใจขึ้นมาอีก “ยายทำให้ดารู้สึกว่าอย่างน้อยในโลกนี้ ก็ยังมียายที่คอยเป็นห่วงดาอยู่”
       บันดาสาน้ำตาไหลรินด้วยความสะเทือนใจและยิ่งรู้สึกผิด ดึงดาเรศเข้ามากอดปลอบใจ
       
       แม่ลูกกอดกันกลม ต่างคนต่างร้องไห้ด้วยความในใจของตัวเอง

AppleBEE (Member)

อนิลทิตา ตอนที่ 7
       
       ที่ศาลาพักร้อนริมลำธารในอาณาเขตไร่เชียงแมน โฉมสุรางค์หน้าตายิ้มแย้มมีความสุขเหลือล้น เธอนั่งตรงข้ามกับจักราอยู่ที่ศาลานี้ แลเห็นวิวทิวทัศน์อันสวยงามของไร่ชา น้ำในลำธารไหลเอื่อย ส่งผลให้รอบๆ บริเวณ ร่มรื่นเย็นสบาย
       
       จักราผ่อนคลายโดยประหลาด ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกำลังอยู่กับคนที่คุ้นเคยกันมาก่อน โฉมสุรางค์เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อนว่า
       “ดิฉันทำขนมมาให้คุณจักรลองชิมค่ะ”
       โฉมสุรางค์แกะห่อผ้าคลุมตะกร้าที่วางอยู่ตรงหน้าออก เผยให้เห็นขนมต้มสามสีจัดเรียงอยู่ในกระทงใบตองดูน่ารับประทาน
       จักรายิ้ม “อ๋อ...ขนมต้ม”
       โฉมสุรางค์กลับเข้าใจว่าจักราจำได้ ก็ดีใจ
       “แต่ไม่ใช่ขนมต้มธรรมดานะคะ...เมื่อสามร้อยปีที่แล้ว หญิงสาวชาวเมืองบันทายศิลาจะทำขนมต้มสามสีแบบนี้...สีที่เอามาทำก็จะต้อง สกัดจากดอกไม้ และสิ่งล้ำค่าจากธรรมชาติอย่างหญ้าฝรั่น” โฉมสุรางค์มองจักราอย่างลึกซึ้ง “...เพื่อเอาไปให้ชายคนรักทาน”
       จักรานิ่งไป เมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายที่โฉมสุรางค์เอ่ย ความผูกพันและสัญญารักที่เคยมีต่ออนิลทิตาเมื่อชาติปางก่อน บวกรวมกับกระแสจิตอันรุนแรงของอนิลทิตาในคราบโฉมสุรางค์ทำให้จักรารู้สึก เหมือนเคยได้ยินเรื่องราวนี้มาก่อน
       โฉมสุรางค์เยื้อนยิ้มอย่างพอใจ ใช้ส้อมเล็กๆ จิ้มขนมต้มยื่นให้จักรา
       “คุณจักรลองทานสิคะ”
       จักรารับส้อมมาแล้วกินขนม เคี้ยวช้าๆ รับรู้ได้ถึงความหอมหวานอร่อยล้ำ
       “อร่อยมากจริงๆ ครับ”
       โฉมสุรางค์มองอย่างปลาบปลื้ม นัยน์ตาเป็นประกายเต็มไปด้วยความหวัง ถามหยั่งเชิง
       “แล้วคุณจักรมีความรู้สึกอะไร...อย่างอื่นบ้างมั้ยคะ”
       จักรานิ่งคิดถึงรสชาติของขนมที่เพิ่งทานไป โฉมสุรางค์ลุ้นใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
       “ก็ไม่นะครับ...แต่ผมไม่เคยทานขนมอะไรที่อร่อยแบบนี้มาก่อนเลย ขอบคุณคุณโฉมมากนะครับที่อุตส่าห์ทำให้ผมทาน”
       จักรามองหน้า ซาบซึ้งในสิ่งที่โฉมสุรางค์ตั้งใจทำให้ตน อย่างจริงใจ แต่โฉมสุรางค์กลับเสียใจ และผิดหวัง แต่ก็ยังฝืนยิ้มให้เขา
       
       ขณะเดียวกัน ที่ห้องพักฟื้นระจิตในโรงพยาบาล ระจิตในชุดคนไข้ธรรมดา นอนสงบอยู่บนเตียง ไม่ได้ถูกมัด กำลังคิดอยู่ว่าจะติดต่อกับรชาอย่างไร
       หมอกำลังตรวจอาการทั่วไปของระจิต เริ่มจากตรวดวัดชีพจร ส่องดูม่านตา วัดความดัน และการเต้นของหัวใจ
       มีพยาบาล 2 คนอยู่ในห้องด้วย คนแรกรชาจ้างให้คอยดูแลระจิตเป็นการเฉพาะ อีกคนคือพยาบาลเวรที่คอยเดินตามหมอ เวลาหมอไปเยี่ยมคนไข้ในวอร์ด
       “ก็ปกติดีทุกอย่าง” หมอเอ่ยขึ้น
       พยาบาล 1ที่ดูแลระจิตแปลกใจ “แล้วทำไมถึงยังพูดไม่ได้ล่ะคะ”
       “ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดมาจากความเครียด...ถ้าภายในวันสองวันนี้ยัง หาสาเหตุความผิดปกติทางร่างกายไม่ได้ ผมคงต้องส่งตัวไปให้หมอทางจิตเวชช่วยดูให้”
       หมอปิดแฟ้มคนไข้ส่งให้พยาบาล 2 ที่เดินมาด้วยกัน
       “แล้วถ้าคนไข้อาละวาดอีกล่ะคะ” พยาบาล 1 ถามอย่างกังวล
       “คงไม่แล้วละ ผมให้ยากดประสาทไว้แล้ว แต่ถ้าอาละวาดขึ้นมาจริงๆ ก็คงจะต้องจับมัด”
       
       ส่วนที่กระท่อมบุญโฮม นายิกีหันมาถามรชาซึ่งถือไอแพดเข้ามาด้วย
       “เจ้ามีอะไรถึงได้มาหาข้าที่นี่”
       “ผมเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าก่อนจิตตกบันได จิตกำลังจะเอารูปคุณโฉมสมัยสาวๆไปให้ไอ้จักรดู...ผมก็เลยอยากจะให้แม่เฒ่าดู ว่าใช่คนเดียวกับอนิลทิตาหรือเปล่า”
       นายิกีออกอาการตื่นเต้น “แล้วรูปนั่นอยู่ที่ไหน”
       รชาเปิดรูปในไอแพดแล้วส่งให้นายิกีดู เห็นเป็นรูปโฉมสุรางค์ในนั้น
       “รูปนี้ถ่ายมานานมากแล้ว แต่อย่างน้อยก็น่าจะพอมีเค้าอยู่บ้าง”
       รชาว่าพลางมองนายิกีอย่างลุ้นรอคำตอบ
       นายิกีมองรูปโฉมสุรางค์ในไอแพด แล้วยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ ส่งไอแพดคืนให้รชา
       “ถ้าผู้หญิงในรูปนี้คือนังโฉมสุรางค์ ก็หมายความว่ามันเป็นคนเดียวกันกับนังปีศาจอนิลทิตา...ไม่ผิดแน่ๆ”
       รชาตกใจ นึกเป็นห่วงจักราขึ้นมา ผุดลุกขึ้นยืนทันที
       “งั้นเราต้องต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับจักรแล้วล่ะแม่เฒ่า...ก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้นกับมัน”
       
       ฝ่ายระจิตนอนคิดหาทางติดต่อรชาอยู่บนเตียง เธอมองไปรอบๆ ตัว จนสายตาไปสะดุดกับโทรศัพท์ที่โต๊ะข้างเตียง ระจิตผุดลุกขึ้นนั่ง พยาบาลนั่งที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงตกใจ ผวาเข้ามาหาระจิตอย่างเป็นห่วง
       “คุณจะทำอะไรคะ”
       ระจิตพูดไม่ได้ พยายามจะผวาไปที่โทรศัพท์ พยาบาลจับระจิตไว้เพราะกลัวจะตกเตียง
       “อะไรคะคุณ คุณจะไปไหนคะ”
       ระจิตยิ่งดิ้นจะลงจากเตียงให้ได้
       “อุ๊ย อย่าค่ะ เดี๋ยวตกเตียง” พยาบาลพยายามค่อยๆ พูดปลอบ “ใจเย็นๆก่อนค่ะ คุณจะเอาอะไรคะ ค่อยๆ บอกดิฉัน”
       ระจิตชี้ไปที่โทรศัพท์ ส่งภาษาใบ้ว่าต้องการจะใช้โทรศัพท์
       “คุณจะโทรศัพท์เหรอคะ”
       ระจิตพยักหน้าเร็วๆ ติดกันอย่างดีใจ
       “แต่คุณยังพูดไม่ได้ แล้วคุณจะพูดกับใครยังไงล่ะคะ”
       ระจิตทำเสียงอื้ออ้าอย่างขัดใจ พยายามส่งภาษาว่าจะโทรศัพท์ให้ได้ พยาบาลกำลังคิดว่าจะทำยังไง ก็พอดีเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขัดจังหวะขึ้น
       พยาบาลรีบรับโทรศัพท์ พอได้ยินเสียงปลายสายก็ยิ้มอย่างดีใจ
       “คุณรชาเหรอคะ...น้องสาวคุณกำลังพยายามจะโทรศัพท์หาใครก็ไม่ทราบค่ะ คุณรีบมาที่โรงพยาบาลด่วนเลยนะคะ”
       ระจิตยิ้มอย่างพอใจที่พี่ชายโทร.มาพอดี
       ตกตอนบ่าย
       เจ้าดาเรศโหลดรูปจากกล้องของเธอลงโน้ตบุ๊ค แล้วเลือกรูปมาแต่งโดยโปรแกรมโฟโต้ช็อป ท่าทีแคล่วคล่องและชำนาญ เสียงโทรศัพท์มือถือดังขัดจังหวะขึ้น เจ้าดาเรศหยิบโทรศัพท์มาดู เห็นชื่อ พงศ์นคร ขึ้นที่หน้าจอ ก็ยิ้มอย่างดีใจก่อนจะกดรับโทรศัพท์
       “เจ้าพี่พงศ์นคร”
       เจ้าพงศ์นคร ญาติผู้พี่สายตระกูล ณ เชียงแมน อยู่ในห้องทำงานที่กรุงเทพฯ กำลังพูดโทรศัพท์อย่างอารมณ์ดี
       “น้องดา เป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า”
       เจ้าดาเรศพูดทีเล่นทีจริง “ไม่สบายหรอกค่ะ น้องคิดถึงเจ้าพี่จะแย่”
       เจ้าพงศ์นครแหย่เล่น “ไม่จริงล่ะมั้ง พี่นึกว่าป่านนี้น้องคงจะแอ่วเชียงรายเพลินจนลืมพี่ไปแล้ว”
       เจ้าดาเรศมีสีหน้าสลดลง
       “โธ่ เจ้าพี่จะให้น้องไปแอ่วกับใครล่ะคะ เพื่อนก็ไม่มี ญาติก็ไม่มี คุณแม่ก็ไม่ค่อยว่าง”
       ดาเรศนึกสะเทือนใจจนต้องตัดบท พยายามพูดด้วยเสียงสดใส
       “แล้วเจ้าพี่ล่ะคะ...สบายดีหรือเปล่า” เจ้าดาเรศอดต่อว่าอย่างน้อยใจไม่ได้ “แต่เจ้าพี่คงจะมีความสุขสนุกสนานดี ถึงได้ลืมสัญญาที่บอกว่าจะมาหาน้อง”
       เจ้าพงศ์นครหัวเราะอย่างชอบใจ จากกิริยาท่าทางของเขารักและเอ็นดูเจ้าดาเรศมาก
       “ใครว่าลืม แต่ตอนนี้ที่ไซต์งานพี่กำลังมีปัญหา รับรองว่าจัดการเรื่องทางนี้เสร็จเมื่อไหร่ พี่จะรีบบึ่งขึ้นไปหาน้องทันที”
       เจ้าดาเรศกดวางโทรศัพท์ แล้วเลือกรูปมาแต่งต่อ เธอเห็นรูปจักราที่ถ่ายตอนเขากำลังเผลอ เจ้ามองรูปแล้วอดยิ้มไม่ได้
       เจ้าดาเรศล็อกอินไลน์ในโน้ตบุ๊ค แล้วส่งรูปไปให้จักราทางไลน์ ก่อนจะหันไปแต่งรูปอื่นต่อ
       ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนว่ามีข้อความทางไลน์ก็ดังขึ้น เจ้าดาเรศคลิกเข้าไปดูและเห็นว่ามีข้อความจากจักรา จึงเปิดดู เห็นข้อความ และสติ๊กเกอร์ “ขอบคุณครับ” มาจากจักรา
       เจ้าดาเรศยิ้มอย่างเป็นสุข
       
       ฟากกระถินกวาดตามองหาตองเหลือง ในขณะที่ทำเป็นกวาดโน่น เช็ดนี่ที่เรือนใหญ่ไปตามปกติ กันไว้ว่าเผื่อใครมาเห็นจะได้ไม่สงสัย ปากก็บ่นบ้าไปด้วย
       “เราก็กวาดบ้าน ถูบ้านอยู่ทุกวัน...ในคุ้มเชียงแมนก็เดินจนปรุไปหมดแล้ว...ยังไม่เคยเห็นเลยว่าคุณโฉมเอางูไปเลี้ยงไว้ที่ไหน”
       กระถินพยายามคิด
       “มีที่ไหนอีกนะที่เรายังไม่เคยเข้าไป”
       ไม่นานต่อมากระถินถือไม้กวาด ถังน้ำ และอุปกรณ์ทำความสะอาด เดินมาหยุดที่หน้าห้องโฉมสุรางค์ด้วยท่าทางละล้าละลังก่อนจะตัดสินใจเคาะ ประตูเรียก
       “คุณโฉมคะ”
       กระถินไม่ได้ยินเสียงตอบ จึงเปิดประตูเข้าไป พบว่าภายในห้องเงียบกริบ ไม่มีใครอยู่ กระถินโล่งอก รีบพุ่งเข้าไปที่ประตูห้องลับของอนิลทิตา แต่เห็นมีกุญแจรูปทรงโบราณล็อกเอาไว้ กระถินพลิกแม่กุญแจไปมา พยายามหาทางไขกุญแจให้ได้ คิดหนักว่าจะเข้าไปได้ยังไง
       “คุณโฉมเอาลูกกุญแจไปเก็บไว้ที่ไหนนะ...แต่ก็น่าจะอยู่แถวๆนี้”
       กระถินพยายามเปิดตู้โน้น กล่องนี้หาวุ่นวาย ในที่สุดก็เจอลูกกุญแจหน้าตาโบราณเก็บไว้ในกล่องใบหนึ่ง กระถินหยิบลองเอาไปไขดู ปรากฏว่าไขออก กระถินดีใจรีบดึงแม่กุญแจออกมา
       ระหว่างที่กระถินกำลังจะผลักประตูเข้าไป แต่หูแว่วเสียงที่อนิลทิตาเคยสั่งไว้
       “ห้องนี้เป็นห้องนั่งสมาธิของฉัน ห้ามทุกคนเข้าไปเด็ดขาด”
       กระถินพึมพำกับตัวเอง “เราไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย ก็แค่จะถ่ายรูปงูไปยืนยันกับนายรชาให้แน่ใจ ว่างูที่นี่ไม่มีทางจะออกไปทำร้ายใครๆได้อย่างที่เค้ากล่าวหา”
       
       ครั้นพอกระถินเปิดประตู ก้าวเข้าไปในห้องลับ แล้วถึงกับยืนอึ้งไป เมื่อเห็นแท่นบูชาเจ้าแม่กาลีและรูปปั้นเทพเจ้าต่างๆ ที่ล้วนดูน่ากลัว ไหนจะเครื่องบูชาต่างๆ รวมทั้งตุ๊กตาหุ่นระจิต ที่วางอยู่ใกล้ๆอ่างน้ำมนต์ ก็ชวนสยอง
       “เนี่ยนะห้องนั่งสมาธิของคุณโฉม...มีแต่รูปปั้นอะไรก็ไม่รู้หน้าตาน่ากลัว”
       กระถินรู้สึกว่าตัวเองขนลุกซู่อย่างประหลาด
       ฝั่งตรงข้ามกับแท่นบูชา มีรูป อนิลทิตา ในชุดหญิงสูงศักดิ์ของเขมรแขวนอยู่ กระถินตะลึงมอง ถลาเข้าไปมองใกล้ๆ อย่างชื่นชม
       “สวยจัง...”
       กระถินยืนดื่มด่ำชื่นชมความงามของโฉมสุรางค์แล้วนึกขึ้นได้ว่าตนมี ภารกิจต้องถ่ายรูปงูยักษ์กระถินก้มลงไปดูใต้แท่นบูชา เห็นเจ้าตองเหลืองนอนขดอยู่ กระถินตกใจ แต่ระงับสติไว้ เจ้าตองเหลืองนอนนิ่ง ท่าทางหลับสนิท
       กระถินหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเอง เป็นรุ่นเก่า ราคาไม่แพงแต่มีกล้องถ่ายรูปขึ้นมาแล้วกดถ่ายรูปเจ้าตองเหลืองทันที
       ภาพในโทรศัพท์ของกระถิน เป็นภาพตองเหลืองนอนนิ่ง
       
       จังหวะนี้โฉมสุรางค์เปิดประตูเข้ามาในห้อง แลเห็นไม้กวาด ไม้ถูพื้น อุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆวางระเกะระกะอยู่ที่พื้น ก็มองอย่างแปลกใจ แต่ไม่ได้ตกใจ โฉมสุรางค์เหลียวมองลึกเข้าไปในห้องลับ เห็นกระถินหันหลังอยู่ กำลังเอากล่องที่เก็บกุญแจวางเข้าที่ โฉมสุรางค์ขมวดคิ้ว ส่งเสียงขุ่นเขียวเกรี้ยวกราดอย่างไม่พอใจออกไป
       
       “กระถิน”



กระถินที่ตอนนี้ในมือข้างหนึ่งถือผ้าเช็ดฝุ่น อีกมือถือกล่องทำท่าเหมือนกำลังยกกล่องขึ้นมาเพื่อเช็ดฝุ่นที่อยู่บนโต๊ะ สะดุ้งสุดตัวหันขวับมาด้วยความตกใจ กล่องตกจากมือ กุญแจกระเด็นออกมา
       
       “อุ๊ย คุณโฉม ตกใจหมดเลยค่ะ...กุญแจอะไรไม่ทราบค่ะ กระเด็นออกมาจากกล่องนี้”
       กระถินจะเข้าไปเก็บแต่โฉมสุรางค์ปราดเข้าไปเก็บกุญแจเอง มองไปที่ประตูห้องลับ แต่ก็ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ
       “ทำอะไรน่ะ”
       “กระถินกำลังทำห้องอยู่ค่ะ เมื่อเช้ากระถินเก็บดอกไม้เสร็จก็ต้องออกไปซื้อของที่ตลาด ก็เลยเพิ่งขึ้นมาทำห้องคุณโฉมค่ะ”
       กระถินทำเนียนปัดฝุ่นต่อไป อนิลทิตามองกระถินอย่างสงสัย จ้องจับผิด แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ
       “ออกไปได้แล้ว ฉันจะพักผ่อน”
       “ค่ะ”
       กระถินรีบเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดทั้งหลายออกไป พอหันหลังให้โฉมสุรางค์ เธอก็ถอนใจเฮือกใหญ่ออกมาอย่างโล่งใจ
       ทันทีที่กระถินออกไปจากห้อง อนิลทิตาก็ไขกุญแจเข้าไปในห้องลับ
       
       อีกฟาก รชาเปิดประตูเข้ามาในห้องพักฟื้นของระจิต มีนายิกีเดินตามเข้ามาด้วย ระจิตกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ที่เตียงกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างดีใจ พยาบาลที่นั่งอยู่ข้างเตียงรีบลุกขึ้นอย่างเตรียมพร้อมถ้าระจิตเกิดอาละวาด หรือโวยวายขึ้นมาอีก รชาเข้ามายืนข้างเตียงจับมือระจิตให้กำลังใจ
       ระจิตส่งเสียงอื้ออ้าปลดมือจากรชา ชี้ไปที่โทรศัพท์ เป็นเชิงบอกว่าตนต้องการโทรศัพท์หาเขา รชามองอย่างเข้าใจ
       
       “จิตจะโทรหาพี่เหรอ”
       ระจิตพยักหน้า ยิ้มดีใจที่รชาเข้าใจ รชาหันไปบอกพยาบาล
       “เดี๋ยวผมดูแลน้องต่อเอง ขอบคุณนะครับ”
       พยาบาลพยักหน้า เดินออกไป นายิกีเดินเข้ามาที่ข้างเตียง
       “น้องเจ้าเป็นอะไร”
       “อยู่ดีๆก็พูดไม่ได้ครับ”
       “ไหนข้าขอดูสิ”
       นายิกีเข้าไปจับมือระจิต ระจิตตกใจ จะสะบัดมือออก รชาจึงบอกระจิต
       “ไม่ต้องกลัวนะจิต ให้แม่เฒ่าดูอาการหน่อย”
       ระจิตสงบลงยอมให้นายิกีจับมือ แม่เฒ่าจอมอาคมจับมือระจิต แล้วหลับตา สักครู่ก็ลืมตาขึ้น ปล่อยมือจากระจิต
       “น้องเจ้าโดนทำคุณไสย”
       “อะไรนะครับ” รชาตกใจมาก “แล้วจะทำยังไงดีครับ”
       “ข้าจะแก้ให้เอง” แม่เฒ่าบอกอย่างมั่นใจ “ให้น้องเจ้านอนลงสิ”
       รชาจัดการให้ระจิตนอนลงบนเตียง ระจิตรู้สึกกลัวแต่ก็เชื่อพี่ชาย นายิกีเอามีดหมออาคมขึ้นมาจากย่าม จ่อที่ปากระจิต ท่องคาถาขมุบขมิบ ระจิตกลัวจนตัวสั่น รชาบีบมือระจิตให้กำลังใจ
       ทันใดนั้นก็เกิดแสงจ้าขึ้นที่ปลายมีด สักครู่นายิกีก็เอามีดหมอออก
       “ลองพูดสินังหนู”
       รชามองอย่างลุ้นๆ ระจิตมองหน้าพี่ ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะพูดได้จริงๆ แต่ในที่สุดก็เปล่งเสียงออกมา
       “พี่ชา”
       ระจิตดีใจสวมกอดพี่ชายทันที รชากอดน้องสาวไว้ด้วยความดีใจ
       “จิตพูดได้แล้วจริงๆ” รชาหันไปทางนายิกี “ขอบคุณนะครับแม่เฒ่า”
       
       ฝ่ายโฉมสุรางค์นั่งอยู่หน้าแท่นบูชา กลุ้มใจที่สินธุไม่มีท่าทีว่าจะจำเรื่องราวในอดีตได้เลย รำพึงกับตัวเองอย่างทดท้อ
       “ข้าจะทำให้สินธุกลับมาจำเรื่องราวในชาติก่อนได้อย่างไรกันนะ”
       ขณะที่โฉมสุรางค์กำลังคิดหาวิธีอยู่นั้น พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นตุ๊กตาหุ่นระจิตที่วางอยู่ตรงหน้าแท่นบูชา เหมือนด้ายที่เย็บปากขาดออกจากกัน
       โฉมสุรางค์หยิบตุ๊กตาขึ้นมา พบว่าด้ายที่เย็บปากตุ๊กตาขาดออกจากกันจริงๆ ก็ตกใจ
       “ใครมาแก้อาคมของข้า”
       โฉมสุรางค์หลับตาเข้าสู่สมาธิแล้วลืมตาโพลง ดวงตาแข็งกร้าว ดุดัน โกรธถึงขีดสุด
       “นางเฒ่า”
       
       ที่ห้องพักระจิตในโรงพยาบาล นายิกีประเมินเหตุการณ์แล้วเอ่ยขึ้น
       “นังปีศาจนั่นมันกลัวว่าน้องเจ้าจะเปิดเผยความลับของมัน มันถึงพยายามทำทุกอย่างไม่ให้นังหนูบอกเรื่องของมันได้”
       ระจิตได้ยินสิ่งที่นายิกาพูดก็หน้าซีดด้วยความกลัว ละล่ำละลักบอกรชาและนายิกี
       “วันนั้นจิตจะเอารูปคุณโฉมตอนแต่งงานไปให้พี่จักรดู แต่จิตเห็นผีแต่งชุดโบราณหน้าตาเหมือนคุณโฉม จิตตกใจมากก็เลยตกบันไดลงมา...จิตกลัวค่ะพี่ชา”
       รชายังกอดระจิตไว้อย่างปกป้อง
       “ไม่ต้องกลัวนะจิต แม่เฒ่ากำลังจะจัดการกับนังปีศาจนั่น มันไม่มีทางจะออกมาทำร้ายใครได้อีกแล้ว”
       ระจิตนึกถึงจักราขึ้นมาได้ให้เป็นห่วง “แล้วพี่จักรล่ะคะ พี่จักรอยู่ที่ไหน แล้วพี่จักรรู้หรือยังว่าคุณโฉมกับอนิลทิตาเป็นคนคนเดียวกัน”
       
       ที่ไร่ชายามเย็น จักราเดินตรงไปที่รถจี๊บที่รชาให้ยืมมาใช้ เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นเป็นเบอร์รชา จึงรีบรับ
       “ว่าไงครับ พี่ชา”
       รชาโทร.มาจากห้องพักระจิต
       “จักร รีบมาที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลยนะ ฉันมีเรื่องสำคัญที่แกจะต้องรู้”
       จักราแปลกใจ “ได้ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้”
       รถจี๊ปขับทะยานออกไปทันที
       
       ทุกคนอยู่ที่ร้านอาหารของโรงพยาบาลคืนนั้น
       ไอแพดในมือจักรา เห็นรูปโฉมสุรางค์ในวันแต่งงานกับเจ้าพงษ์สุริยัน
       นายิกีบอกอย่างมั่นใจ “ข้ายืนยันได้ว่านังปีศาจอนิลทิตาเป็นคนเดียวกับผู้หญิงในรูปนั้น”
       จักราอึ้งไปอย่างไม่อยากจะเชื่อ
       “แกคิดดูสิ ถ้าคุณโฉมเป็นคนธรรมดาอย่างเราๆ มันจะเป็นไปได้ยังไงที่รูปร่างหน้าตาเค้าจะไม่เปลี่ยนไปเลยทั้งๆ ที่ผ่านมาตั้งหลายตั้งสิบปีแล้ว”
       จักราทักท้วง เขาไม่เชื่อเลย “แต่ผมว่าไม่เห็นจะแปลกเลยนะครับ ผู้หญิงสมัยนี้ก็ดูแลตัวเองดีๆ กันทั้งนั้น...และเท่าที่ผมรู้จักคุณโฉม เธอเป็นน่ารักแล้วก็จิตใจดี...คนอย่างคุณโฉมไม่มีทางฆ่าใครได้แน่ๆ”
       รชากับนายิกีมองหน้ากัน ถอนใจเฮือกใหญ่
       “อีกอย่างถ้าคุณโฉมจะฆ่าคนเพื่อปกปิดความลับ คุณโฉมจะฆ่าสุรเดชทำไม ในเมื่อคุณโฉมกับสุรเดชไม่เคยรู้จักกัน แล้วสุรเดชจะไปรู้ความลับของคุณโฉมได้ยังไง”
       นายิกีบอก “เจ้าลืมไปแล้วรึว่าก่อนตาย น้องเจ้าก็เข้าไปในคุ้มเชียงแมนมาแล้ว และมันคงไปรู้ความลับอะไรมา ถึงได้ถูกฆ่าปิดปาก”
       จักราอึ้งไป เถียงไม่ออก
       
       กระถินเดินลับๆ ล่อๆ เข้ามาในมุมลับตา มองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้น จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทร.ออก
       “ทีนี้ละ คุณจะได้เห็นกับตาซะทีว่างูตัวที่คุณเห็นมันเป็นคนละตัวกับงูที่คุ้มเชียงแมน”
       
       ขณะเดียวกัน สามคนเดินคุยกันมาตามทางเดินในโรงพยาบาล
       “ถ้าแกยังไม่เชื่อ จะรอให้กระถินส่งรูปงูที่อยู่ในคุ้มเชียงแมนมาให้ฉันก่อนก็ได้ แล้วดูซิว่ามันจะเป็นตัวเดียวกับที่ทำร้ายยัยจิตแล้วเลื้อยหายเข้าไปในกำแพง ต่อหน้าต่อตาเราหรือเปล่า”
       เสียงโทรศัพท์มือถือของรชาดังขึ้น รชาหยิบขึ้นมาดูเห็นว่าเป็นเบอร์กระถิน รชากดรับ
       กระถินแอบอยู่ที่มุมลับตาคนในคุ้มเชียงแมน
       “นี่คุณ ฉันถ่ายรูปงูมาให้คุณแล้วนะ”
       รชา ดีใจมาก “งั้นก็รีบส่งมาให้ผมดูเลยสิ”
       “ได้ แต่จะบอกให้นะว่างูตัวนี้มันอยู่ในห้องนั่งสมาธิของคุณโฉม แล้วห้องนั้นก็ปิดมิดชิดตลอดทั้งวัน เป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะออกจากห้องไปทำร้ายใครอย่างที่คุณกล่าวหา”
       กระถินกดวางสาย โทรศัพท์รชาเสียงข้อความดัง รชากดเปิดรูปภาพจนสำเร็จ รชาเห็นรูปเจ้าตองเหลืองถึงกับอึ้งไป
       “งูตัวเดียวกับที่ผมเห็นในห้องจิตจริงๆ ด้วย แม่เฒ่าดูสิครับ”
       รชาส่งโทรศัพท์ให้นายิกีดู
       นายิกีดูโทรศัพท์ “มันคือไอ้สมิงดงของนังปีศาจอนิลทิตาจริงๆ”
       “มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกนะไอ้จักร ที่ทั้งอนิลทิตาและคุณโฉมสุรางค์จะเลี้ยงงูเหมือนๆกัน”
       จักราไม่อยากเชื่อ “มันจะเป็นไปได้ยังไง”
       นายิกีบอก “ทีนี้เจ้าจะเชื่อได้หรือยัง ว่านังโฉมสุรางค์ก็คือคนเดียวกับนังอนิลทิตา”
       จักราครุ่นคิดหนัก
       
       ฝ่ายระจิตนอนหลับอยู่บนเตียง พยาบาลพิเศษนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่ที่ข้างเตียง เจ้าตองเหลืองเลื้อยออกมาจากกำแพงเงียบๆ มันชูคอมองมาที่ระจิตดวงตาแดงจ้าก่อนจะพุ่งเข้ามารัดระจิตอย่างรวดเร็ว ระจิตรู้สึกตัวร้องกรี๊ด
       “อ๊าย...ช่วยด้วย”
       พยาบาลได้ยินเสียง ก็เงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกใจ และยิ่งตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นระจิตกำลังถูกงูตัวใหญ่รัด
       พยาบาลกรี๊ด “อ๊าย...งู ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย”
       ระจิตโดนรัดแน่นจนหายใจไม่ออก พยายามดิ้นสะบัดให้หลุด แต่ก็ไม่สำเร็จ สักพักระจิตก็ตาค้างแน่นิ่งไป
       พยาบาลหายจากอาการตกตะลึงก็เผ่นพรวดไปที่ประตูจับที่ลูกบิด กำลังจะเปิดประตู เจ้าตองเหลืองกระโจนเข้าหาอย่างมุ่งร้าย พยาบาลคลายมือออกจากลูกบิด ล้มลง
       
       จักรา รชา นายิกีเดินคุยกันมาเกือบจะถึงห้องพักระจิต สีหน้าจักรายังไม่แน่ใจเรื่องงู
       “ผมว่างูที่ไหนมันก็หน้าตาเหมือนๆ กันหมด แล้วอีกอย่างสมิงดงตัวนั้นอาจจะไม่ใช่งูของคุณโฉมตัวนี้ก็ได้” จักรายังไม่เชื่ออยู่ดี
       รชาชักหงุดหงิด “ก็ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจำงูตัวนั้นได้”
       “ถ้าเจ้าไม่เชื่อ ก็ให้นังหนูระจิตช่วยยืนยันอีกคน...” นายิกีสรุป
       
       รชาเปิดประตู กำลังจะก้าวเข้าไปในห้อง ทุกคนตะลึงเมื่อแลเห็นพยาบาลนอนแน่นิ่งอยู่ใกล้ประตู ในขณะที่เจ้าตองเหลืองกำลังเลื้อยหายเข้าไปในกำแพง จักราปราดเข้าไปที่พยาบาล เขย่าเรียก
       “คุณครับ...คุณ”
       จักราพยายามเรียก แต่พยาบาลไม่ฟื้น รชาตกใจสุดขีด มองไปที่เตียง เห็นระจิตนอนตาค้าง รชารีบพุ่งไปดูระจิต
       “ยัยจิต”
       รชาประคองศีรษะระจิตไว้บนตัก ส่งเสียงเรียกละล่ำละลัก “ยัยจิต...ฟื้นสิ...ยัยจิต”
       นายิกีตามเข้ามา จักราผละจากพยาบาลเข้ามาหาระจิตอีกคน เขย่าแขนเรียกระจิต
       “จิต...จิตเป็นยังไงบ้าง”
       ระจิตคอตก ใบหน้าเขียวคล้ำ ตามเนื้อตัวเป็นรอยช้ำจากการถูกรัด รชาเอามือไปอังที่จมูกน้อง พบว่าไม่มีลมหายใจแล้ว รชาร้องไห้ คร่ำครวญ
       “จิต...จิตต้องไม่เป็นอะไร หมอครับ หมอ ช่วยน้องผมด้วย”
       จักราเศร้า น้ำตาซึม จับไหล่รชาเบาๆ อย่างปลอบใจ
       นายิกีแค้นถึงขีดสุด
       “ฉันคงปล่อยแกไว้ไม่ได้อีกแล้ว...นังปีศาจ”
       
       เจ้าตองเหลืองปรากฏตัวขึ้นในห้องลับ มันนอนนิ่งข้างๆ ผู้เป็นนาย โฉมสุรางค์ลูบหัวตองเหลืองเบาๆ สายตาเย็นชา
       “ข้าไม่ได้อยากฆ่าเจ้า แต่เจ้าบังคับให้ข้าต้องทำ อโหสิกรรมให้ข้าด้วยนางระจิต”
       
       เจ้าตองเหลืองหลับตานิ่ง



ศพของระจิตถูกนำมาประกอบพิธีสวดอภิธรรม เพื่อรอฌาปนกิจที่วัดเดียวกับสุรเดช และ พ่อเฒ่าบุญโฮม ในตอนเช้าวันนี้ มีชาวบ้าน และ พนักงานรีสอร์ทมาช่วยงานศพไม่มากนัก
       
       รชายืนมองรูประจิตหน้าโลงศพในศาลา ด้วยดวงตาเจ็บปวด
       จักรายืนอยู่ข้างๆ หน้าตาเศร้าหมองไม่ต่างกัน นายิกีเดินเข้ามา เอ่ยขึ้นอย่างเจ็บแค้น
       “เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เราจะต้องจัดการนังโฉมก่อนที่มันจะฆ่าคนไปมากกว่านี้”
       รชาหันมามองนายิกีด้วยสายตาเอาจริง
       “แล้วเราจะทำยังไงล่ะครับ”
       “เราก็ต้องฆ่ามันก่อน”
       จักราตกใจรีบขัดขึ้น
       “ไม่ได้นะครับ อย่าลืมว่าแม่เฒ่าก็ไม่ได้มีหลักฐานว่าคุณโฉมเล่นของ หรือใช้มนต์ดำฆ่าคน”


นายิกีพูดกับจักราอย่างมั่นใจ
       “ถ้าเจ้าต้องการหลักฐาน...คืนนี้ก็พานังโฉมมาที่งานศพของนังหนูระจิตให้ได้สิ แล้วข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นเอง”
       จักราลังเลอยู่อย่างนั้น จนรชาชักฉุน
       
       “ลังเลทำไมวะ...ถ้าแกแน่ใจว่าคุณโฉมบริสุทธิ์ แล้วแกจะต้องกลัวอะไร”
       
       จักราพาตัวเองมายืนลังเลอยู่หน้าห้องทำงานโฉมสุรางค์ในออฟฟิศไร่ชาเชียงแมน ก่อนจะตัดสินใจเคาะประตู แล้วก้าวเข้าไปในห้อง
       โฉมสุรางค์เห็นว่าเป็นจักราก็ยิ้มอย่างดีใจ
       “คุณจักร มีธุระอะไรกับดิฉันหรือเปล่าคะ”
       “ผมจะขอลางานไปช่วยงานศพของระจิต...น้องสาวเพื่อนน่ะครับ เธอเพิ่งจะเสียเมื่อคืน”
       โฉมสุรางค์ร้อนตัว ชะงักนิดๆ แต่ก็รีบกลบเกลื่อน
       “ได้ค่ะ ดิฉันอนุญาต แล้วถ้ามีอะไรให้ดิฉันช่วยก็บอกนะคะ”
       จักราอึกอัก ไม่ได้เต็มใจพูดนัก เพราะเขาละอายแก่ใจที่กำลังจับผิดโฉมสุรางค์ซึ่งดีกับตนมาตลอด
       “ครับ คือ ถ้าไม่เป็นการรบกวน ผมอยากจะเชิญคุณโฉมไปเป็นประธานงานสวดศพน้องสาวเพื่อนผมคืนนี้...”
       โฉมสุรางค์ลังเล ไม่อยากไปวัด แต่ก็ไม่อยากปฏิเสธจักรา
       “ผมกับเพื่อนไม่มีใครที่ไหนอีก คุณโฉมเป็นคนเดียวที่ผมรู้สึกสนิทใจด้วยที่สุด...แต่ถ้าคุณโฉมไม่สะดวก ผมก็ไม่...”
       โฉมสุรางค์มองจักราด้วยแววตาอ่อนโยน รีบพูดขัดขึ้น
       “สะดวกค่ะ ดิฉันจะไป”
       จักรายิ้มให้โฉมสุรางค์เป็นเชิงขอบคุณ แล้วรีบหันหน้าหลบสายตาไปทางอื่นอย่างรู้สึกผิดในใจ
       
       รชายังอยู่ที่ศาลาสวดศพในวัด ขณะกดวางโทรศัพท์แล้วหันไปบอกนายิกี
       “ไอ้จักรคุยกับคุณโฉมแล้วครับ...คุณโฉมจะมาที่นี่ คืนนี้”
       นายิกียิ้มอย่างพอใจ ดวงตาวาววับหมายมั่น
       
       ขณะเดียวกันนั้น เจ้าดาเรศกำลังจัดปิ่นโตข้าวอยู่บนแคร่หน้ากระท่อมที่พักบันดาสา โดยมีบันดาสานั่งมองด้วยความรักและเอ็นดู ไอ้พันนั่งเล่นดอกไม้ใบหญ้าอยู่ที่พื้น
       บันดาสาเห็นกับข้าวพื้นเมืองทางเหนืออยู่ในปิ่นโต 3-4 อย่าง ก็แปลกใจ
       “เจ้าเอากับข้าวกับปลามาทำไมตั้งเยอะแยะ”
       เจ้าดาเรศยิ้มมองมาทางไอ้พัน
       “ดาเอามาเผื่อลุงพันด้วยค่ะ”
       ไอ้พันที่นั่งเล่นอยู่ได้ยินชื่อตัวเองก็รีบหันขวับมองมาดูกับข้าวบนแคร่ ท่าทีลุกลี้ลุกลนดีใจ
       “ลูก...กินข้าว กินข้าวกัน ลูก”
       เจ้าดาเรศยิ้มให้อย่างเป็นมิตร แต่แปลกใจไม่ได้ที่ไอ้พันเรียกตนว่าลูกทุกครั้ง
       บันดาสาอ้าปากจะเรียกไอ้พันว่าเจ้า แต่ก็ชะงักค้างไว้
       “ไอ้พัน ดีๆ สิ เดี๋ยวก็หกหมดหรอก” บันดาสาหันมาทางลูก “ขอบใจนะเจ้าที่ยังคิดถึงยายและคนบ้าไร้สติอย่างไอ้พัน”
       เจ้าดาเรศยิ้มอ่อนโยนให้ “ยายกับลุงพันมาทานข้าวเถอะค่ะ”
       บันดาสามองดาเรศอย่างปลื้มใจ น้ำตารื้น
       ไอ้พันมองหน้าดาเรศด้วยสายตาอ่อนโยน นุ่มนวล
       เจ้าดาเรศมองตาไอ้พัน รู้สึกคุ้นเคยกับแววตาคู่นี้โดยประหลาด แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน เจ้ามองใคร่ครวญ แล้วก็เอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปไอ้พันไว้
       บันดาสาตกใจ “เจ้าถ่ายรูปไอ้พันไปทำไมคะ”
       “ดาจะเอาไปดูน่ะค่ะ ดาคุ้นหน้าลุงพันจังเลย แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน”
       บันดาสามองโทรศัพท์ในมือเจ้าดาเรศอย่างไม่สบายใจ
       
       โฉมสุรางค์ขับรถเข้ามาจอดที่ลานจอดรถใกล้ศาลาสวดศพระจิตตอนค่ำ เธอนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูรถลงมา
       
       ส่วนจักราเดินไปเดินมาอย่างรู้สึกผิดและไม่สบายใจ
       “พี่รชายังไม่ได้บอกผมเลยว่าจะทำอะไรกับคุณโฉม”
       “เดี๋ยวแกก็รู้เอง”
       จักรากังวลอยู่นั่นแล้ว “แล้วเค้าจะเป็นอะไรหรือเปล่า”
       นายิกีบอกว่า “คุณโฉมของเจ้าจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ เลยแม้แต่ปลายก้อย...ถ้ามันไม่ใช่คนคนเดียวกับนังปีศาจอนิลทิตา”
       จักรายังไม่สบายใจอยู่ดี
       “แต่แม่เฒ่าต้องบอกผมก่อนว่าจะทำอะไร...ไม่งั้นผมจะโทร.ไปบอกให้คุณโฉมกลับไป”
       รชามองไปนอกศาลา เห็นโฉมสุรางค์กำลังเดินตรงมาทางนี้
       “ไม่ทันแล้วละ...เค้ามาโน่นแล้ว”
       รชามองที่โฉมสุรางค์อย่างเพ่งพิศ
       “รูปร่างหน้าตาผ่านมายี่สิบกว่าปียังเหมือนในรูปเป๊ะขนาดนี้คงไม่ใช่คนธรรมดาแล้วล่ะไอ้จักร”
       
       โฉมสุรางค์เดินมาถึงหน้าศาลา จักรากับรชาออกมายืนรอต้อนรับ
       “สวัสดีครับคุณโฉม นี่พี่รชา พี่ชายของระจิตครับ”
       “สวัสดีครับ คุณโฉม ขอบคุณมากนะครับที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในคืนนี้”
       โฉมสุรางค์มองรชาอย่างเห็นใจ
       “ดิฉันเสียใจด้วยนะคะ”
       รชามองโฉมสุรางค์อย่างจับพิรุธ แต่ไม่เห็นอะไร
       “ครับ”
       จักราเอ่ยขึ้น “เชิญคุณโฉมเข้าไปในศาลาดีกว่าครับ”
       โฉมสุรางค์ถือโอกาสเกาะแขนจักราเดินเข้าไปด้านใน รชาเดินตามหลัง มองโฉมสุรางค์ไม่วางตา
       
       ทางฝ่ายนายิกียืนแอบดูโฉมสุรางค์อยู่ในมุมมืดหลังศาลา ในมือถือสายสิญจน์อยู่ 1 ม้วน ด้วยแววตาจริงจัง และมุ่งมั่นมาดหมาย
       “แกเสร็จข้าแน่ นังอนิลทิตา”
       นายิกีนึกถึงเรื่องที่ซักซ้อมกับรชา ตอนสายวันนี้
       โดยในตอนนั้นนายิกีถือสายสิญจน์พนมมือขึ้น ท่องคาถาขมุบขมิบ เกิดแสงเรืองรองสีทองขึ้นที่ม้วนสายสิญจน์สีขาวนั้น นายิกียิ้มพอใจก่อนจะพูดกับรชา
       “พอนังโฉมเข้าไปในศาลา ข้าก็จะล้อมศาลาไว้ด้วยสายสิญจน์ปลุกเสก...ถ้ามันมีมนต์ดำจริงๆ มันจะร้อนรนจนทนไม่ได้”
       คิดแล้วนายิกีเริ่มโยงสายสิญจน์พันไปรอบๆ ศาลา โดยโยงให้สายสิญจน์อยู่สูงสุดแขนของตน
       
       ในศาลาสวดศพตอนนี้ พระสงฆ์ 4 รูป กำลังสวดอภิธรรมตามประเพณี โฉมสุรางค์นั่งพนมมืออยู่ที่โซฟาประธาน โดยมีจักราและรชานั่งประกบซ้ายขวา
       สักครู่หนึ่งโฉมสุรางค์เริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย เหงื่อผุดซึมออกมาบางๆ รชากับจักราสังเกตเห็น
       รชาเอ่ยถาม “คุณโฉมร้อนเหรอครับ”
       โฉมสุรางค์พยายามยิ้มกลบเกลื่อนความร้อนรุ่ม
       “นิดหน่อยค่ะ”
       ฟากนายิกีโยงสายสิญจน์จนมาบรรจบที่จุดเริ่มต้น ปากยังคงท่องคาถาพึมพำอยู่ สายสิญจน์ตรงหน้านายิกีส่งแสงเรืองสีทอง
       
       โฉมสุรางค์ร้อนรุ่ม ใบหน้าซีดเซียว กระวนกระวายนั่งไม่ติด เหงื่อออกมากขึ้น จักรามองโฉมสุรางค์อย่างเป็นห่วง
       “คุณโฉมหน้าซีดจังเลยครับ เป็นอะไรหรือเปล่า เหงื่อออกท่วมตัวเลย”
       โฉมสุรางค์ร้อนจนทนนั่งต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ผุดลุกขึ้นทันที
       “ดิฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ รู้สึกไม่สบายจริงๆ”
       อนิลทิตาในคราบโฉมสุรางค์ลุกพรวด ถลันไปที่ประตูทางเข้าศาลาโดยไม่สนใจจักราและรชา
       
       โฉมสุรางค์รีบร้อนเดินออกมาถึงประตูทางออก แสงสีทองจากสายสิญจน์สว่างวาบขึ้นใส่โฉมสุรางค์ที่กำลังจะก้าวข้ามผ่านธรณี ประตู จนเธอต้องชะงักหงายหลัง ร้องขึ้นอย่างตกใจ
       “ว้าย”
       จักราที่ตามมา ตกใจมาก เขาถลาไปรับร่างเธอไว้ได้ทัน
       “คุณโฉม”
       ใบหน้าโฉมสุรางค์ซีดเผือด กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยรู้ว่าตนกำลังถูกเล่นงานด้วยอำนาจวิเศษบางอย่าง จนกระทั่งแลเห็นสายสิญจน์ที่นายิกีล้อมศาลาไว้ นัยน์ตาโฉมสุรางค์เป็นประกายวาววับด้วยความโกรธ
       นายิกีแอบดูอยู่อีกมุมหนึ่ง ยิ้มอย่างสมใจ
       จักราถามขึ้น “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
       โฉมสุรางค์ไม่ตอบ หันขวับมา รวบรวมพลังทั้งหมดที่มีสะกดจิตจักราทันที
       “เอาสายสิญจน์ออกไปเดี๋ยวนี้”
       จักราถูกสะกดจิต เอื้อมมือไปกระชากสายสิญจน์ออกให้โฉมสุรางค์ทันที นายิกีเห็นจักรากระชากสายสิญจน์ออกก็ร้องออกมาอย่างตกใจ
       “ไอ้จักร อย่า..." แต่ไม่ทัน เนื่องเพราะจักรกระชากสายสิญจน์ออกไปแล้ว
       วินาทีที่จักรากระชากสายสิญจน์ออก โฉมสุรางค์ก็ถลาออกไปนอกศาลาทันที สภาพราวกับนกปีกหัก
       เสียงเรียกของนายิกีปลุกจักราออกมาจากที่โดนมนต์สะกด จักรายืนงง นายิกีกับรชาปราดเข้ามาหาเขา
       “เพราะเจ้าคนเดียวมันถึงหนีไปได้”
       นายิกีโกรธมาก วิ่งตามโฉมสุรางค์ไปทันที
       จักรายืนงง ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป รชามองตามไปอย่างหงุดหงิดที่ยังจับไม่ได้คามือ
       
       พอขึ้นรถมาได้ โฉมสุรางค์รีบขับรถทะยานออกไปจากบริเวณวัดทันที นายิกีวิ่งตามมาแต่ไม่ทัน
       
       นายิกีหันกลับรีบเดินตรงมายังอ่างบัวในบริเวณวัด แม่เฒ่าตั้งสมาธิ ท่องมนต์แล้วเพ่งลงไปในอ่างบัว เห็นเป็นภาพโฉมสุรางค์ขับรถไปอย่างรีบร้อน ในท่าทีอันร้อนรน
       
       ด้านโฉมสุรางค์ขับรถมาตามทางมองแขนตัวเองเห็นรอยเหี่ยวย่น ก็ตกใจ รีบปรับกระจกมองหน้าตัวเอง พบว่าใบหน้าก็เริ่มเหี่ยวเช่นกัน แล้วก็ต้องตกใจซ้ำสอง เมื่อเห็นใบหน้าของนายิกี ปรากฏในกระจกนั้นจ้องมองมาอย่างอาฆาตแค้นเอาเป็นเอาตาย
       “คิดหรือว่าจะหนีข้าพ้นรึ นังปีศาจ”
       “แกนั่นเอง นางเฒ่า กล้าลองดีกับข้าเรอะ”
       
       อนิลทิตาในคราบโฉมสุรางค์โกรธจัด



นายิกีท่องมนต์ เป่าพรวดไปที่มือทั้งสองข้างของตน แล้วจุ่มลงไปในอ่างบัว ปรากฏว่ามือของนายิกีไปโผล่ออกมาจากกระจกด้านหน้าคนขับ บีบคอโฉมสุรางค์อย่างแรง
       
       โฉมสุรางค์เร่งความเร็วหนี แต่เริ่มหายใจไม่ออก พยายามเอามือขวาแกะมือนายิกีออก ใช้มือซ้ายขับรถ รถส่ายไปส่ายมาอย่างน่ากลัวว่าจะตกถนน
       โฉมสุรางค์แกะมือไม่ออก จึงเอามือขวาขึ้นมากำ เสกคาถา เป่าลงที่มือตนเอง มือโฉมสุรางค์กลายเป็นสีแดงเหมือนถ่านติดไฟ จับไปที่มือของนายิกีที่บีบคออยู่
       นายิกีรู้สึกร้อนเหมือนโดนไฟลวก จึงต้องปล่อยมือออกจากคอโฉมสุรางค์ ชักมือกลับออกมาจากอ่างบัวเห็นเป็นรอยไหม้ที่ข้อมือ
       โฉมสุรางค์ท่องคาถา แล้วเป่าพรวดไปที่กระจกตรงหน้า
       อ่างบัวที่นายิกียืนอยู่เกิดเป็นน้ำพุ่งกระจายขึ้นใส่หน้าแม่เฒ่า เปียกไปทั้งหน้าตาเนื้อตัว นายิกีเอาแขนเสื้อเช็ดหน้าด้วยความแค้นใจ
       “ร้ายนักนะ นังอนิลทิตา”
       
       สามคนอยู่ในศาลาสวดศพ รชาหงุดหงิดใส่จักรา
       “เพราะแกคนเดียว เราถึงยังจับไม่ได้ว่าคุณโฉมคืออนิลทิตา”
       จักราวุ่นวายใจ ไม่อยากเชื่อในเรื่องที่เกิดขึ้น
       “แต่ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าผมเป็นคนกระชากสายสิญจน์ที่แม่เฒ่าล้อมศาลาเอาไว้”
       นายิกียิ่งคิดก็ยิ่งแค้น “ก็เพราะเจ้าถูกนังปีศาจนั่นสะกดจิตน่ะสิ แต่เจ้าก็เห็นกับตาแล้วไม่ใช่รึ ว่านังโฉมมันทนอยู่ในวงล้อมสายสิญจน์เสกของข้าไม่ได้”
       จักราอึ้งไปเพราะเห็นกับตาตัวเองจริงๆ แต่เขาก็ยังไม่อยากปักใจเชื่อ
       “ตอนนี้คุณโฉมคงรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกพวกเราสงสัย พี่ว่าจักรอย่ากลับไปที่คุ้มเชียงแมนเลย มันเสี่ยงเกินไป”
       จักราไม่เห็นด้วย “แต่ถ้าผมอยู่ที่คุ้ม เราจะมีโอกาสสืบหาความจริงได้มากกว่า...เพราะถ้าคุณโฉมเป็นปีศาจอย่างที่แม่ เฒ่ากับพี่รชาเชื่อจริงๆ เราก็น่าจะเจอหลักฐานอะไรที่นั่นบ้าง”
       
       โฉมสุรางค์กลับถึงคุ้ม และกำลังเดินโซซัดโซเซมาที่กระท่อมบันดาสา ร้องเรียกอย่างอ่อนแรง
       “พี่บันดาสา”
       โฉมสุรางค์เดินโผเผเข้ามายังหน้าประตูกระท่อม
       “พี่บันดาสา ช่วยข้าด้วย”
       บันดาสาเปิดประตูออกมา แสงสว่างจากตะเกียงในมือ ส่องให้เห็นภาพเบื้องหน้า บันดาสาตกใจสุดขีดที่เห็นสภาพโฉมสุรางค์ดูอ่อนแรงมาก ใบหน้าซีด เริ่มมีร่องรอยเหี่ยวย่นให้เห็นรางๆ
       “แม่หญิง”
       บันดาสารีบประคองโฉมสุรางค์เข้าไปในกระท่อมทันที
       
       พอเข้ามาในกระท่อม โฉมสุรางค์บอกอย่างคั่งแค้นออกมา
       “นางเฒ่านายิกีมันเล่นงานข้า เจ็บใจนักที่ข้าหลงกลมัน สินธุต้องสงสัยข้าแน่ๆ”
       บันดาสาหยิบห่อผงสมุนไพรขึ้นมาแล้วเทลงในขันน้ำปลุกเสก
       “แม่หญิงอย่าเพิ่งคิดถึงคนอื่นเลย เวลานี้แม่หญิงสูญเสียพลังไปมาก ถ้าแม่หญิงไม่รีบทำสมาธิ ร่างกายของแม่หญิงก็จะแก่ก่อนเวลา”
       บันดาสายกขันน้ำสมุนไพรปลุกเสกขึ้นจรดศีรษะ ปากขมุมขมิบท่องคาถา เสร็จแล้วส่งให้โฉมสุรางค์
       “ดื่มเถอะแม่หญิง น้ำสมุนไพรนี้จะช่วยชะลออาการบาดเจ็บและฟื้นฟูพลังให้กับแม่หญิง”
       โฉมสุรางค์รับขันน้ำมา ยกขึ้นดื่มจนหมดแล้ววางขันน้ำลง นั่งขัดสมาธิ ทำจิตให้สงบ
       
       เวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง ใบหน้าโฉมสุรางค์เกิดมีแสงเรืองๆ สีขาววาบขึ้นมา รอยเหี่ยวย่นค่อยๆ เลือนหายไปจนใบหน้ากลับมาสวยหมดจดเหมือนเดิม โฉมสุรางค์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ยกมือขึ้นมาดู ไม่มีรอยเหี่ยวย่นหลงเหลืออยู่แล้ว ก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ
       บันดาสาที่นั่งดูอยู่ใกล้ๆ ก็ยิ้มอย่างพอใจ
       “การทำสมาธิช่วยได้แค่ชะลอความแก่ ทางที่ดีแม่หญิงอย่าใช้พลังโดยไม่จำเป็นอีก”
       “แล้วพี่บันดาสาจะให้ข้าทำยังไง คนที่คิดจะกำจัดข้าก็มีอาคมไม่น้อยไปกว่าข้าเลย และตอนนี้คนก็ยิ่งสงสัยข้ามากขึ้น”
       โฉมสุรางค์ทุกข์ใจเหลือแสน อีกทั้งกระวนกระวายใจไปหมด หาทางออกไม่ได้
       “ข้าจะต้องรีบทำให้สินธุจำอดีตให้ได้โดยเร็วที่สุด แต่ข้าจะทำอย่างไรดี...พี่บันดาสา พี่ต้องช่วยข้านะ”
       บันดาสามองโฉมสุรางค์อย่างเข้าใจ และเห็นใจ
       “ถ้าไม่มีทางอื่น ก็ต้องทำให้สินธุระลึกชาติได้”
       โฉมสุรางค์ตื่นเต้น “ระลึกชาติ! แล้วทำไมพี่ถึงไม่บอกข้าตั้งแต่แรก”
       “เพราะมันอันตรายมาก ถ้าเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา แม่หญิงจะมีอันตรายถึงชีวิต”
       โฉมสุรางค์ยิ้มอย่างมุ่งมั่น ตัดสินใจแล้ว
       “ขอเพียงแต่สินธุจำข้าได้ ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็พร้อมที่จะเสี่ยง...พี่บันดาสาบอกมาเถอะว่าข้าจะต้องทำอย่างไร”
       
       ขณะเดียวกัน เจ้าดาราศอยู่ในห้องนอนบนเรือนใหญ่ กำลังมองภาพไอ้พันในโทรศัพท์มือถืออย่างพินิจ ก่อนจะละสายตาไปทางอื่นใช้ความคิดหนัก จนสายตาดาเรศก็ไปสะดุดที่กรอบรูปซึ่งเป็นภาพของตนที่เคยถ่ายกับเจ้าพงษ์ สุริยัน
       เจ้าดาเรศอึ้ง เดินไปหยิบกรอบรูปขึ้นมาดู เปรียบเทียบกันกับรูปไอ้พัน แล้วยิ้มดีใจที่นึกออก
       “ตาของลุงพันคล้ายเจ้าพ่อนี่เอง มิน่าล่ะ เราถึงได้คุ้นนัก...เอ๊ะ หรือว่าลุงพันจะเป็นญาติกับเจ้าพ่อ”
       เจ้าดาเรศใคร่ครวญครุ่นคิด
       
       จักราเดินมาถึงหน้าคุ้มเชียงแมนตอนเช้า ด้วยท่าทีอันลังเล เขาหยุดมองไปที่เรือนหลังใหญ่ด้วยอย่างใคร่ครวญครุ่นคิด ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไป
       
       จักราเดินเข้ามาในเรือนหลังใหญ่ สวนกับโฉมสุรางค์ที่กำลังจะเดินออกไปด้านนอก ทั้งสองคนชะงัก หน้าเจื่อนกันไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย จักรามองเธออย่างพิจารณา แล้วรีบถามกลบเกลื่อน
       “เห็นเมื่อคืนคุณโฉมบอกว่าไม่สบาย ผมก็เลยมาเยี่ยม”
       โฉมสุรางค์มองจักราอย่างหวาดระแวงว่าเขาจะรู้เรื่องของตนมากแค่ไหน แต่ก็ยิ้มให้อย่างใจดีสู้เสือ
       “ดิฉันไม่เป็นอะไรแล้ว ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง...คุณมาก็ดีแล้ว ดิฉันมีธุระจะคุยกับคุณอยู่พอดี”
       
       สองคนอยู่ในห้องรับแขก คุ้มเชียงแมน
       โฉมสุรางค์ส่งซองใส่การ์ดบัตรเชิญให้ จักรารับมาเปิดดู
       “พรุ่งนี้จะมีการจัดอบรมกลุ่มผู้ประกอบการไร่ชาที่เชียงใหม่ คุณจักรไปแทนดิฉันหน่อยนะคะ”
       “ได้ครับ แล้วผมต้องไปอบรมกี่วันครับ”
       “สามวันค่ะ แต่ว่าต้องไปรายงานตัวบ่ายวันนี้”
       จักราตกใจนิดๆ “บ่ายวันนี้!”
       “ใช่ค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะที่บอกคุณกะทันหัน ตอนแรกดิฉันตั้งใจว่าจะไปเอง แต่พอดีต้องไปติดต่อตัวแทนไร่ชาที่กรุงเทพฯ ด่วน”
       “ไม่เป็นไรครับ”
       “คุณจักรไปเตรียมตัวเถอะค่ะ เอารถที่คุ้มไปใช้ได้เลยนะคะ ฉันบอกชดไว้แล้ว”
       “ขอบคุณมากครับ...งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
       โฉมสุรางค์มองตามจักราไปจนลับสายตา รำพึงออกมาว่า
       “ข้าจะไม่ยอมปล่อยท่านกับดาเรศไว้ที่คุ้มสองต่อสองระหว่างที่ข้าไม่อยู่หรอก สินธุ”
       
       จักรานั่งอยู่บนเตียงในห้องพักที่คุ้ม กดโทรศัพท์หารชา
       “พี่รชาครับ...เมื่อกี้นี้ผมเจอคุณโฉม แต่ดูท่าทางเธอไม่มีอะไรผิดปกติเลย”
       รชารับสายอยู่ในบ้านพักที่รีสอร์ทนึกหวั่นใจ “ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ขนาดเมื่อคืนถูกแม่เฒ่าเล่นงานเอาปางตาย ก็ยังรอดไปได้...แกอยู่ที่นั่น ต้องระวังตัวให้มากนะไอ้จักร”
       “ไม่ต้องห่วงครับพี่รชา ช่วงนี้คุณโฉมกำลังจะลงไปกรุงเทพฯ ทางนี้ก็คงไม่มีอะไร”
       แววตารชาเป็นประกาย ยิ้มอย่างดีใจ “ถ้าคุณโฉมไม่อยู่ เราก็มีโอกาสเข้าไปหาหลักฐานในคุ้มน่ะสิ”
       “แต่ผมก็จะไม่อยู่เหมือนกันครับ คุณโฉมให้ผมไปเข้าอบรมแทนที่เชียงใหม่ 3 วัน”
       “เค้าคงกลัวว่าแกจะไปพบความลับอะไรเข้าน่ะสิ ถึงได้ส่งแกไปที่อื่นซะ แต่ไม่เป็นไร พี่กับแม่เฒ่าจะหาทางเข้าไปในคุ้มเองแล้วถ้ามีอะไร ก็ค่อยโทรติดต่อกันอีกที”
       รชากดวางสายด้วยสายตามุ่งมั่น
       
       โฉมสุรางค์เดินออกมาจากห้องรับแขก เห็นกระถินถืออุปกรณ์ กำลังเตรียมจะขึ้นไปทำความสะอาดบนเรือนใหญ่พอดี
       “กระถิน ไปตามเจ้าดาเรศมาหาฉันหน่อยซิ”
       “ค่ะ”
       
       โฉมสุรางค์เอ่ยขึ้นทันทีที่เจ้าดาเรศเดินเข้ามา
       “วันนี้แม่จะลงไปทำธุระที่กรุงเทพฯ...”
       เจ้าดาเรศดีใจ รีบร้องขอไปด้วย
       “ให้ดาไปด้วยนะคะ ดาอยากไปกับคุณแม่ อยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ทำอะไร”
       โฉมสุรางค์ปฏิเสธเสียงแข็ง
       “ไม่ได้ เธอต้องดูแลที่นี่แทนแม่” โฉมสุรางค์จ้องหน้าจ้องตาสั่งอย่างเด็ดขาด “สามวันที่แม่ไม่อยู่ ห้ามออกไปที่ไหนเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”
       เจ้าดาเรศหน้าม่อย จำยอมรับคำ “ค่ะคุณแม่”
       
       เจ้าดาเรศกลับเข้าห้อง บ่นออกมาให้กระถินฟังด้วยความน้อยใจ
       “ไม่เข้าใจเลยกระถิน ทำไมคุณแม่ถึงไม่ยอมให้ฉันไปกรุงเทพฯ ด้วย...ฉันอยากไปไหนมาไหนกับคุณแม่ เหมือนกับแม่ลูกคู่อื่นๆเค้าบ้าง”
       กระถินกำลังทำความสะอาดห้องอยู่ มองมายังเจ้าดาเรศอย่างเห็นใจ พูดปลอบขวัญ
       “คงเป็นธุระสำคัญมั้งคะ ปกติคุณโฉมจะไม่ยุ่งกับเรื่องธุรกิจเลย มีอะไรก็ให้ผู้จัดการคนเก่าจัดการให้ตลอด”
       เจ้าดาเรศคิดตาม พยายามปลอบใจตัวเอง
       “นั่นสินะ สงสัยคราวนี้คงจะเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ”
       
       ฝ่ายกระถินถือไม้กวาด เปิดประตูเข้าไปในห้อง กำลังจะลงมือทำความสะอาด เห็นโทรศัพท์โฉมสุรางค์วางอยู่บนหัวเตียง
       “ว้าย คุณโฉมลืมโทรศัพท์ไว้แน่ๆเลย..ทำไงดีเนี่ย”
       
       กระถินเข้ามาในห้องนอนเจ้าดาเรศ ส่งโทรศัพท์ของโฉมสุรางค์ให้
       เจ้าดาเรศรับมาอย่างตกใจ “ตายจริง คุณแม่ไปเรื่องงานซะด้วยสิ ถ้าไม่มีโทรศัพท์ ต้องแย่แน่ๆเลย”
       “งั้นเราจะทำยังไงกันดีล่ะคะ”
       เจ้าดาเรศมองโทรศัพท์อย่างตัดสินใจ
       
       เจ้าดาเรศถือโทรศัพท์มือถือของโฉมสุรางค์ เดินแกมวิ่งไปที่รถอย่างรีบร้อน สั่งนายชดซึ่งกำลังทำความสะอาดรถคันอื่นๆ อยู่
       “ลุงชด ไปเปิดประตูให้ดาด้วยค่ะ”
       “ครับๆ”
       นายชดเดินไปเปิดประตู เจ้าดาเรศขึ้นรถ แล้วสตาร์ทเครื่องขับออกไป
       
       เจ้าดาเรศขับรถมาตามถนนในคุ้มอย่างรีบร้อนด้วยกลัวตามโฉมสุรางค์ไปไม่ทัน อยู่ๆ รถก็ดับ
       “อ้าว ดับไปซะงั้น...คนยิ่งรีบๆ อยู่”
       เจ้าดาเรศพยายามสตาร์ทรถอยู่หลายที แต่ก็ไม่ติด พอดูที่หน้าปัดก็รู้ว่าน้ำมันหมด
       “ห๊ะ น้ำมันหมด”
       
       จักราขับรถออกมาพอดี มองไปเห็นรถจอดขวางอยู่ และเจ้าเจ้าดาเรศกำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดเปิดประตูรถออกมา จักราจอดรถ ลงไปหาทันที
       “คุณดา มีอะไรหรือเปล่าครับ”
       เจ้าดาเรศหงุดหงิดตัวเอง “ดาจะรีบเอาโทรศัพท์ไปให้คุณแม่ที่สนามบิน แต่พอดีรถน้ำมันหมดน่ะค่ะ”
       จักราอาสาอย่างเต็มใจ
       “งั้นไปรถผมมั้ยครับ ผมกำลังจะไปเชียงใหม่ ยังไงก็ต้องผ่านสนามบินอยู่แล้ว”
       หญิงสาวมีท่าทีเกรงใจแต่ก็รีบเกินกว่าจะปฏิเสธ
       “ขอบคุณค่ะ ดาคงต้องรบกวนแล้วนะคะ”
       “ไม่รบกวนเลยครับ เชิญคุณดาเลยครับ”
       เจ้าดาเรศหันไปบอกนายชดที่เดินแกมวิ่งเข้ามาดูเหตุการณ์พอดี
       “ลุงชดช่วยจัดการรถคันนี้ให้ด้วยนะคะ”
       จักราเปิดประตูให้ดาเรศก้าวเข้าไปนั่งข้างคนขับ ก่อนจะขับรถเลี่ยงรถดาเรศออกไป
       
       รถคันนั้นแล่นมาตามถนนด้วยความเร็วและแรง โฉมสุรางค์ขับรถมือข้างหนึ่งจับพวงมาลัยรถ อีกข้างจับกุมเหรียญท้าวเวสสุวัณที่สวมไว้ที่คอแน่น หวนนึกไปถึงเรื่องที่บันดาสาอธิบายเมื่อคืนนี้
       
       โดยภายในกระท่อมตอนนั้น บันดาสาพูดอย่างช้าๆ
       “แม่หญิงต้องไปนั่งกรรมฐานสามวันสามคืนที่ถ้ำน้ำลอด ซึ่งเป็นประตูมิติไปสู่ป่าหิมพานต์ และถอดจิตไปรอเก็บดอกปาริชาติที่จะร่วงลงมาเพื่อเอาไปให้สินธุดม จากนั้นก็นำเหรียญท้าวเวสสุวัณ ซึ่งเป็นวัตถุจากอดีต ไปคล้องคอสินธุ...แล้วสินธุก็จะระลึกชาติได้ตามที่แม่หญิงปรารถนา”
       “แค่นี้น่ะรึ”
       “ใช่ แต่ระหว่างนั่งกรรมฐาน แม่หญิงต้องระวังไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวนเป็นอันขาด ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตใจ ไม่เช่นนั้น ดวงจิตของแม่หญิงจะกลับเข้าร่างไม่ได้ ซึ่งจะมีอันตรายถึงชีวิต”
       คิดขึ้นมาแล้ว โฉมสุรางค์บอกตัวเองอย่างมุ่งมั่น
       “สินธุ ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านจดจำเรื่องราวในอดีตของเราได้”
       โฉมสุรางค์เร่งความเร็วของรถขึ้นไปอีก
       
       รถของจักราแล่นไปด้วยความเร็ว สองคนแลเห็นรถโฉมสุรางค์แล่นนำหน้าอยู่ไกลๆ
       “นั่นไงคะ รถคุณแม่...ตามไปเลยค่ะคุณจักร”
       จักราเห็นรถโฉมสุรางค์เลี้ยวจากถนนใหญ่เข้าไปตามทางแยกซึ่งเป็นทางลูกรังก็แปลกใจ
       “เอ๊ะ นั่นมันไม่ใช่ทางไปสนามบินนี่ครับ”
       เจ้าดาเรศเองก็แปลกใจ “แล้วคุณแม่จะไปไหน”
       จักราเลี้ยวรถตามรถโฉมสุรางค์ไป สายตาจับจ้องอย่างไม่ให้คลาดสายตา
       ลึกเข้าไปถนนยิ่งวิบาก ทางเป็นหลุมเป็นบ่อ และแคบลงเรื่อยๆ มีพุ่มไม้ระเกะระกะยื่นออกมาตลอดทาง แล้วรถจักราก็ตกหล่มอย่างแรง จนดาเรศแทบจะกระเด้งขึ้นจากเบาะ ทั้งๆ ที่คาดเข็มขัดนิรภัยไว้แล้ว จักราเอามือกันเจ้าดาเรศเอาไว้โดยอัตโนมัติ
       เจ้าดาเรศตกใจ “โอ๊ย”
       “เป็นอะไรมั้ยครับคุณดา”
       “ไม่เป็นไรค่ะ...เกิดอะไรขึ้นคะ”
       จักราบอกอย่างทดท้อปนเซ็ง “รถเราตกหล่มน่ะครับ”
       จากนั้นจักราถอดเข็มขัดนิรภัย หันมาบอกเจ้า
       “คุณดามาจับพวงมาลัยไว้หน่อยนะครับ ผมจะลงไปเข็นเอง”
       จักราเปิดประตูลงจากรถไป
       
       ฝ่ายโฉมสุรางค์ขับรถมาตามทางจนเกือบจะสุดถนน แล้วจึงหักเลี้ยวเข้าไปในทางเล็กๆ ที่มีพงหญ้าและพุ่มไม้บังไว้จนสังเกตแทบไม่เห็น เธอจอดรถไว้หลังพุ่มไม้หนาทึบที่อยู่ลึกเข้าไปอีก ก้าวลงมา ก่อนจะเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าลึก เห็นต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาทึบ แสงสว่างส่องผ่านน้อยลง
       ตามทางไปถ้ำน้ำลอดอีกมุมหนึ่ง ชายชาวบ้านมีตะกร้าสะพายบนหลัง ในตะกร้ามีของป่า เห็ด หน่อไม้ สมุนไพรฯลฯ อยู่เต็ม กำลังจะเดินออกจากป่า หันมาเห็นโฉมสุรางค์เดินสวนเข้าไปในป่า ชาวบ้านมองตาโต
       “โค๊ะ ฮั้นมันคนกะว่านางไม้นิ” ชาวบ้านแปลกใจ ใช้มือขยี้ตาตัวเองอีกครั้ง อย่างไม่เชื่อสายตา
       
       จักราขับรถมาจนสุดถนนชนกับชายป่าไม่มีทางไปต่อ เขาดับเครื่อง ลงจากรถ เจ้าดาเรศเปิดประตูตามลงมาอย่างงงๆ ปนแปลกใจ
       “นี่เราตามมาจนสุดทางแล้วนะคะ แล้วคุณแม่หายไปไหนได้ยังไง”
       จักราไม่อยากเชื่อ “ระหว่างทางก็ไม่เห็นมีแยกไปทางอื่น”
       “แล้วคุณแม่จะขับรถไปทางไหนได้ล่ะคะ ทางก็ไปต่อไม่ได้แล้ว”
       จักราและเจ้าดาเรศมองซ้ายมองขวาอย่างสำรวจ ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปต่อ หรือจะกลับกันดี
       กระทั่งจักรามองไปทางหนึ่ง เขาสังเกตเห็นรอยยางรถที่ตนขับมาแล้วนึกอะไรออก จึงลองเดินย้อนออกไปตามทาง เจ้าดาเรศเดินตามไปด้วยอย่างสงสัย
       “คุณจักราจะไปไหนคะ”
       จักรามองไปที่ถนน เห็นรอยยางรถต่างไปจากรอยแรก หายเข้าไปในพงหญ้าและพุ่มไม้ข้างทาง
       “มีรอยล้อรถเข้าไปทางนั้น”
       จักราเดินตามรอยไปเรื่อยๆ
       เจ้าดาเรศเดินตามจักราไปจนเห็นรถที่มีผ้าสีเขียวคลุมไว้จอดอยู่หลัง พุ่มไม้ สองมองหน้ากันอย่างคาดไม่ถึง จักราตัดสินใจตวัดผ้าคลุมรถออก พบว่าเป็นรถโฉมสุรางค์ เจ้าดาเรศไม่อยากเชื่อสายตา
       “รถคุณแม่!”
       จักราอึ้งไป ก่อนจะมองไปเห็นชายชาวบ้าน เดินลัดเลาะออกมาจากราวป่า สองคนรีบเข้าไปหา
       “สวัสดีครับลุง ลุงเห็นผู้หญิงคนนึงแถวๆ นี้บ้างไหมครับ”
       “ตึงสูงตึงงามแม่นก่อ”
       เจ้าดาเรศดีใจ “ใช่ค่ะ ใส่ชุดสีขาวๆ”
       ชาวบ้านบุ้ยหน้าไปทางที่เห็นโฉมสุรางค์เดินหายเข้าไป
       “เตียวเข้าไปในป่าตางปุ้นแหน่”
       เจ้าดาเรศทั้งตกใจและแปลกใจ “เข้าไปในป่าเหรอคะ”
       จักรารู้สึกตงิดในใจขึ้นมา
       “เรารีบตามไปเถอะครับ” เขาหันมาทางชาวบ้าน “ขอบคุณนะครับลุง”
       
       ภายในถ้ำน้ำลอดแห่งนี้ มีลำธารไหลลอดจากภูเขาไปทะลุออกยังอีกด้านหนึ่งอันเป็นที่มาของชื่อ ความชื้นที่สั่งสมมานานทำให้เกิดหินงอกหินย้อยสวยงาม ระยิบระยับราวกับผลึกเพชร บรรยากาศในถ้ำเงียบสงบสงัด ในแสงสลัวๆ มีหมอกควันบางๆ ลอยอ้อยอิ่งวนไปมา ดูลึกลับ
       โฉมสุรางค์เดินมาหยุดตรงแท่นหินริมลำธารกลางถ้ำ ก้าวขึ้นไปนั่งขัดสมาธิ ด้วยใจแน่วแน่
       “เพื่อไม่ให้มีสิ่งใดล่วงล้ำเข้ามารบกวนร่างของแม่หญิงระหว่างนั่งกรรมฐาน...แม่หญิงจะต้องเสกป่าอาคมล้อมถ้ำไว้”
       โฉมสุรางค์พนมมือท่องคาถา ก่อนจะหยิบกิ่งไม้หลายกิ่งปักรอบตัวเป็นวงกลม แล้วเป่ามนต์
       ส่วนนอกถ้ำทำพิธี ต้นไม้ในป่าค่อยๆ เคลื่อนที่ ใบไม้แปรเปลี่ยนเป็นเหมือนต้นเดียวกันทั้งป่า
       “ไม่ว่าคนหรือสัตว์ที่หลงเข้าไปในป่าอาคม จะไม่มีทางพบถ้ำเป็นอันขาด”
       
       โฉมสุรางค์หลับตานิ่งจนจิตว่าง สักครู่นั้นเอง อนิลทิตา ในอาภรณ์สตรีเขมรโบราณก็ลุกขึ้นออกจากร่างนั้น หายวับไป

AppleBEE (Member)

อนิลทิตา ตอนที่ 8
       
       อนิลทิตาปรากฏร่างขึ้น ณ ป่าหิมพานต์ ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์เฉกเช่นเดียวกับป่าในแดนมนุษย์ เช่น ต้นกล้วย ต้นรัง ต้นไผ่ แต่ทว่าทุกต้นดูสวยงามวิจิตรยิ่งนัก นอกจากนี้ยังมีต้นไม้แปลกประหลาดในตำนาน โดยเฉพาะนารีผลที่มีผลเป็นหญิงสาว และมีวิทยาธรหลายตน เหาะลอยลงมาเก็บนารีผลที่แก่จัดไป
       
       เมื่อเดินผ่านต้นไม้เหล่านี้ ลึกเข้าไปด้านใน อนิลทิตาก็แลเห็นต้นปาริชาติ ยืนต้นสูงใหญ่เรืองแสงสีทองระยิบระยับสวยงามจับตาอยู่ บนต้นมีดอกปาริชาติสีแดงอยู่เพียงดอกเดียว แม้จะยังไม่เบ่งบานแต่ก็มีรัศมีสีแดงเด่นออกมา
       อนิลทิตาเดินมาหยุดยืนใต้ต้นปาริชาติ แหงนหน้ามองอย่างพอใจ แล้วลงนั่งสมาธิใต้ต้นปาริชาตินั้น ตั้งมั่นในสมาธิ ใบหน้าสงบงาม นางสำรวมจิตอธิษฐานเพื่อให้ดอกปาริชาติร่วงหล่นลงมาสู่มือ
       
       ทางด้านจักรากับเจ้าดาเรศเดินไปตามรอยทางในป่า โดยไม่รู้ว่าที่นี่เป็นป่าอาคม สองคนประหลาดใจเมื่อเหลียวมองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้เหมือนๆ กันไปหมด และต้นไม้เหล่านั้นยืนต้นสูงตระหง่านน่ากลัว ไม้เถาและหญ้าขึ้นรกเรื้อหน้าทึบ มีเพียงรอยทางเล็กๆ พอเดินได้
       “ป่ารกขนาดนี้ คุณแเม่เดินเข้ามาคนเดียวได้ยังไงนะ” ในใจเจ้าดาเรศเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
       “ที่จริง คุณโฉมเข้ามาก่อนเราไม่นาน น่าจะทิ้งร่องรอยอะไรไว้บ้างนะครับ”
       “นั่นสิคะ แต่นี่เหมือนกับว่าไม่เคยมีใครเดินผ่านมาก่อนเลย”
       เจ้าดาเรศมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกหวั่นใจ
       “ป่านี้มันแปลกๆยังไงก็ไม่รู้นะคะ ดายังไม่ได้ยินเสียงนกเสียงแมลงอะไรเลย เหมือนไม่มีชีวิต...น่ากลัวจังค่ะ”
       จักราเองก็รู้สึกถึงความน่ากลัว และผิดปกติของป่านี้ แต่ไม่อยากพูดให้เจ้าดาเรศใจเสีย
       
       สองคนเดินมาจนรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรง จักราแหงนดูดวงอาทิตย์ที่ยังแผดแสงแรงกล้าของเวลาบ่ายแก่ๆ เมื่อหันมามองเจ้าดาเรศเห็นท่าทางหมดแรง จึงชวนพักเอาแรง
       “ผมว่าเราพักกันก่อนเถอะครับคุณดา ไปนั่งที่ใต้ต้นไม้โน่นดีกว่า”
       เจ้าดาเรศพยักหน้าตกลง เดินตามจักราไปพักใต้ต้นไม้ใหญ่ทั้งคู่นั่งบนรากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นดินออกมา
       “เราจะเอายังไงต่อดีคะ คุณจักร เดินมาตั้งนานแล้วยังไม่เจอคุณแม่เลย”
       จักรามองเจ้าดาเรศอย่างเป็นห่วง
       “นี่บ่ายมากแล้ว เรากลับกันก่อนเถอะครับ ถ้าค่ำจะลำบากกว่านี้”
       “แล้วคุณแม่ล่ะคะ”
       จักราอึ้งไปนิดหนึ่ง ตอบด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ
       “คุณโฉมอาจจะออกจากป่าไปแล้ว หรือไม่ เราก็อาจจะตามมาผิดทาง”
       “แล้วถ้าคุณแม่ยังไม่ออกไปล่ะคะ”
       “เราก็คงต้องจ้างพรานมานำทาง พวกนั้นเชี่ยวชาญเส้นทางในป่าดี น่าจะช่วยเราตามหาคุณโฉมได้”
       
       จักรากับดาเรศเดินไปเรื่อยๆ ท่าทีของสองคนเหนื่อยล้าอ่อนแรงลงมาก สุดท้ายเจ้าดาเรศหมดแรงเดินไปสะดุดรากไม้เกือบจะหกล้ม ดีที่จักราประคองไว้ทัน แต่แว่นกันแดดของเธอตกลงที่พื้นโดยไม่รู้ตัว เจ้าดาเรศเดินต่อไปสักครู่ จะหยิบแว่นมาใส่กันแดด จึงพบว่าไม่มี
       “คุณจักรคะ”
       เจ้าดาเรศหยุดเดิน สอดสายตามองหาแว่น จักรามองอย่างแปลกใจ
       “อะไรครับคุณดา”
       “แว่นดาหายค่ะ สงสัยคงจะตกเมื่อกี้”
       เจ้าดาเรศหันกลับไปที่เดิม แทบจะพูดไม่ออก สายตาที่เพ่งมองต้นไม้รายรอบเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
       เจ้าดาเรศพูดออกมาน้ำเสียงสั่นสะท้านด้วยความกลัว “คุณจักรคะ”
       “มีอะไรครับคุณดา”
       เจ้าดาเรศเดินกลับมายังจุดที่เดินสะดุดรากไม้ จักราเดินตามมา
       “เมื่อกี้ดา...สะดุดรากไม้แล้วทำแว่นตก...ตรงนี้...” เธอชี้มือตรงจุดที่สะดุด
       จักรามองแต่ไม่พบอะไร “ไม่มีนี่ครับ”
       เจ้าดาเรศกลัวจับใจจนแทบจะร้องไห้ “มันหายไป รากไม้ที่อยู่ตรงนี้ก็หายไปด้วย”
       “คุณดาอาจจะเหนื่อยจนตาฝาดก็ได้”
       “ไม่ค่ะ ดาตาไม่ฝาดแน่ๆ ดาสะดุดรากไม้เกือบจะหกล้ม แล้วคุณจักรยังช่วยจับดาไว้เลย”
       “งั้น...เราลองมาดูกันอีกที”
       จักราจับมือเจ้าดาเรศไว้ อีกมือหักกิ่งไม้ที่อยู่ข้างทางโยนไว้ตรงหน้าเพื่อเป็นเครื่องหมาย แล้วหันหลังกลับก่อนจะเดินไปข้างหน้า
       “เดี๋ยวเราลองเดินไปอีกสิบก้าวแล้วหันกลับไปดูพร้อมกันนะครับ”
       สองคนออกเดินไปอีกสิบก้าวแล้วหยุดมองหน้ากัน เจ้าดาเรศบีบมือจักราแน่นอย่างหวาดกลัว จักราพยักหน้าให้สัญญาณ
       ทั้งคู่หันหลังกลับไปดูพร้อมๆ กัน พบว่าป่าด้านหลังเปลี่ยนไปจากเดิมราวกับไม่ใช่ที่เดียวกัน กิ่งไม้ที่โยนไว้เป็นเครื่องหมายก็หายไปด้วย
       จักรากับเจ้าดาเรศหน้าถอดสี ตกใจสุดขีด มองหน้ากันอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น
       “นี่มันอะไรกันคะ”
       จักราหวั่นใจ “มันต้องไม่ใช่ป่าธรรมดาแน่ๆ เราต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด”
       เจ้าดาเรศเองเริ่มไม่แน่ใจว่าจะออกไปได้อย่างไร “ทางเปลี่ยนไปหมดแล้ว เราจะออกไปได้ยังไงคะ”
       “ต้องได้สิครับ ตอนบ่ายที่เราเข้ามาในป่า พระอาทิตย์อยู่ข้างหลังเรา ถ้าเราจะออกจากป่า เราก็ต้องเดินตามพระอาทิตย์ไปเรื่อยๆ”
       เจ้าดาเรศฮึด พยักหน้ารับ พยายามจ้ำตามจักราต่อไปราวกับเป็นเครื่องจักรโดยไม่ปริปากบ่นจนก้าวเดินต่อ ไปไม่ไหว ร่างของเธอล้มลงไปกับพื้น
       
       ฝ่ายรชาอยู่ในห้องทำงานที่เมาน์เทนรีสอร์ท และกดโทรศัพท์หาจักรา เพื่อจะถามว่าถึงเชียงใหม่เรียบร้อยดีมั้ย แต่โทร.เท่าไหร่ก็ติดต่อไม่ได้ รชาพยายามกดโทร.หาจักราอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีสัญญาณ
       “ไอ้จักรไปประชุมที่เชียงใหม่ แต่ทำไมไม่มีสัญญาณ”
       รชาครุ่นคิด
       “ไอ้จักรไม่อยู่ คุณโฉมก็ไม่อยู่ เป็นโอกาสดีของเราแล้วล่ะ”
       รชาเปิดลิ้นชักหยิบปืนออกมา เหน็บไว้ด้านหลังแล้วก้าวออกจากห้องไป
       
       เวลาผ่านไป แลเห็นแสงตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าไปเต็มที แต่จักราและดาเรศยังคงหลงอยู่ในป่าอาคม ทั้งสองคนพยายามเดินตามแสงตะวัน ในสภาพร่างกายอันเหนื่อยล้า เจ้าดาเรศอ่อนแรงจนแทบจะก้าวขาไม่ไหว จนจักราเข้ามาประคอง
       “แข็งใจหน่อยนะครับ เรามีเวลาเหลืออีกไม่มากก่อนพระอาทิตย์จะตก”
       เจ้าดาเรศฝืนตัวเองให้ลุกขึ้น จักราโอบเอวพยุงไว้ พยายามเดินไปได้อย่างช้า จนแลเห็นแสงอาทิตย์แสงสุดท้ายดับวูบลงไปต่อหน้าต่อตา
       เจ้าดาเรศฝืนตัวเองต่อไปไม่ไหว หมดแรงล้มลงกับพื้นอีกครั้ง
       “ที่นี่มันคืออะไรกันแน่คะ ทำไมเราถึงหาออกไม่ได้ซะที” เจ้าดาเรศเริ่มหมดหวัง “เราจะต้องตายอยู่ในป่านี้ใช่มั้ยคะคุณจักร”
       เจ้าดาเรศน้ำตาไหล จักรารวบตัวดาเรศมากอดปลอบขวัญ ทั้งสงสารและพร้อมจะปกป้องภัยร้าย
       
       ที่คุ้มเชียงแมนค่ำแล้ว ขณะที่กระถินเดินมาถึงหน้าห้องดาเรศ และเคาะประตูเรียกให้ไปทานมื้อค่ำ
       “เจ้าคะ อาหารเย็นเรียบร้อยแล้วค่ะเจ้า”
       แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
       กระถินเรียกอีก “เจ้าคะ เจ้าอยู่ไหมคะ”
       เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ กระถินจึงเอาหูแนบประตูฟังข้างใน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไร ลังเลอยู่พักหนึ่ง จึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป พบว่าประตูไม่ได้ล็อค
       กระถินเดินเข้าไปในห้อง แต่มองหาจนทั่วห้อง แต่ไม่เห็นแม้เงาของเจ้าดาเรศ
       
       กระถินเดินลงจากเรือนออกมาที่หน้าคุ้ม มองซ้ายมองขวา ตามหาเจ้าดาเรศ
       “เจ้าหายไปไหนนะ เดินหาจนทั่วคุ้มแล้วก็ไม่เจอ เอาไงดีเนี่ย”
       กระถินคิดได้ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์หา เสียงโทรศัพท์ตอบรับกลับมาว่า “ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก”
       “เจ้าไม่เคยหายไปแบบนี้เลย ติดต่อก็ไม่ได้ เจ้าไปอยู่ที่ไหนนะ” กระถินเป็นห่วงจนวิตกจริต “หรือว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
       กระถินหันรีหันขวางอย่างกระวนกระวาย สุดท้ายคิดอะไรขึ้นมาได้
       “เอ๊ะ...หรือว่า...”
       กระถินรีบเดินไปทางหลังคุ้มทันที
       
       กระถินเดินมาตามทาง มองซ้ายมองขวาเข้าไปในสวนหลังคุ้ม ได้ยินเสียงใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ ก็ตกใจ หันขวับกลับไปดูข้างหลัง แต่ก็ไม่เห็นอะไร แต่พอหันกลับมาก็ชนเข้ากับไอ้โล้นจังๆ กระถินตกใจรีบผละออกจากมัน
       ไอ้โล้นดุ “จะไปไหน”
       กระถินไม่กลัว “ฉันจะไปตามหาเจ้าดาเรศ เจ้าหายไปจากคุ้ม...ถอยไป”
       “ทางนี้ไปไม่ได้”ไอ้โล้นเสียงแข็ง
       กระถินชักโมโห “ไอ้โล้น ฉันบอกให้ถอยไป”
       “ไม่ ยังไงก็เข้าไปไม่ได้”
       “พูดไม่รู้เรื่องหรือไง ฉันบอกว่าฉันจะไปตามหาเจ้าดาเรศ...ถ้าเจ้าเป็นอะไรไปแกจะทำยังไงรับผิดชอบไหวมั้ยล่ะ”
       “ฉันไม่รู้ นายสั่งไว้ ฉันก็ต้องทำ”
       ไอ้โล้นยืนจังก้าขวางทางกระถินไว้
       กระถินถามเสียงเข้ม “จะถอยหรือไม่ถอย”
       “ไม่”
       ไอ้โล้นพูดยังไม่ทันขาดคำ กระถินก็ก้มลงเอามือกำฝุ่นดินก่อนจะลุกขึ้นปาใส่หน้าโล้น
       “โอ๊ย”
       ไอ้โล้นร้องลั่น ผงะหงาย ฝุ่นเข้าตา ลืมตาไม่ได้ มันรีบเอามือปัดฝุ่นออก กระถินรีบวิ่งปรู๊ดออกไปลิบตาแล้ว
       กระถินมองเห็นแสงไฟวอมแวมเบื้องหน้าจึงรีบวิ่งไปตามแสงนั้นอย่างว่องไว
       
       ฟากบันดาสาผสมยาป้อนไอ้พันอยู่ในกระท่อม
       “เจ้า...กินยาหน่อยนะ เผื่อมันจะช่วยให้ความจำของเจ้ากลับคืนมาได้”
       ไอ้พันส่ายหน้าหนี “ไม่ๆๆๆๆๆ ขมๆๆๆๆๆๆ”
       “กินยาเสร็จแล้วข้าจะให้กินขนมหวานๆนะ กินยาขมนิดเดียว”
       ไอ้พันลังเล ในที่สุดก็ยอม
       บันดาสาป้อนยาจนหมด ไอ้พันทำหน้าเบ้ พยายามกลืนยาจนหมด บันดาสาหยิบขนมใส่ไส้ส่งให้ ไอ้พันแกะห่อขนมกินขนมอย่างเอร็ดแอร่ม บันดาสาได้ยินเสียงเรียกดังเข้ามา
       “ยายจ๊ะ ยายอยู่ไหมจ๊ะ”
       บันดาสาหันไปสั่งไอ้พันแล้วรีบลุกไปดู
       “เจ้าเงียบๆ ก่อนนะ เดี๋ยวข้าจะไปดูว่าใครมา”
       
       บันดาสาเปิดประตูออกมา เห็นกระถินยืนอยู่หน้ากระท่อม
       “นั่นใครน่ะ
       กระถินยืนหอบ
       “ฉันชื่อกระถินจ้ะ เป็นคนของคุ้มเชียงแมน เจ้าดาเรศมาที่นี่หรือเปล่าจ๊ะ”
       พอบันดาสาได้ยินว่ากระถินมาตามหาเจ้าดาเรศก็ตกใจ รีบก้าวไปหาด้วยท่าทางร้อนใจมาก
       “เจ้าไม่ได้มาที่นี่ ทำไมรึ เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”
       “เจ้าหายตัวไป ฉันหาจนทั่วคุ้มแล้วก็ไม่เจอ ฉันเห็นเจ้าชอบมาหายายที่นี่ ก็เลยลองมาตามดู”
       บันดาสาตกใจมาก “เจ้าหายตัวไป หายไปได้ยังไง ตั้งเมื่อไหร่”
       “ตั้งแต่สายๆแล้วล่ะจ้ะ เจ้าบอกว่าจะเอาโทรศัพท์ตามไปให้คุณโฉม แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่กลับ”
       บันดาสาหน้าเสียด้วยความหวั่นกลัว ตระหนักชัดว่าลูกสาวหลงวนอยู่ในป่าอาคมแน่แท้
       
       กระถินกลับไปแล้ว บันดาสาร้อนใจพูดปรับทุกข์อยู่กับไอ้พัน
       “เจ้า ข้าจะทำยังไงดี ลูกเราตามแม่หญิงเข้าไปในป่าอาคม ตอนนี้คงหลงอยู่ในป่ามนต์ของแม่หญิง ใครที่เข้าไปในป่านั้นต้องตายแน่ๆ ไม่มีทั้งน้ำ ไม่มีทั้งอาหาร เส้นทางวนเวียนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ลูกเราต้องติดอยู่ในป่าจะออกมาได้ยังไง”
       ไอ้พันนิ่งฟังแม้จะไม่เข้าใจ แต่รับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงของหญิงชราที่มีต่อเจ้าดาเรศ
       
       บันดาสาครุ่นคิดหนักว่าจะช่วยเจ้าดาเรศได้ยังไง



ค่ำมากแล้ว สองคนยังคงหลงอยู่ในป่าอาคม เวลานี้จักรากับเจ้าดาเรศนั่งอยู่ข้างๆ กัน เบื้องหน้ามีกองไฟเล็กๆ ที่จักราก่อและคอยเติมฟืนให้ไฟลุกอยู่เสมอ
       
       จักราเหลียวมองเจ้าดาเรศด้วยความรู้สึกสงสารและเห็นใจ เจ้าดาเรศหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แต่พบว่าไม่มีสัญญาณ
       “โทรศัพท์ดาไม่มีสัญญาณเลยค่ะ”
       จักราหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาดู ก็เห็นว่าไม่มีสัญญาณเหมือนกัน
       “ของผมก็ไม่มีเหมือนกัน”
       จักรามองเจ้าดาเรศอย่างห่วงใย
       “คุณดาอดทนหน่อยนะครับ ในป่านี้ไม่มีอะไรที่กินได้เลย แม้แต่น้ำซักหยด”
       “ดาทนได้ค่ะ แต่ดาเป็นห่วงคุณแม่ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง”
       จักราตอบอย่างระมัดระวังท่าทีและคำพูด
       “คุณโฉมตั้งใจมาที่นี่ แสดงว่าท่านน่าจะรู้จักป่านี้ดี”
       “ดาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคุณแม่มาทำอะไรที่นี่”
       จักราพูดไม่ออก และไม่สามารถพูดในสิ่งที่สงสัยให้เจ้าดาเรศฟังได้
       “ไม่มีใครตอบได้หรอกครับนอกจากตัวคุณโฉมเอง...แต่ตอนนี้คุณดาอย่า เพิ่งคิดอะไรมากเลยนะครับ พักผ่อนก่อนดีกว่า พรุ่งนี้จะได้มีแรงเดินต่อ”
       ลมพัดมาวูบหนึ่ง อากาศหนาวเย็น เปลวไฟที่อยู่ตรงหน้าสะบัดตามแรงลม เจ้าดาเรศนั่งกอดเข่าห่อกายด้วยความหนาว เธอมองจักราด้วยความเชื่อมั่น ก่อนจะพยักหน้ารับและซบหน้าลงกับเข่าตัวเอง หลับตาอย่างอุ่นใจที่มีเขาอยู่ข้างๆ
       จักรามองเจ้าดาเรศชั่วครู่ ก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ
       “ขอโทษนะครับ”
       จักราถอดเสื้อแจ็คเก็ตของตนห่มให้เธอ
       “คุณจะได้อุ่นขึ้น” เขาบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
       เจ้าดาเรศพยักหน้ารับ ยิ้มบางๆ อย่างอุ่นใจ และเชื่อใจ
       
       ด้านอนิลทิตานั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นปาริชาติ ดวงหน้าผ่องใส ต้นปาริชาติเปล่งแสงเรืองรอง แต่ดอกปาริชาติกลับยังไม่คลี่กลีบบาน
       
       เหตุการณ์ที่คุ้มเชียงแมนค่ำวันเดียวกัน
       รชาขับรถมาจอดที่หลังคุ้ม เขาก้าวลงจากรถ แล้วปีนรั้วกระโดดเข้าไปด้านในอย่างคล่องแคล่ว แลเห็นแสงไฟวอมแวมเบื้องหน้า
       “พ่อเฒ่าบุญโฮมบอกว่าถ้ำอยู่ในป่าหลังคุ้ม คงไปทางนี้แหละ”
       รชาเดินตามแสงไฟนั้นไป
       
       ขณะที่กระถินเดินกลับจากกระท่อมบันดาสา มุ่งหน้ากลับคุ้ม พอมองออกไปก็เห็นเงาคนตะคุ่มๆ ของใครคนหนึ่ง กระถินหยิบท่อนไม้แถวนั้นมาถือไว้ในมือกระชับมั่น แอบหลบอยู่หลังต้นไม้ข้างทาง
       พอรชาเดินผ่านมาบริเวณต้นไม้ กระถินก็ฟาดไม้กระหน่ำลงไปเต็มแรง รชาหลบด้วยสัญชาตญาณนักกีฬา จึงโดนไม้ตีเฉี่ยวๆ ลำตัว
       รชาเอี้ยวตัวจับข้อมือคนฟาด แล้วบิดจนไม้หลุดจากมือ เขารวบตัวคนลอบทำร้ายไว้ได้
       “โอ๊ย ปล่อยฉันนะ แกเป็นใคร”
       กระถินตกใจ ดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดรชาพร้อมกับร้องโวยวาย และรชาจำเสียงได้
       “กระถิน นี่ผมเอง รชา”
       กระถินหยุดดิ้น รชาเอามือออก คลายอ้อมกอดลง กระถินหันไปแว้ดใส่ทันที
       “นี่คุณเข้ามาในคุ้มได้ยังไง แล้วมาทำอะไรที่นี่”
       “ผมก็...” รชาคิดหาข้อแก้ตัว “ผมมาหาไอ้จักร มันบอกว่าไปสัมมานาที่เชียงใหม่ แต่ผมโทร.ติดต่อมันไม่ได้”
       กระถินเถียง “ทำไมจะติดต่อไม่ได้ ไปแค่เชียงใหม่เอง”
       “ก็นั่นนะสิ ผมถึงได้มาที่นี่ไง กระถินพอจะรู้มั้ยว่ามีทางไหนอีกที่จะติดต่อไอ้จักรได้”
       กระถินครุ่นคิด
       
       รชาหลบรออยู่มุมลับตาหน้าเรือนใหญ่ คุ้มเชียงแมน กระถินเดินออกมาจากด้านใน ส่งบัตรเชิญเข้าร่วมอบรมที่โฉมสุรางค์ให้จักราไว้
       “ดีนะที่คุณจักรไม่ได้เอาบัตรเชิญไป”
       รชารับมาดู
       “ในนั้นมีที่อยู่และเบอร์โทร.ของโรงแรมที่จัดงานสัมมนา” กระถินบอก
       รชารีบกดเบอร์โทร.ไปที่โรงแรมในการ์ดนั้นทันที
       
       “สวัสดีดีครับ ลานนาบูทีคโฮเทลใช่ไหมครับ คือผมอยากทราบว่ามีแขกชื่อคุณจักรา พิชิตชัยมาสัมมนาแล้วเข้าพักที่โรงแรมหรือเปล่าครับ” รชารอสายครู่หนึ่ง “เหรอครับ... ครับ ขอบคุณครับ”
       รชาวางสาย หันมาบอกกระถินด้วยท่าทางเป็นกังวล
       “ไอ้จักรไม่ได้ไปเข้าสัมมนา...แล้วก็ไม่ได้เช็คอินที่โรงแรมด้วย
       รชาเริ่มเครียดว่าจักราหายไปไหน กระถินเองก็หวั่นใจเรื่องเจ้าดาเรศ
       “คุณจักรก็ไม่รู้ไปไหน ส่วนเจ้าดาเรศก็หายไป เราจะทำยังไงกันดี”
       
       กระถินร้อนรนใจคอไม่ดีไปหมด เดินเข้ามาในครัว ที่มี อิ่ม แอ๋ว และ อ๋อย อยู่ในนั้น ถามขึ้นว่า
       “มีใครเห็นเจ้าบ้าง”
       ป้าอิ่ม แอ๋ว อ๋อย มองหน้ากันเลิกลัก ส่ายหัว
       “ฉันไม่เห็นเจ้าตั้งแต่กลางวันแล้ว ทำไมเหรอ” แอ๋วถามกลับ
       “เจ้าหายไปน่ะสิ”
       สาม อ. พากันตกใจ
       อิ่มถามทันที “เจ้าหายไป หายไปไหน”
       กระถินเครียด “ถ้าฉันรู้แล้วฉันจะถามป้าเหรอ”
       อ๋อยจอมก๋ากั่นคิดในแง่ดี “เจ้าออกไปข้างนอกหรือเปล่านังกระถิน”
       “ถ้าออกไปก็น่าจะกลับมาได้แล้ว นี่มันก็มืดค่ำแล้ว”
       เหล่าคนใช้ สาม อ. ร้อนใจ
       นายชดที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินมาสมทบ
       กระถินหันไปเห็นรีบถาม “น้าชดเห็นเจ้ามั้ย”
       ชดคิดไปคิดมา แล้วคิดออก
       “อ๋อ...เจ้าออกไปกับคุณจักรตั้งแต่ตอนสายๆโน่น ยังไม่กลับมาอีกเหรอ”
       กระถินตกใจ
       “อะไรนะ! เจ้าไปกับคุณจักร คุณจักรก็ไม่ได้ไปเชียงใหม่ แล้วไปไหนกัน”
       กระถินกับเหล่าคนใช้เป็นห่วงจักรากับเจ้าดาเรศ
       
       ที่ป่าอาคม รอบกายสองคนมืดมิด มีเพียงแสงไฟที่ก่อไว้ให้แสงพอวับแวม
       เจ้าดาเรศนอนห่มเสื้อแจ็คเก็ตจักราหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน จักรามองคราบน้ำตาที่ใบหน้าเธอด้วยความสงสาร ค่อยๆ เอื้อมมืดไปเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน แล้วกอดร่างเจ้าดาเรศไว้อย่างปกป้อง และให้ความอบอุ่น
       ส่วนหน้าเรือนใหญ่ คุ้มเชียงแมน รชากดโทรศัพท์วุ่นอยู่ กระถินเฝ้ารอลุ้นอย่างกระวนกระวายใจ นั่งไม่ติดเช่นกัน รชาวางโทรศัพท์
       “ผมเช็คกับทางสถานีตำรวจ อนามัย แล้วก็โรงพยาบาลทุกแห่งแถบนี้แล้ว ยังไม่มีใครแจ้งอุบัติเหตุหรือแจ้งว่ามีคนตายเลย...อย่างน้อยก็ถือว่าเป็น ข่าวดีว่าสองคนนั้นยังไม่เป็นอะไร”
       กระถินยิ่งร้อนใจ “แล้วเราจะไปตามเจ้ากันที่ไหนดีคะ เจ้าไม่รู้จักใครที่นี่เลย...ป่านนี้จะไปอยู่ที่ไหน เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
       รชานิ่งคิดครู่หนึ่ง
       “ผมรู้แล้วล่ะว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากใคร”
       
       รชาพากระถินเดินมาถึงหน้ากระท่อมนายิกี กระถินมองรอบๆ อย่างไม่เชื่อใจนัก แต่ก็มีความหวัง
       “ที่นี่น่ะเหรอคะ แล้วเค้าจะช่วยเราตามหาเจ้ากับคุณจักราได้จริงๆ ใช่มั้ยคะ”
       รชาบอกอย่างมั่นใจ “ใช่...แม่เฒ่านายิกีเป็นคนเดียวที่ผมคิดว่าจะช่วยเราได้ในตอนนี้”
       
       แม่เฒ่านายิกีถามสองคนขึ้นทันทีที่ทั้งคู่เข้ามาในกระท่อม
       “ไอ้จักรกับดาเรศ ลูกสาวของนางโฉม หายตัวไปยังงั้นเหรอ”
       “ครับ ผมเลยมาขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า”
       นายิกีนิ่งคิด ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
       “เดี๋ยวข้าจะดูให้ว่ามันไปอยู่ที่ไหนกัน”
       กระถินดีใจ แทบจะปราดเข้าไปเขย่าตัวนายิกี
       “นี่แม่เฒ่าช่วยเราได้จริงๆใช่มั้ยจ๊ะ ขอบคุณมากนะจ๊ะแม่เฒ่าแม่เฒ่าช่วยดูให้ฉันหน่อยนะ”
       นายิกีหันไปจุดเทียนเล่มเขื่องหน้าแท่นบูชา แล้วนั่งสมาธิ ท่องมนต์
       ในเปลวเทียนนั้นเกิดเป็นภาพจักรานอนกอดเจ้าดาเรศอยู่ในป่า ที่ต้นไม้เหมือนๆ กันไปหมด นายิกีตกใจมาก
       “จักรากับลูกสาวนางโฉมหลงอยู่ในป่าอาคม”
       รชากับกระถินตกใจ
       “ป่าอาคม! คืออะไรจ๊ะ”
       นายิกีอธิบาย “ป่าอาคม เป็นป่าที่ถูกสร้างด้วยเวทมนต์ จากคนที่มีอาคม ใครที่หลงเข้าไปในป่านั้นจะหาทางออกไม่ได้ เดินวนเวียนอยู่ในนั้น จนอดข้าว อดน้ำตายไปในที่สุด”
       รชาร้อนใจ “แล้วเราจะทำยังไงกันดีครับ”
       นายิกีนิ่งคิด รู้วิธีแล้ว แต่ยังไม่บอกสองคน
       
       ข้างฝ่ายบันดาสาเป็นห่วงลูกมาก นางพาสังขารอันร่วงโรยเดินมาหยุดที่ทางเข้าป่าอาคม ในตอนเช้า ด้วยท่าทีกระวนกระวายใจ
       “เจ้าดาเรศ แม่จะช่วยลูกได้ยังไง ตอนนี้อาคมของแม่ก็เสื่อมสิ้นไปตั้งแต่วันที่แม่ให้กำเนิดเจ้า แต่ด้วยพลังความรักของแม่ แม่จะลองฟื้นอาคมอีกครั้งและหวังว่าจะช่วยลูกได้”
       บันดาสาลงนั่งขัดสมาธิ ปักกิ่งไม้ไว้ตรงหน้า พนมมือ ท่องคาถา แล้วเอื้อมมือไปถอนกิ่งไม้เบื้องหน้า
       ทว่า ที่ป่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างยังปกติเหมือนเดิม บันดาสารู้ว่าทำไม่สำเร็จ ก็ร้องไห้คร่ำครวญออกมา
       “แล้วข้าจะช่วยลูกได้ยังไง”
       
       เจ้าดาเรศรู้สึกตัว ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า พอรู้สึกตัวได้ว่าจักรากำลังนอนกอดตนอยู่ ก็รีบผละออกมาจนจักราสะดุ้งตื่นตาม
       “ขอโทษนะครับคุณดา เมื่อคืนผมเห็นคุณหนาว...”
       เจ้าดาเรศหน้าแดง รีบสวนขึ้น
       “ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ ดาต้องขอบคุณคุณจักรมากกว่า ถ้าไม่ได้คุณจักราดาคงหนาวตายไปแล้ว”
       เจ้าดาเรศมองจักราด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจที่มีจักราอยู่ข้างๆ
       “เราเตรียมตัวไปต่อกันเถอะครับ”
       ดาเรศยิ้ม ฮึดสู้
       
       เวลาผ่านไปอีกสักระยะ จักรากำผงดินอยู่ในมือข้างหนึ่ง แล้วโรยผงดินนั้นเพื่อสังเกตทิศทางลม ผงดินลอยปลิวหล่นไปตามแรงลมพัด
       เจ้าดาเรศมองอย่างสงสัย “คุณจักรทำอะไรคะ”
       “ผมลองหาทิศทางลมน่ะครับ เพราะปกติต้นลมจะเป็นที่โล่ง แล้วดินก็ลอยไปตามลมทางนั้น งั้นเราลองเดินไปทางต้นลมดูก็แล้วกันนะครับ เผื่อจะหาทางออกไปจากป่าได้...คุณดาอย่าเพิ่งหมดหวังนะครับ”
       เจ้าดาเรศยิ้มบางๆ ชื่นชมในความใจสู้ของจักรา พยักหน้ารับอย่างเชื่อมั่นในตัวผู้ชายคนนี้
       
       ฟากนายิกีเดินนำกระถินและรชาเข้ามาในป่า
       “ทั้งสองคนหายเข้าไปในป่านี่หรือครับแม่เฒ่า”
       “ใช่...เจ้าไปตัดกิ่งไผ่มาให้ข้าสองกิ่ง ข้าจะทำพิธีเปิดป่า”
       
       นายิกีสั่งพลางล้วงไปในย่ามหยิบมีดหมอออกมาส่งให้ รชารับมา แล้วเดินออกไปกับกระถิน แม่เฒ่าหันไปเตรียมการต่อ



ในขณะที่บันดาสาเดินวนไปวนมาอย่างกลัดกลุ้มว้าวุ่นใจอยู่นั้นเอง จู่ๆ หญิงชราก็ชะงัก เหมือนได้ยินเสียงบางอย่าง บันดาสาทรุดตัวลง เอาหูแนบกับพื้นฟังเสียงเคลื่อนไหวทันที
       
       “เสียงคนเดินนี่ ใครเข้ามาในนี้”
       บันดาสาลุกขึ้น เหลียวขวับไปมองที่ต้นเสียง เห็นจากไหลๆ ว่ารชากับกระถินกำลังเดินไปด้วยกันตรงมุมหนึ่ง ในมือของรชาถือกิ่งไผ่อยู่ บันดาสารีบสืบเท้าเดินตามไปโดยไม่ให้สองคนรู้ตัว
       
       รชากับกระถินเดินกลับมาหานายิกี
       “ได้แล้วครับกิ่งไผ่”
       “ปักกิ่งไผ่ให้ห่างกันช่วงแขนนึง”
       รชาทำตาม แล้วถอยออกมา นายิกีท่องคาถาเป่าไปที่มีดหมอแล้วใช้มีดฟันกิ่งไผ่ทั้งสองจนขาดสะบั้น ได้ยินเสียงต้นไม้ใบหญ้าเสียดสีกันเสียงดังสวบสาบ ต้นไม้ในป่าสั่นสะเทือน
       บันดาสาที่แอบดูอยู่ เขม้นมองด้วยความสงสัย
       “ใครกัน มีอาคมทำลายมนต์ของแม่หญิงได้”
       
       ส่วนภายในป่าหิมพานต์ ดอกปาริชาติบนต้น ค่อยๆ คลี่กลีบบานออกมา แต่ยังไม่บานเต็มที่ ร่างอนิลทิตานั่งอยู่ใต้ต้นปาริชาติ สะดุ้งขึ้นมาเฮือกหนึ่ง รับรู้ว่ามีคนทำลายป่าอาคมของตน อนิลทิตาเกือบจะหลุดจากสมาธิ แต่พยายามข่มใจไว้ ตั้งมั่นในสมาธิอธิษฐานต่อไปอีก
       
       รชากวาดมองไปในป่าอาคมอย่างตื่นตะลึง แลเห็นป่าอันกว้างใหญ่ มองทางไหนก็มีแต่ต้นไม้สุดลูกหูลูกตา
       รชายังคงกังวลอยู่ “ถึงทำลายอาถรรพ์ได้ แต่เราจะไปตามหาไอ้จักรกับคุณดาที่ไหนล่ะครับ”
       “ข้ามีวิธีก็แล้วกัน” แม่เฒ่าจอมอาคมบอก
       นายิกีท่องมนต์แล้วผิวปาก สักครู่เดียวเท่านั้นเองไก่ป่าตัวหนึ่งก็เดินมาหา นายิกีหยิบข้าวเปลือกออกมาจากย่ามแล้วเสก โปรยข้าวเปลือกไป ไก่ป่าจิกกินข้าวแล้วก็เดินมาหานายิกีโดยดี นายิกีลูบหัวไก่ แล้วสั่งว่า
       “เจ้าจงไปนำทางคนสองคนในป่านี้มาหาข้า”
       ไก่ป่าบินออกไป รชากับกระถินมองดูอย่างอัศจรรย์ใจ
       
       ทางด้านจักราให้เจ้าดาเรศขี่หลังพาเดินมาเรื่อยๆ ชายหนุ่มชะงักเพราะได้ยินเสียงต้นไม้ใบหญ้าเสียดสีกันเสียงดังสวบสาบ ก่อนจะเห็นต้นไม้ในป่าสั่นสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหว
       “เกิดอะไรขึ้นคะคุณจักร” เจ้าดาเรศตกใจ
       “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เราไปหาที่หลบก่อนดีกว่า”
       จักราหยุดให้เจ้าดาเรศลงจากหลัง แล้วพากันไปหลบอยู่ข้างๆ ก้อนหินใหญ่ ชายหนุ่มกอดปกป้องเจ้าไว้จนเสียงสงบลงถึงปล่อยตัวเธอออก
       ทั้งสองคนมองรอบตัวด้วยความตกใจที่เห็นป่าเปลี่ยนไปต่อหน้าต่อตา
       จักราและเจ้าดาเรศมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วมองไปเห็นไก่ป่าที่นายิกีส่งมา บินมาอยู่ตรงหน้า
       ทั้งคู่เพ่งมองไก่ป่าด้วยความแปลกใจ ก่อนจะหันมามองหน้ากันเองอย่างงุนงง
       “ไก่ป่า!”
       “นี่เป็นสัตว์ตัวแรกที่เราเจอตั้งแต่เข้ามาในป่าเลยนะครับ” จักราครุ่นคิด “มันต้องไม่ใช่ไก่ธรรมดาแน่ๆ”
       จักรามองหน้าเจ้าดาเรศอย่างให้กำลังใจ
       “ผมว่าเราตามไก่ไปดีกว่า เพราะสัตว์ที่เข้ามาในป่านี้ได้ มันก็ต้องออกไปได้”
       จักราจับมือเจ้าดาเรศให้เธอลุกขึ้น ก่อนจะค่อยๆ เดินนำ ย่องตามไก่ป่าไป
       ไก่ป่าหันหลังมาดูอย่างแสนรู้ พอเห็นทั้งสองคนตามมา ก็เดินลดเลี้ยวหนีไปเรื่อยๆ มีจักรากับดาเรศเดินตามไป
       
       สองคนเดินตามไก่ป่ามาเรื่อยๆ จนมาถึงต้นไม้สองต้นใหญ่ ไก่ป่าบินออกไประหว่างต้นไม้คู่นี้ จักรากับเจ้าดาเรศตามออกไป ไก่ป่าบินหายไป สองคนมองหาไก่ป่าบนต้นไม้แต่ก็ไม่เจอ
       “หายไปไหนแล้วล่ะ”
       จักรามองตรงไปเบื้องหน้า เห็นร่างคนสามคนยืนอยู่ตรงโคนต้นไม้ไม่ไกลนัก เขาเพ่งมองอยู่สักครู่ก็จำได้ ร้องอุทานออกมาด้วยความดีใจ
       “พี่รชา แม่เฒ่า”
       กระถินเห็นเจ้าดาเรศก่อนก็ตะโกนเรียกอย่างดีใจ วิ่งเข้ามาหาทันที
       “เจ้า...เจ้าคะ”
       กระถินวิ่งมากอดเจ้าดาเรศ ก่อนจะผละออก สำรวจดูตามเนื้อตัวเจ้า ละล่ำละลักถามอย่างดีใจ
       “เจ้าไม่เป็นอะไร เจ้าปลอดภัยใช่มั้ยคะ กระถินดีใจจริงๆ เจ้าหายไปกระถินเป็นห่วงแทบแย่” กระถินดีใจจนน้ำตาไหล “ถ้าเจ้าหายไปจริงๆ กระถินจะทำยังไง”
       กระถินโผเข้ากอดเจ้าดาเรศอีกครั้ง ร้องไห้โฮออกมาอย่างหมดความอดกลั้น เจ้าดาเรศกอดซบกระถินแน่น
       “ฉันก็ดีใจที่ได้เจอกระถิน ฉันนึกว่าจะต้องตายอยู่ในป่าซะแล้ว”
       รชาเดินเข้ามาหาจักรา สองหนุ่มมองหน้ากันอย่างดีใจ
       “ไอ้จักร” / “พี่ชา”
       จักรากับรชากอดกันอย่างโล่งใจ
       
       ทั้งหมดเดินออกมาที่ชายป่า จักรายกมือไหว้ขอบคุณนายิกี
       “ขอบคุณแม่เฒ่ามากครับที่ช่วยเราสองคนออกมาจากป่านั่น”
       เจ้าดาเรศยกมือไหว้นายิกีด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณมากค่ะ ถ้าไม่ได้แม่เฒ่า ดากับคุณจักรคงตายอยู่ในนั้น”
       “เรากลับกันเถอะครับ ไอ้จักรกับคุณดาท่าทางอิดโรยมาก จะได้ไปพักผ่อนกัน” รชาว่า
       กระถินประคองเจ้าดาเรศ “เจ้าไหวมั้ยคะ เรากลับคุ้มกันนะคะ”
       เจ้าดาเรศนึกได้สวนขึ้นด้วยท่าทีร้อนรน
       “ไม่ได้นะกระถิน ฉันยังกลับไม่ได้ คุณแม่ยังติดอยู่ในนั้น” เจ้าดาเรศหันไปหานายิกี “แม่เฒ่าคะ แม่เฒ่าช่วยคุณแม่ดาด้วยนะคะ คุณแม่ดายังติดอยู่ในป่านี้”
       “นางโฉมอยู่ในป่านี้ด้วยเหรอ” นายิกีคาดไม่ถึง
       “ใช่ค่ะ คุณแม่หายเข้าไปในป่าก่อนหน้าดา”
       นายิกียิ้มอย่างมีแผน
       “ได้ พวกเจ้ากลับกันไปก่อน ข้าจะเข้าไปช่วยนางโฉมเอง”
       นายิกีมองเข้าไปในป่าสายตาเหี้ยม
       บันดาสาแอบดูอยู่อีกมุมหนึ่ง ดีใจที่เจ้าดาเรศปลอดภัย เห็นดาเรศ จักรา รชา และกระถิน เดินออกจากป่าไป แต่นายิกีกลับมุ่งหน้าเข้าไปในป่า
       “ทำไมแม่เฒ่าคนนี้เดินกลับเข้าไปในป่า”
       บันดาสานึกสงสัย จึงสะกดรอยตามนายิกีไป
       
       นายิกีเดินมาจนเห็นถ้ำน้ำลอดอยู่ไกลๆ บันดาสาเดินตามหลังมาโดยไม่ให้นายิกีรู้ตัว
       “นางโฉมมันต้องอยู่ในถ้ำนั้นแน่ๆ ข้าจะต้องเข้าไปจัดการมัน” นายิกีพึมพำ
       บันดาสาได้ยินที่นายิกีพูดก็ตกใจ
       “แม่หญิง! ข้าจะปล่อยให้แม่เฒ่าคนนี้เข้าไปในถ้ำไม่ได้ เดี๋ยวแม่หญิงจะเป็นอันตราย”
       นายิกี เดินตรงไปที่ถ้ำด้วยสีหน้าแววตา มุ่งมั่น
       “แย่แล้วแม่หญิง”
       บันดาสาตกใจ รีบตามไป
       
       นายิกีเดินมาถึงปากถ้ำ จ้องมองเข้าไปด้านในด้วยแววตาเหี้ยมโหดดุดัน
       “นางโฉม แกไม่รอดแน่”
       จู่ๆ มีก้อนหินถูกปาใส่ศีรษะและเนื้อตัวนายิกีเป็นชุด นายิกีร้องโอ้ย หันซ้ายหันขวามองว่าใครเป็นคนปา บันดาสาแอบอยู่หลังพุ่มไม้ กระหน่ำปาก้อนหินใส่นายิกีไม่ยั้ง ถูกทั้งหน้า ทั้งหัว ทั้งตัว
       นายิกีทั้งโมโหทั้งเจ็บ “ใครวะ กล้าเอาก้อนหินมาปาข้า”
       บันดาสาไม่ตอบได้แต่ปาก้อนหินใส่ไม่หยุด หวังจะให้นายิกีออกมาให้พ้นปากถ้ำ นายิกีมองตามทิศทางของหินก็รู้ว่ามาจากหลังพุ่มไม้ จึงเดินตรงไปดู
       บันดาสาเห็นนายิกีเดินมาก็หยุดปา รีบฉากหลบไปอีกมุมหนึ่ง นายิกีเดินมาถึงพุ่มไม้ชะโงกหน้าไปดูอย่างชะล่าใจ แต่ไม่เห็นใคร
       ฉับพลันทันใดนั้นเอง ท้ายทอยนายิกีถูกตีด้วยท่อนไม้อย่างแรง ร่างแม่เฒ่าจอมอาคมล้มลงสลบคาที่ บันดาสายืนถือท่อนไม้จังก้าอยู่ข้างหลัง
       
       บันดาสาลากร่างนายิกีมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย หยุดตรงริมลำธารบริเวณที่น้ำไหลเชี่ยว บันดาสาใช้เถาวัลย์มัดมือ และมัดร่างนายิกีเข้ากับขอนไม้
       “ถ้าข้าไม่ทำแบบนี้ เจ้าก็จะทำร้ายแม่หญิงของข้า”
       บันดาสาผลักร่างแม่เฒ่าลงไปในลำธาร ร่างนายิกีค่อยๆ จมหายไป บันดาสามองตามด้วยความโล่งใจ
       “กว่านางเฒ่าจะรู้สึกตัว ก็คงลอยตามน้ำไปไกลหรือไม่ก็ตายไปแล้ว ป่านนั้นแม่หญิงคงจะได้ดอกปาริชาติสมใจ”
       
       ร่างของนายิกีจมอยู่ใต้น้ำ และลอยตามกระแสน้ำไป โดยไม่รู้เป็นหรือตาย



เย็นวันเดียวกันนี้ ไอ้พันกำลังเล่นดอกไม้ ใบไม้อยู่หน้ากระท่อม แต่แววตาไม่มีความสุขเอาเลย ด้วยรู้สึกเป็นห่วงเจ้าดาเรศโดยประหลาด ไอ้พันมองไปเห็นบันดาสาเดินกลับมายังกระท่อม ก็รีบทิ้งของเล่น ปรี่เข้าไปหาบันดาสา เขย่าตัวด้วยความอยากรู้
       
       “ลูก...ลูก...”
       บันดาสามองหน้าไอ้พันก็น้ำตาซึม สะท้อนใจว่าขนาดเจ้าพงษ์สุริยันเป็นแบบนี้ยังห่วงเจ้าดาเรศเลย
       “ลูกเราปลอดภัยแล้วเจ้า มีคนไปช่วยลูกเรา...”
       ไอ้พันมีท่าทีดีใจเมื่อได้ฟัง
       “แต่มีคนจะมาทำร้ายแม่หญิง ข้าก็เลยต้องอยู่จัดการมันก่อน...หวังว่าเมื่อครบสามวันสามคืนแล้ว แม่หญิงก็คงจะได้ดอกปาริชาติมาตามที่ตั้งใจไว้”
       บันดาสานึกประหวั่นเป็นห่วงอนิลทิตา
       
       ค่ำลง อนิลทิตายังคงนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นปาริชาติ ดวงหน้าผ่องใส ดอกปาริชาติส่งแสงเรืองรอง เริ่มคลี่กลีบบานเกือบทั้งดอก แต่ยังไม่ร่วงลงมา
       เหตุการณ์ที่คุ้มเชียงแมน เจ้าดาเรศกลับถึงคุ้ม อาบน้ำแต่งตัวชุดใหม่สีดำเรียบร้อยแล้วจะไปร่วมงานศพระจิตที่วัด เธอเดินกระวนกระวายอยู่ที่ระเบียง รอว่าเมื่อไหร่โฉมสุรางค์จะกลับมา
       จักราเดินเข้ามาหา เห็นท่าทีเจ้าดาเรศก็มองอย่างเป็นห่วง
       “คุณดาจะไปงานศพจริงๆ เหรอครับ ท่าทางคุณดายังเพลียๆ อยู่เลย ผมว่าคุณน่าจะอยู่พักผ่อนที่บ้านมากกว่า”
       “ถึงจะอยู่บ้าน ดาก็คงนอนไม่หลับอยู่ดี ดาเป็นห่วงคุณแม่ค่ะ”
       “แม่เฒ่าเป็นคนมีวิชา ขนาดเราสองคนแม่เฒ่าก็ยังพาออกมาจากป่าอาคมนั่นได้ ยังไงแม่เฒ่าก็ต้องพาคุณโฉมออกมาได้เหมือนกันครับ”
       “ดาเชื่อค่ะว่าแม่เฒ่าเก่ง แต่ทำไมป่านนี้แกยังช่วยคุณแม่ออกมาไม่ได้ล่ะคะ”
       เจ้าดาเรศน้ำตาซึม เป็นห่วงโฉมสุรางค์ จักราก็สงสัยว่าทำไมนายิกีถึงหายไปนานจัง
       
       ตกตอนกลางคืน จักรา เจ้าดาเรศ พร้อมด้วยกระถินเดินเข้ามาในศาลาสวดศพ รชาหันมาเห็นขอตัวจากแขกที่มาร่วมงาน จักราเองก็รีบพาสองสาวเดินเข้าไปหา ถามอย่างร้อนใจ
       “พี่ชา รู้มั้ยครับว่าแม่เฒ่ากลับมาหรือยัง”
       รชานิ่งคิด
       
       “ไม่รู้เหมือนกัน แต่ยังไม่เห็นมาที่วัดเลยนะ แล้วคุณโฉมล่ะ กลับมาหรือยัง”
       “ยังเลยค่ะ” เจ้าดาเรศตอบทันที
       “หรือว่าแม่เฒ่าอาจจะยังไม่เจอคุณโฉมก็ได้”
       รชากับจักราสบตากันอย่างไม่แน่ใจ
       รชาลากจักราออกมาอีกมุมหนึ่ง ข้างศาลาไกลออกไป เห็นดาเรศและกระถินที่กำลังไหว้ศพอยู่
       รชาเอ่ยขึ้นอย่างวิตก “หรือว่า...คุณโฉมจะฆ่าแม่เฒ่าไปแล้ว”
       
       หลังเสร็จงานสวดศพ จักรา เจ้าดาเรศ รชา และกระถิน เดินมาที่หน้ากระท่อมแม่เฒ่านายิกีอย่างร้อนใจ รชาตะโกนเรียกเสียงดัง
       “แม่เฒ่าครับ...แม่เฒ่า”
       ไม่มีเสียงตอบออกมาจากในกระท่อม ทุกคนเริ่มใจไม่ดี
       “แม่เฒ่าครับ” จักราเรียกอีก
       แต่ในกระท่อมยังเงียบกริบ เจ้าดาเรศยิ่งร้อนใจ
       “แม่เฒ่ายังไม่กลับมาจริงๆด้วย”
       “หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแม่เฒ่า” รชาว่า
       จังหวะนี้ นายิกีเดินโซซัดโซเซมาที่ต้นไม้หน้ากระท่อม
       จักราเห็น ร้องขึ้นด้วยความตกใจ
       “แม่เฒ่า”
       นายิกีหมดแรงเป็นลมล้มพับไปอีก จักรากับรชารีบเข้าไปประคองแม่เฒ่า ดาเรศกับกระถินวิ่งตามไปด้วย
       
       แม่เฒ่านายิกีฟื้นแล้ว หน้าตาสดใสขึ้น แต่ยังดูอิดโรยอยู่
       สักครู่หนึ่งก็เล่าเรื่องให้ทุกคนฟัง สีหน้าเต็มไปด้วยความแค้น
       “ขณะที่ข้ากำลังจะเข้าไปตามหานังโฉมในถ้ำ อยู่ๆก็มีใครไม่รู้มาตีข้าจนสลบ”
       ทุกคนที่ฟังอยู่ตกใจ
       “ใครเหรอครับ” รชาถาม
       “ข้าไม่ทันได้เห็นหน้ามัน”
       “หมายความว่าแม่เฒ่ายังไม่เจอแม่ของดาใช่มั้ยคะ”
       นายิกีพูดอย่างแน่ใจ
       “ข้าคิดว่าแม่ของเจ้าก็คงอยู่ในถ้ำนั่นแหละ...ถ้าข้าไม่โดนตีหัวซะก่อน ข้าอาจจะได้เจอมัน”
       จักราซักต่อ “แล้วหลังจากนั้น เกิดอะไรขึ้นกับแม่เฒ่าครับ”
       
       นายิกีเล่าต่อว่า ตัวเองลอยไปตามกระแสน้ำสักพักใหญ่จึงรู้สึกตัว
       นายิกี ลืมตาขึ้นอย่างเร็ว มองซ้ายมองขวารู้ว่าตัวเองจมอยู่ในน้ำ แถมถูกมัดมือมัดตัวกับขอนไม้ อีกด้วย พยายามดิ้นแต่ดิ้นไม่หลุด
       นายิกีท่องคาถา ปากขมุบขมิบ แล้วเป่าออกไป เถาวัลย์ที่มัดอยู่จึงคลายหลุดออก จากนั้นนายิกีพยายามตะกายขึ้นสู่ผิวน้ำ
       
       นายิกีดึงตัวเองกลับมา แล้วเล่าต่อว่า “พอข้าขึ้นจากน้ำได้ก็พยายามจะเดินกลับไปที่ถ้ำ แต่ก็หมดแรงเสียก่อน”
       เจ้าดาเรศรู้สึกผิด ไหว้ขอโทษแม่เฒ่าอย่างจริงใจ
       “เป็นเพราะดาคนเดียวแท้ๆที่ขอให้แม่เฒ่าไปช่วยคุณแม่ แม่เฒ่าก็เลยต้องเจ็บตัวขนาดนี้...ดาขอโทษด้วยนะคะ”
       เห็นท่าทีเจ้าดาเรศที่ยกมือไหว้ขอโทษอย่างนอบน้อม สวยงาม นายิกีมองอย่างเอ็นดู คิดในใจว่า “เป็นคนดีไม่น่าเกิดเป็นลูกปีศาจอย่างนังโฉมเลย” แต่พูดออกมาแค่ว่า
       “เจ้าเป็นคนดี...ไม่น่าเลย”
       เจ้าดาเรศแปลกใจ “ทำไมหรือคะแม่เฒ่า”
       นายิกีเลี่ยงไม่ยอมตอบ
       “ช่างเถอะ...คืนนี้ข้าจะทำสมาธิ พรุ่งนี้ข้าจะต้องหาแม่ของเจ้าให้เจอ”
       กระถินซัก “แล้วแม่เฒ่าจะทำยังไงคะ”
       นายิกีครุ่นคิด
       “ข้ามีวิธีของข้าก็แล้วกัน” แม่เฒ่าหันมาทางสองหนุ่ม “แต่แกสองคนต้องมาช่วยข้า”
       “ให้ดามาด้วยได้มั้ยคะ” เจ้าดาเรศอาสาช่วย
       นายิกีเสียงเข้ม “ไม่ต้อง”
       
       เจ้าดาเรศมองนายิกีในท่าทีฉงนฉงาย หญิงสาวนิ่งคิดติดค้างในใจ ว่าทำไมแม่เฒ่าถึงไม่ให้ตนมาช่วย

AppleBEE (Member)

อนิลทิตา ตอนที่ 9
       
       เช้าวันต่อมา เจ้าดาเรศมองออกไปจากโถงเรือนใหญ่ เห็นจักราขึ้นรถขับออกไป เธอมองตามอย่างใช้ความคิด
       
       ป่าแห่งนั้นตกอยู่ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ธรรมชาติร่มรื่นสวยงาม นายิกีนั่งสมาธิอยู่ในนั้น มีจักรา รชานั่งอยู่ข้างหลัง
       “แม่เฒ่าจะทำยังไงเหรอครับ”
       “ข้าจะเรียกไอ้สมิงดงออกมา ถ้านังโฉมมันรู้ว่าไอ้สมิงดงตกอยู่ในอันตราย มันจะต้องรีบออกมาแน่ๆ”
       จักราพูดขัดและค้านขึ้นอย่างไม่เห็นด้วย
       “ไหนแม่เฒ่าบอกคุณดาเรศว่าจะช่วยคุณโฉมไงล่ะครับ”
       นายิกีตวัดสายตาเข้มดุมองมายังจักราอย่างไม่พอใจ
       “แล้วแกจะให้ข้าบอกนังหนูนั่นว่าแม่มันเป็นปีศาจ และข้ากำลังจะฆ่าแม่ของมันอย่างนั้นรึ”
       จักราเครียด
       “แต่เราก็ยังไม่แน่ใจว่าคุณโฉมกับเจ้าของสมิงดงคือคนๆ เดียวกัน”
       “แกไม่แน่ใจ แต่ข้าแน่ใจ...ถ้าแกไม่เชื่อ ก็คอยดู”
       นายิกีหงุดหงิด งัดคัมภีร์ขึ้นมา แล้วท่องมนต์เรียกสมิงดง
       เจ้าตองเหลืองนอนขดอยู่ในห้องทำพิธีของโฉมสุรางค์ มันเริ่มร้อนรนกระสับกระส่าย แล้วสุดท้ายก็เลื้อยหายออกไปจากประตูห้องลับ
       
       เจ้าดาเรศและกระถินพากันตามมา สองสาวแอบดูอยู่หลังพุ่มไม้ไกลๆ เห็นนายิกีเปิดคัมภีร์ท่องมนต์ มีจักรา รชา นั่งอยู่ด้านหลัง
       เจ้าดาเรศเพ่งมองด้วยความสงสัยมาก บ่นออกมาว่า “แม่เฒ่าจะช่วยคุณแม่ได้ยังไงน่ะกระถิน”
       กระถินรีบหันมาจุ๊ปากห้าม
       “เบาๆ สิคะเจ้า เดี๋ยวเค้าก็ได้ยินหรอก กระถินว่าเราค่อยๆ ดูไปก่อนดีกว่า”
       เจ้าดาเรศและกระถินแอบดูกันต่อด้วยความสงสัยเต็มอก
       
       พริบตานั้นเอง เจ้าตองเหลืองปรากฏตัวขึ้นตรงหน้านายิกี มันชูคอใส่ด้วยความโมโหโกรธา จักรากับรชาตกตะลึงตาค้าง ที่เห็นท่าทางเจ้าตองเหลืองดุร้ายขนาดนั้น
       นายิกีเหยียดยิ้มสมใจ “มาแล้วสิ ไอ้สมิงดง”
       “แม่เฒ่ามั่นใจเหรอครับว่าคุณโฉมจะออกมา” จักราอดถามไม่ได้
       “เจ้าก็รอดูเอาเองแล้วกัน”
       นายิกีล้วงนาคบาศออกมาจากย่าม ท่องมนตราแล้วขว้างไปคล้องคอเจ้าตองเหลืองทันที ฉับพลันทันใดนั้นเอง นาคบาศเรืองแสง รัดคอตองเหลืองแน่นเข้าๆ
       สองหนุ่มตื่นตะลึง
       เจ้าตองเหลืองดิ้นทุรนทุราย มันพยายามส่งกระแสจิตเรียกผู้เป็นนาย
       แต่โฉมสุรางค์ก็ไม่ออกมาสักที
       
       เจ้าดาเรศและกระถินมาแอบดูอยู่ และเห็นว่าแม่เฒ่านายิกี เหมือนกำลังนั่งทำพิธีอะไรบางอย่าง มีสองหนุ่มมองดูอย่างตื่นตกใจ และเห็นว่างูเหลือมถูกรัดอยู่ตรงหน้าแม่เฒ่า กระถินเห็นชัดๆ แล้วต้องออกอาการตกใจ
       “นั่นมัน...มัน...”
       เจ้าดาเรศสงสัย “อะไรกระถิน”
       “งูตัวนั้น เหมือนงูของคุณโฉมเลยค่ะเจ้า แต่มันมาที่นี่ได้ยังไง ปกติมันจะอยู่แต่ในห้องของคุณโฉม”
       “คงไม่ใช่มั้งกระถิน”
       กระถินบอกอย่างมั่นใจ “แต่กระถินมั่นใจว่าใช่ค่ะ”
       เจ้าดาเรศไม่อยากเชื่อ
       
       เจ้าตองเหลืองดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมานแสนสาหัส นายิกีมองดูด้วยความสะใจ
       “ออกมาสินังโฉม ออกมา”
       นายิกีรอคอยอย่างคาดหวัง ว่าไม่นานโฉมสุรางค์จะต้องออกมาแน่ ทว่าเจ้าตองเหลืองดิ้นพล่านจนสุดท้ายแน่นิ่งไป รชาลุ้นใจจดใจจ่อว่าโฉมสุรางค์จะมาหรือเปล่า
       “สมิงดงก็ตายไปแล้ว ทำไมคุณโฉมยังไม่มาซะทีนะ”
       จักราตอบทันทีอย่างผู้ชนะ
       “ก็เพราะว่าคุณโฉมไม่ใช่อนิลทิตาน่ะสิครับ”
       นายิกีพูดสวนขึ้นอย่างมั่นใจ
       “แต่ข้าแน่ใจว่ามันเป็นคนๆ เดียวกัน แต่ที่มันไม่ออกมาก็เพราะมันต้องทำอะไรบางอย่างที่สำคัญอยู่แน่ๆ”
       
       เจ้าดาเรศและกระถิน เห็นเจ้าตองเหลืองนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น ก่อนจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา สองสาวตกใจมากพอกัน
       “เจ้าคะงูมันหายไปได้ยังไงคะ”
       เจ้าดาเรศตกใจ แต่ตั้งสติได้
       “ก็คงจะด้วยอาคมของแม่เฒ่าน่ะแหละ กระถินก็รู้ว่าแม่เฒ่าเป็นคนมีวิชา”
       เจ้าดาเรศมองไปที่นายิกีทำพิธีอย่างคลางแคลงใจ
       “แต่ฉันไม่เข้าใจ แม่เฒ่ามาทำอะไรแบบนี้ทำไม...”
       กระถินคิดไปคิดมา “หรือว่างูตัวนี้จะเกี่ยวอะไรกับคุณโฉม”
       เจ้าดาเรศพยายามคิดแต่คิดไม่ออก ในที่สุดเธอก็หมดความอดทน
       “ฉันทนไม่ไหวแล้วล่ะกระถิน นี่เค้ามัวแต่ทำอะไรกันอยู่...ไม่เห็นมีใครคิดจะช่วยคุณแม่เลย”
       เจ้าดาเรศพูดจบก็เดินตรงไปยังจุดที่นายิกีทำพิธีทันที
       “เจ้า...เดี๋ยวค่ะ รอกระถินด้วย”
       กระถินตกใจรีบวิ่งตามไป
       
       เจ้าดาเรศเดินเร็วรี่เข้ามา กระถินวิ่งตามมาติดๆ จักรากับรชาตกใจเมื่อเห็นสองสาวตามมา
       “คุณดา”
       เจ้าดาเรศไม่สนใจใคร เดินตรงลิ่วเข้าไปหานายิกีอย่างเอาเรื่องทันที
       “ไหนแม่เฒ่าบอกว่าจะช่วยคุณแม่ดาออกมาจากป่าไงคะ แล้วนี่มันอะไรกัน แม่เฒ่าฆ่างูตัวนั้นทำไม แล้วเมื่อไหร่จะลงมือช่วยคุณแม่ซะที”
       จักราปราดเข้าไปหาดาเรศ
       “คุณดา...คุณมาที่นี่ได้ยังไง”
       นายิกีเสียงแข็งไม่พอใจ “ข้าบอกแล้วว่าไม่ให้เจ้าตามมาที่นี่”
       “ก็ดาเป็นห่วงคุณแม่นี่คะ ดาอยากรู้ว่าแม่เฒ่าจะช่วยคุณแม่ได้ยังไง”
       รชาอึดอัดใจ เข้าใจดาเรศว่าเป็นห่วงแม่ แต่ก็พูดอะไรไม่ได้
       “ก็สิ่งที่แม่เฒ่ากำลังทำอยู่นี่ล่ะครับ ที่จะทำให้คุณโฉมออกมาจากป่าได้”
       “แต่คุณแม่ก็ไม่เห็นจะกลับมานี่คะ” เจ้าดาเรศท้วง
       จักรา รชา นายิกีอึ้งไป พูดอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ เจ้าดาเรศมองทุกคนอย่างตัดพ้อต่อว่า
       “ดาคงรอต่อไปไม่ได้แล้วล่ะค่ะ ขอบคุณแม่เฒ่านะคะที่พยายามจะช่วยคุณแม่...แต่ดาตัดสินใจแล้วว่าดาจะไปแจ้ง ความ ดาขอตัวก่อนค่ะ” เจ้าหันมาทางกระถิน “ไป กระถิน”
       เจ้าดาเรศพูดจบก็จะเดินกลับออกไป จักราเดินไปหาบอกว่า
       “ผมจะไปเป็นเพื่อนคุณดาครับ”
       สามคนเดินออกไป
       
       ไม่นานต่อมา หลังแจ้งความเสร็จ จักรา เจ้าดาเรศ กระถิน เดินออกมาจากสถานีตำรวจ เจ้าดาเรศยังมีท่าทางเป็นกังวลอยู่มาก
       จักราปลอบ “ตำรวจรับปากว่าจะส่งคนไปค้นในป่าแถวๆนั้น ยังไงก็คงจะมีความคืบหน้าอะไรบ้าง”
       “ดาก็หวังว่าอย่างนั้น...ขอบคุณนะคะที่คุณจักรมาเป็นเพื่อน”
       จักรายิ้มให้เป็นกำลังใจให้ กระถินมีท่าทางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
       “เจ้าคะ เรากลับคุ้มกันเถอะค่ะ กระถินอยากจะกลับไปดูอะไรหน่อย”
       
       พอกลับถึงคุ้มเชียงแมน กระถินรีบขึ้นมายังห้องนอนโฉมสุรางค์ เธอผลักประตูกระจกบานใหญ่เข้าไปในห้องลับอย่างใจร้อน ก่อนจะก้มลงหน้าแท่นพิธีกวาดสายตามองหาเจ้าตองเหลืองทุกซอกทุกมุมในห้อง แต่ก็ไม่มีวี่แววงูยักษ์ กระถินยืนอึ้ง
       “หายไปจริงๆ ด้วย ตกลงงูที่เห็นเมื่อกี้มันเป็นตัวเดียวกับของคุณโฉมหรือเปล่านะ” ยิ่งคิดกระถินยิ่งสับสน “แต่ป่านั่นมันอยู่ห่างออกไปตั้งไกล...แล้วงูมันออกจากห้องไปได้ยังไง”
       กระถินบ่นบ้า คิดวุ่นวายใจอยู่คนเดียว
       
       ตกตอนกลางคืน บนท้องฟ้าเหนือคุ้มเชียงแมนดวงดาวระยิบระยับบนนั้น เจ้าดาเรศนั่งกลุ้มใจอยู่คนเดียวไม่ได้สนใจความงามของดาวเอาเลย จักรายืนมองอยู่ห่างๆ ก่อนจะเดินตามมานั่งข้างๆด้วยความเป็นห่วง
       “นอนไม่หลับเหรอครับ”
       เจ้าดาเรศพยักหน้ารับ
       “ดากลัวค่ะคุณจักร คุณแม่หายเข้าไปในป่าแบบนั้น ดากลัวคุณแม่จะเป็นอะไรไป”
       “แต่ผมเชื่อว่าคุณโฉมจะต้องปลอดภัย”
       “แต่ตอนที่แม่เฒ่าตามไปช่วยคุณแม่ แม่เฒ่าก็ถูกคนลอบทำร้าย...เป็นไปได้มั้ยคะว่าคนๆ นั้นอาจจะทำร้ายคุณแม่ด้วย”
       เจ้าดาเรศยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดหวั่น ห่วงใยโฉมสุรางค์มากจนน้ำตาไหลอาบแก้ม
       “คุณดาอย่าร้องไห้สิครับ ผมเห็นแล้วใจไม่ดีเลย”
       “ดาเหลือคุณแม่คนเดียวเท่านั้นในชีวิต คุณแม่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของดา ถ้าคุณแม่เป็นอะไรไป ดาจะอยู่ต่อไปได้ยังไง”
       จักรามองเจ้าดาเรศด้วยความเห็นใจ
       “คุณดาก็ยังมีผมไงครับ”
       จักราเอื้อมมือไปกุมมือเจ้าดาเรศไว้และเช็ดน้ำตาให้เธออย่างนุ่มนวล มองจ้องพร้อมให้คำมั่น
       “ผมจะคอยดูแลคุณดาเอง และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะไม่มีวันทิ้งคุณดาไปไหน...ผมสัญญา”
       เจ้าดาเรศมองจักราอย่างเชื่อมั่น ยิ้มให้เขาด้วยความซาบซึ้งและขอบคุณ
       จักราดึงร่างเจ้าดาเรศมากอดไว้ด้วยความรู้สึกต้องการปกป้อง ดาเรศซบหน้าที่อกจักราด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจ
       กระถินเดินซึ่งเดินตามหาเจ้าดาเรศมาจากอีกมุม
       “เจ้า เจ้าคะ”
       แต่แล้วกระถินต้องชะงักกึก เมื่อมองไปเบื้องหน้าเห็นจักรากับดาเรศกำลังกอดกันอยู่
       หัวหน้าสาวใช้คุ้มเชียงแมนเบิกตาโตอย่างตื่นเต้น ตกใจ
       “เจ้า คุณจักร”
       
       แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องลงในป่าหิมพานต์ ทั่วอาณาบริเวณ สวยงามราวภาพฝัน
       อนิลทิตานั่งสมาธิใบหน้าแจ่มใสอยู่ใต้ต้นปาริชาติล่วงเข้าวันที่ 3 แล้ว ดอกปาริชาติเรืองแสงดีแดง เบ่งบานอยู่บนต้นพร้อมจะร่วงหล่นลงมา
       สายลมอ่อน พัดต้องกระทบดอกปาริชาติ พลันดอกปาริชาติก็ร่วงหล่นลงมาจากต้น ตกมาที่มืออนิลทิตาเบาๆ
       
       อนิลทิตารับรู้ได้ถึงสัมผัสนั้น นางลืมตาขึ้นสีหน้าปลื้มปีติล้น หยิบดอกปาริชาติสีแดงเรืองแสงสวยงาม ขึ้นมาชื่นชม แววตาสมใจ



กายของโฉมสุรางค์ยังนั่งนิ่งอยู่ในถ้ำน้ำลอด ไม่นานนักจิตอนิลทิตากึ่งเดินกึ่งลอยถือดอกปาริชาติกลับเข้ามาซ้อนร่างเดิม
       
       โฉมสุรางค์ลืมตาขึ้น มองดอกปาริชาติที่อยู่ในมือ ยิ้มอย่างสมใจ และเปี่ยมสุข
       พอโฉมสุรางค์เดินออกมาถึงหน้าถ้ำ เธอพนมมือขึ้นเพื่อจะคลายมนต์ป่าอาคม แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อสายตามองไปเห็นลูกกวาง 2 ตัวกำลังวิ่งหยอกล้อกัน อีกทั้งฝูงนกพากันบินว่อนบนท้องฟ้า
       โฉมสุรางค์นิ่งคิดประหลาดใจ
       “พี่บันดาสาบอกว่าจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเข้ามาในเขตป่าอาคมได้ แล้วสัตว์พวกนั้นเข้ามาที่นี่ได้ยังไง”
       โฉมสุรางค์หวาดระแวงว่าเกิดอะไรขึ้นกับมนต์ที่ตนสร้างเป็นเกราะกำบังไว้
       
       ไม่นานนักโฉมสุรางค์ก็กลับมาถึงคุ้ม เธอรีบเข้ามาในห้องลับทำพิธี นำเอาผอบแก้วใสที่เตรียมไว้ใส่ดอกปาริชาติลงไป แล้ววางไว้หน้าแท่นบูชา จากนั้นก็มองหา พร้อมกับร้องเรียกเจ้าตองเหลือง
       “ตองเหลือง ตองเหลืองข้ากลับมาแล้ว”
       เรียกเท่าไหร่เจ้าตองเหลืองก็ไม่ออกมาสักทีจนโฉมสุรางค์นึกสงสัย
       “หายไปไหนนะ หรือว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเจ้า”
       โฉมสุรางค์ทำสมาธิเพ่งมองน้ำในขัน เธอเห็นภาพตองเหลืองถูกนาคบาศรัดคอจนตายไป ก็ตกใจมาก
       “ตองเหลือง! ใครทำอะไรเจ้า”
       โฉมสุรางค์เพ่งจิตอีกครั้ง คราวนี้แลเห็นเป็นภาพแม่เฒ่านายิกีโยนนาคบาศไปรัดคอตองเหลือง
       “นางเฒ่านายิกี แกฆ่าตองเหลืองของข้า”
       โฉมสุรางค์แค้นถึงขีดสุด โลดลิ่วรีบออกไปจากห้องลับด้วยแรงโทสะ
       
       โฉมสุรางค์ถลาออกมาจากห้อง รีบเดินลงบันไดไปท่าทีรีบร้อน เจ้าดาเรศเพิ่งออกมาจากห้อง เห็นหลังโฉมสุรางค์เดินไปไวๆ ร้องเรียกด้วยความดีใจ
       “คุณแม่...คุณแม่กลับมาแล้ว”
       เจ้าดาเรศวิ่งตามไปจนทัน โผเข้ากอดโฉมสุรางค์อย่างดีใจ
       “คุณแม่ คุณแม่จริงๆ ด้วย คุณแม่เป็นไงบ้างคะ ดาเป็นห่วงแทบแย่”
       โฉมสุรางค์เกร็งตัวนิดหนึ่งอย่างแข็งขืนและอึดอัด ดันตัวออกแล้วถามด้วยความสงสัย
       “เธอจะมาห่วงแม่ทำไม”
       “อ้าว ก็คุณแม่หายเข้าไปในป่าตั้งสามวัน แล้วจะไม่ให้ดาห่วงได้ยังไง”
       โฉมสุรางค์ชะงัก คิดไม่ถึง
       “เธอนี่พูดจาเหลวไหลใหญ่แล้ว แม่ไปธุระที่กรุงเทพฯ จะเข้าไปในป่าได้ยังไง”
       พลางโฉมสุรางค์จะเดินต่อ เจ้าดาเรศชักงง รีบเดินไปขวางไว้
       “ก็คุณแม่ลืมโทรศัพท์เอาไว้ ดากับคุณจักรเลยตามเอาไปให้ เราสองคนเห็นกับตาว่าคุณแม่เข้าไปในป่า...ดากับคุณจักรก็เลยตามคุณแม่...”
       โฉมสุรางค์ตกใจ รีบพูดขัดขึ้นน้ำเสียงขุ่น
       “อะไรนะ นี่เธอสะกดรอยตามแม่เหรอ”
       “ค่ะ แต่ดาหลงป่าเสียก่อน...มันเป็นป่าอาถรรพ์ ป่าประหลาด ดากับคุณจักรแทบเอาชีวิตไม่รอด ดีที่แม่เฒ่านายิกีไปช่วยไว้ได้ แล้วคุณแม่ออกมายังไงคะ แม่เฒ่าเป็นคนไปช่วยคุณแม่หรือเปล่า”
       โฉมสุรางค์อึ้ง นิ่งงันไปเมื่อได้ยินที่เจ้าดาเรศพูดถึงนายิกี และคิดออกทันทีว่าคนที่ทำลายป่าอาคมของตนต้องเป็นนายิกีแน่ รีบตัดบทปฏิเสธด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
       “เธอคงฝันไปแล้วล่ะดาเรศ แม่จะหลงป่าได้ยังไงในเมื่อแม่ไม่เคยเข้าไปในป่าอย่างที่เธอพยายามจะกล่าวหา”
       พูดจบโฉมสุรางค์ก็เดินหนีไปทันที เจ้าดาเรศรีบเดินตามไป
       
       โฉมสุรางค์เดินออกมาหน้าเรือนใหญ่ เจ้าดาเรศเดินตามมาขวางหน้า พูดถามด้วยสีหน้าจริงจัง
       “ทำไมคุณแม่ต้องโกหกดาด้วยคะ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...หรือว่าคุณแม่กำลังทำอะไรที่บอกใครไม่ได้”
       โฉมสุรางค์เสียงแข็ง มองเจ้าดาเรศอย่างดุดัน
       “นั่นมันไม่ใช่กงการอะไรของเธอ ดาเรศ เธอไม่มีสิทธิมายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของฉัน”
       เจ้าดาเรศไม่ยอม “ทำไมจะยุ่งไม่ได้คะ ดาเป็นลูกแม่นะคะ”
       โฉมสุรางค์โมโหหลุดปากออกมาด้วยความโกรธ
       “เธอไม่ใช่ลูกฉัน”
       เจ้าดาเรศอึ้ง
       โฉมสุรางค์ได้สติ รู้สึกตกใจที่หลุดปากออกมา จึงรีบเดินหนีออกไปทันที
       
       ตกตอนบ่าย จักราเดินถือแฟ้มงานมาตามทางเดินในคุ้ม โดยเขาลืมแฟ้มนี้ไว้ในห้องพักจึงกลับมาเอา และกำลังจะเดินย้อนกลับไปที่สำนักงาน จังหวะหนึ่งจักราหันมาเห็นเจ้าดาเรศนั่งเหม่ออยู่คนเดียว ก็หยุด เขม้นมองอย่างสงสัย ก่อนจะรีบเดินเข้าไปหา และเมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็พบว่าเจ้าดาเรศกำลังร้องไห้
       จักราตกใจเอาการ “คุณดา เกิดอะไรขึ้นครับ คุณดาร้องไห้ทำไม มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
       “คุณจักร”
       เจ้าดาเรศโผเข้ากอดจักรา ร้องไห้กับอกของเขาราวกับยึดเป็นที่พึ่งพิงในยามทดท้อ
       จักรากอดปลอบเจ้าดาเรศ ปล่อยให้เธอร้องไห้ไป
       โฉมสุรางค์เดินมาจากอีกมุมหนึ่ง มองไปที่จักราและเจ้าดาเรศด้วยนัยน์ตาวาวโรจน์ ทั้งหวงหึง และโกรธเคือง
       
       โฉมสุรางค์ตรงดิ่งมาหาบันดาสาที่กระท่อมท้ายคุ้มในตอนค่ำ ทันทีที่มาถึงก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
       “พี่บันดาสา ลูกสาวพี่ชักจะวุ่นวายกับฉันมากเกินไปแล้วนะ พี่รู้มั้ยว่าดาเรศสะกดรอยตามฉันเข้าไปในป่า”
       บันดาสาหลบตาวูบ “เจ้าคงจะเป็นห่วงแม่หญิงน่ะ”
       โฉมสุรางค์เสียงแข็งใส่ท่าทีเย้ยหยัน ไม่เชื่อเอาเลย
       “เป็นห่วงเหรอ ยุ่งไม่เข้าเรื่องมากกว่า พี่รู้มั้ยดาเรศเป็นตัวการพานังเฒ่านายิกีเข้าไปในป่า...ดีนะที่มันไม่ได้ทำอะไรฉัน”
       บันดาสาสงสารเจ้าดาเรศเหลือเกิน
       “เรื่องนั้นแม่หญิงไม่ต้องห่วง พี่จัดการนังเฒ่านั่นไปแล้ว”
       “ก็ดี...แต่เรื่องดาเรศ ข้าชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ ลูกพี่เข้ามาก้าวก่ายเรื่องของข้ามากเกินไปแล้ว โดยเฉพาะเรื่องสินธุ”
       บันดาสางงงัน ไม่เข้าใจ “แม่หญิงหมายความว่ายังไง”
       “ก็หมายความว่าลูกพี่มีใจให้ผัวข้าน่ะสิ” อนิลทิตาในคราบโฉมสุรางค์กระแทกเสียงใส่
       บันดาสาตกใจ “เป็นไปไม่ได้”
       “ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ หลายครั้งแล้วนะที่ดาเรศพยายามจะเข้าหาสินธุ แม้ข้าห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง”
       โฉมสุรางค์หลุดปากออกมาด้วยความว้าวุ่น โกรธแค้น หวงหึง และเกลียดชัง
       “อย่าให้ข้าทนไม่ได้ขึ้นมานะ”
       บันดาสาเห็นท่าทางของผู้เป็นนายแล้วก็ชักหวั่นใจ และนึกเป็นห่วงเจ้าดาเรศขึ้นมาจับขั้วหัวใจ
       “จะอย่างไร ข้าก็จะไม่ปล่อยให้สองคนนั่นรักกัน” บันดาสาพูดให้คำมั่นกับโฉมสุรางค์ และบอกอย่างจริงจังอีกว่า
       “ถึงเวลาแล้วล่ะที่แม่หญิงจะต้องรีบทำให้สินธุระลึกชาติให้ได้โดยเร็วที่สุด”
       
       ค่ำวันเดียวกันนี้ จักราเดินมาส่งเจ้าดาเรศที่หน้าเรือนใหญ่ หญิงสาวมีสีหน้าผ่อนคลายมากขึ้น
       “ขอบคุณนะคะคุณจักรที่อยู่เป็นเพื่อนดาทั้งวันเลย”
       “ไม่เป็นไรครับ ถ้าคุณดามีอะไรก็พูดกับผมได้ ผมยินดีรับฟังทุกเรื่อง”
       “ดารู้สึกดีขึ้นแล้วล่ะค่ะ...ดาคงจะว่างมากเกินไป ก็เลยหมกมุ่นอยู่แต่กับความคิดตัวเอง”
       จักรายิ้ม “เอางี้มั้ยครับ ถ้าคุณดาว่าง ผมอยากจะขอความช่วยเหลืออะไรคุณดาซะหน่อย”
       “ได้สิคะ จะให้ดาช่วยอะไรล่ะคะ”
       “พรุ่งนี้ตอนบ่ายผมต้องเข้าไปธุระในเมือง คุณดาช่วยนั่งรถไปเป็นเพื่อนผมหน่อย เสร็จธุระแล้วผมจะพาคุณดาไปหาอะไรอร่อยๆ ทานเป็นการตอบแทน”
       เจ้าดาเรศอดยิ้มไม่ได้ รู้ว่าจักราเป็นห่วงตน
       ทั้งสองคนสบตากันนิ่งๆ แล้วยิ้มให้กัน โดยไม่รู้ว่า ในอีกมุมหนึ่งไม่ไกลนัก โฉมสุรางค์ที่เพิ่งกลับมาจากกระท่อมบันดาสายืนมองมาด้วยสายตาวาววับ
       
       ฟากนายิกีนั่งทำน้ำมนต์อยู่หน้าโต๊ะพิธี โดยตรงหน้าแม่เฒ่ามีขันเงินน้ำมนต์วางอยู่ พร้อม ธูป เทียน สายสิญจน์ ดอกไม้ และ เครื่องบูชาต่างๆ นายิกีทำน้ำมนต์เสร็จก็ลืมตาขึ้น
       “น้ำมนต์ปลุกเสก จะทำให้นางโฉมมันกลับร่างเดิม”
       ในนั้นมีรชานั่งอยู่ด้วย ชายหนุ่มมองดูอย่างไม่ค่อยมั่นใจ
       “ครั้งนี้จะสำเร็จแน่ๆ ใช่มั้ยครับ”
       “ข้ารับรอง ถ้านางโฉมมันดื่มเข้าไป มันก็จะร้อนรนและกลับสู่สภาพปีศาจของมัน ทีนี้เจ้าจักรมันก็จะเชื่อว่านางโฉมเป็นปีศาจ”
       รชาพยักหน้าเข้าใจ
       
       ตอนบ่าย วันรุ่งขึ้น
       ขณะที่จักรานั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น มีชื่อดาเรศขึ้นที่หน้าจอ จักรายิ้มก่อนจะกดรับสาย
       “สวัสดีครับคุณดา อย่าบอกนะว่าที่โทรมาจะเปลี่ยนใจไม่ยอมไปกับผม”
       เจ้าดาเรศโทร.มาจากห้องนอนในคุ้ม หญิงสาวอมยิ้ม
       “ดาจะโทร.มาบอกว่าดาจะขับรถไปให้คุณจักรต่างหากค่ะ แล้วตอนที่คุณจักรคุยธุระ ดาจะแวะได้ไปซื้อของก่อน”
       จักราเปลี่ยนอิริยาบถสบายๆ
       “ก็ได้ครับ งั้นเดี๋ยวอีก 10 นาทีพบกัน”
       จักรากดวางสายในจังหวะเดียวกับที่โฉมสุรางค์เปิดประตูเข้ามาด้วยท่าทางรีบเร่งร้อนใจ
       “คุณจักรคะ ฉันมีเรื่องด่วนที่ไร่ คุณจักรเข้าไปกับฉันหน่อยนะคะ”
       จักราอิดออด “แต่ผม...”
       โฉมสุรางค์ตัดบทแกมบังคับกลายๆ
       “ไม่นานหรอกค่ะ เรารีบไปกันเถอะ”
       
       จักราจำเป็นต้องเดินตามโฉมสุรางค์ออกไป



เจ้าดาเรศขับรถเข้ามาจอดที่หน้าออฟฟิศตามนัด เมื่อมองไปก็เห็นจักราขับรถของไร่ชาเชียงแมนออกไปโดยมีโฉมสุรางค์นั่งคู่ไปด้วย
       
       “เอ๊ะ...นั่นคุณจักรกับคุณแม่กำลังจะไปไหนกัน”
       เจ้าดาเรศมองตามด้วยความสงสัย
       
       กลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อย จักราขับรถเข้ามาจอดที่ท้ายไร่ เขาลงมาเปิดประตูรถให้โฉมสุรางค์
       ถามขึ้นอย่างเป็นกังวล “มีเรื่องอะไรเหรอครับคุณโฉม”
       “ตามฉันมาเถอะค่ะ”
       โฉมสุรางค์พาจักราเดินไปตามทางในไร่ จนแลเห็นกระโจมผ้าสีขาว ที่มีโคมปักอยู่รอบๆ ตั้งอยู่ท้ายไร่ กระโจมนี้เป็นกระโจมสมัยโบราณ แบบเดียวกับที่สินธุใช้ตอนไปค้าขายในอดีต แต่แลดูสะอาดกว่า และผ้าคลุมกระโจมก็ใหม่กว่า ด้านในมีผ้าม่านสีขาวแขวนประดับพริ้วไหวตามแรงลม
       จักรามองแปลกใจ “แล้วนั่นกระโจมอะไรครับ”
       โฉมสุรางค์เยื้อนยิ้ม “เราเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ”
       จักรายืนอึ้ง โฉมสุรางค์ดึงมือเขาเข้าไปในกระโจม
       
       ภายในกระโจม ถูกจัดแต่งอย่างสวยงาม ด้วยดอกไม้สีขาว มีเทียนสีขาวจุดอยู่รอบๆ
       จักรามองไปรอบๆ เห็นเตียงไม้ทรงเขมรโบราณตั้งอยู่มุมในสุด มีโต๊ะเล็กตั้งอาหารคาวหวาน ผลไม้ และสุราชั้นดี จัดอยู่ในภาชนะทองเหลือง สายตาจักราเต็มไปด้วยความสงสัยว่าโฉมสุรางค์กำลังจะทำอะไรแน่
       “นี่มันอะไรกันครับคุณโฉม”
       โฉมสุรางค์ยิ้มหวาน ไม่ตอบ ก่อนจะจูงมือจักรามาที่โต๊ะตัวหนึ่งที่มีผอบแก้วใส่ดอกปาริชาติ เห็นเป็นละอองฟุ้งสีแดงระยิบระยับอยู่ในผอบ
       จักรามองดอกปาริชาติอย่างงงๆ
       “สวยจัง...ดอกอะไรเหรอครับ”
       “เค้าเรียกว่าดอกปาริชาติค่ะ”
       โฉมสุรางค์หยิบผอบขึ้นมา
       “และไม่ใช่แค่สวยนะคะ แต่กลิ่นก็หอมด้วย...”
       โฉมสุรางค์เปิดผอบออก แค่ได้กลิ่นดอกปาริชาติโชยมาหอมจรุง จักราก็รู้สึกเคลิบเคลิ้ม
       “หอมจัง”
       “เค้าว่ากันว่า...ปาริชาติเป็นดอกไม้สวรรค์ ใครที่ได้กลิ่นจะระลึกชาติได้”
       “จริงเหรอครับ”
&nbs